จีน : เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของ สี จิ้นผิง

- Author, โดย รูเพิร์ต วิงฟิลด์-เฮย์ส
- Role, บีบีซีนิวส์
เมื่อมองอย่างผิวเผิน คนมักเปรียบเทียบบอกว่า สี จิ้นผิง คล้ายคลึงกับประธานเหมา เจ๋อตุง
หลังก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และนำพรรคคอมมิวนิสต์จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1976 ไม่มีผู้นำจีนคนไหนยิ่งใหญ่เท่าเหมา เจ๋อตุง
จนกระทั่งมาถึงตอนนี้
นายสี จิ้นผิง เป็นผู้นำคนแรกนับจากยุคเหมา เจ๋อตุง ที่ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 ตลอดช่วงทศวรรษที่ครองอำนาจมา นายสีรวบรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง กำจัดศัตรูทางการเมืองโดยไร้ความปรานี และผลักดันให้เกิด "ลัทธิบูชาบุคคล" รวมถึงบัญญัติอุดมการณ์ของตัวเอง นั่นก็คือ "แนวคิดของ สี จิ้นผิง เกี่ยวกับสังคมนิยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีนสำหรับศักราชใหม่" ลงไปในธรรมนูญของพรรคด้วย
แต่ รีเบกกา คาร์ล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จีนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก บอกว่า เราไม่สามารถลากเส้นตรงเชื่อมต่อจาก เหมา เจ๋อตุง มาถึ งสี จิ้นผิง ได้ เพราะนั่นเท่ากับลบประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองยุคไป รวมถึงชาวจีนที่ฝันใฝ่และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประเทศจีนในอีกรูปแบบหนึ่ง
ความจริงคือนายสีไม่ได้ได้อำนาจนี้มาง่าย ๆ มันเกิดขึ้นได้เพราะความทะเยอทะยานของเขาและการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถป้องกันไม่ให้มีการครองอำนาจโดยคนคนเดียวเหมือนสมัยเหมา เจ๋อตุง อีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปี 1989 ขณะที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ความหวังที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในจีนพังทลายหลังผู้ประท้วงถูกปราบปรามรุนแรงในเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
นั่นเป็นจุดสิ้นสุดของการถกเถียงเพื่อการปฏิรูปการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์หันไปปฏิรูปเศรษฐกิจแทน
หลัง เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต จีนภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง หันไปให้ความสำคัญกับความร่ำรวยและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ในปี 1998 พรรคคอมมิวนิสต์สั่งขายที่อยู่อาศัยที่รัฐเป็นเจ้าของทิ้ง ผู้คนลาออกจากบริษัทของรัฐและหันไปทำงานกับบริษัทเอกชนแทน
สรุปง่าย ๆ ก็คือหลังจากที่ เหมา เจ๋อตุง ปิดประเทศจากโลกภายนอก ผู้นำคนต่อ ๆ มาหลังจากเขาเลือกที่จะเปิดประเทศ ในปี 2001 จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เมืองใหม่ ๆ ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศถูกก่อตั้งขึ้น โดยแต่ละเมืองมีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าต่างกันไป อาจจะเป็นกระดุม ซิป หรือไฟแช็ก
ถึงปี 2008 สนามบินยุคโซเวียตถูกแทนที่ด้วยสนามบินขนาดมหึมาซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง นอร์แมน ฟอสเตอร์ มีการเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกระหว่างกรุงปักกิ่งกับเมืองเทียนจิน
จีนเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้นรวดเร็วกว่าประเทศไหน ๆ ในประวัติศาสตร์
การขึ้นสู่อำนาจของสี จิ้นผิง
จีนภายใต้การนำของ หู จิ่นเทา เต็มไปด้วยปัญหาการทุจริต ในกรุงปักกิ่งในสมัยนั้น มีไนต์คลับที่ว่ากันว่าเจ้าของขายยาเสพติดและสามารถจัดหาผู้หญิงสวย ๆ ให้ลูกค้าได้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจในพื้นที่ด้วย
ริชาร์ด แมคเกรเกอร์ อดีตบรรณาธิการประจำสำนักงานที่กรุงปักกิ่งของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ บอกว่า นั่นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น "ทุกคนได้ส่วนแบ่งจากทุกอย่าง มันไปถึงขั้นที่เสียการควบคุมแล้ว …[จีน] กลายมาเป็นเหมือนประเทศอินโดนีเซียในยุคซูฮาร์โต โดยฐานของระบบกำลังถูกกร่อนทำลาย"
ในปี 2007 โป๋ ซีไหล ดาวรุ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถูกส่งไปฉงชิ่ง เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนที่เป็นที่โจษจันในตอนนั้นว่าฐานปฏิบัติการขององค์กรอาชญากรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายโป๋นำปฏิบัติการกวาดล้างการทุจริต โดยจับกลุ่มอาชญากร นักธุรกิจ นักการเมือง และตำรวจหลายร้อยคน เขาฟื้นฟู "วัฒนธรรมแดง" จากสมัยเหมา เจ๋อตุง ขึ้นมาใหม่ โดยให้ทุกคนฝึกร้องเพลงจากสมัยเหมา เจ๋อตุง สรรเสริญพรรคคอมมิวนิสต์
สี จิ้นผิง เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางจากกรุงปักกิ่งเพื่อไปเรียนรู้รูปแบบปฏิบัติการแบบ "ฉงชิ่ง"
อย่างไรก็ดี ในปี 2012 กรณีฆาตกรรมและข้อกล่าวหาทุจริตทำให้นายโป๋ หมดอำนาจลงและขณะนี้ เขาถูกจองจำอยู่ด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต
ว่ากันว่าปฏิบัติการแบบ "ฉงชิ่ง" ได้กลายเป็นต้นแบบที่นายสี จิ้นผิง นำไปใช้กับจีนทั้งประเทศ
สี จิ้นผิง เกิดเมื่อปี 1953 เขาเป็นลูกของ สี จงซุน หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้วยพื้นเพเช่นนี้ นายสีถูกมองว่าเป็น "เจ้าชายน้อย" หรือ "princeling" ซึ่งหมายถึงลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง
นายสีในวัยเด็กต้องออกจากโรงเรียนที่เหล่าลูกนักการเมืองผู้มีอิทธิพลไปเรียนกัน ในที่สุด เมื่ออายุ 15 ปี เขาออกจากกรุงปักกิ่งและถูกสั่งไป "ปรับทัศนคติ" และถูกใช้แรงงานอย่างหนักในหมู่บ้านเหลียงเจียเหอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ 7 ปี
แต่แทนที่จะเกลียดแค้นพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายสีกลับอ้าแขนเปิดรับแนวคิดของพรรคนี้ เขาพยายามจะเข้าร่วมพรรคหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะชื่อเสียงพ่อ
ในที่สุดเขาก็ได้รับเข้าพรรคในปี 1974 โดยเริ่มงานที่มณฑลเหอเป่ย์ ก่อนที่จะไต่เต้าได้ตำแหน่งอาวุโสขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo Standing Committee)
ในช่วงที่นายสีได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปี 2012 จีนประสบกับปัญหาการทุจริตอย่างหนัก ขณะที่สมาชิกอาวุโสในพรรคเห็นว่านี่เป็นภัยร้ายแรง นายสีเห็นปัญหานี้เป็นโอกาสที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง
หลังจาก โป๋ ซีไหล ถูกตัดสินจำคุก สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นับแสนถูกสอบสวน โดยในที่สุดแล้วมีกว่า 1 แสนคนที่ถูกตัดสินผิดข้อหาทุจริต ในจำนวนนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึง 120 คน ปัญหาการทุจริตในจีนมีน้อยลง ขณะที่ความนิยมของสี จิ้นผิง พุ่งสูงขึ้น
ถึงตอนนี้เขาสามารถทำลายคู่แข่งทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเขา อาทิ การสั่งจับกุมโจว หย่งคัง เมื่อปี 2014 ทั้ง ๆ ที่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้นเขาเป็นถึงหนึ่งในคณะกรรมการกรมการเมือง และเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในจีน ในปี 2015 นายโจว ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเช่นกัน
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลังสมัยของเหมา เจ๋อตุง
ในขณะที่เหมา เจ๋อตุง รวบรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อพยายามสร้างประเทศที่เป็นสังคมนิยมแบบอุดมคติ ศ.รีเบกกา คาร์ล บอกว่า จีนในปัจจุบันไม่มีลักษณะของประเทศสังคมนิยมเลย เธอบอกว่าสี จิ้นผิง ไม่ได้คิดเรื่องความยุติธรรมและชนชั้นเลย
นักประวัติศาสตร์ผู้นี้บอกว่าสิ่งเดียวที่หลงเหลือมาจากจีนในยุคเหมา เจ๋อตุง ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ เธอบอกว่านั่นเป็นสิ่งเดียวที่นายสีสนใจ
ศ.คาร์ล บอกว่า นายสีเชื่อว่าโลกปัจจุบันเป็นโลกทุนนิยมที่มีการแข่งขันสูง และหนทางเดียวที่จีนจะสามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้คือคงอยู่ภายใต้พรรคพรรคเดียว "และพรรคนั้นแค่บังเอิญมีชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทะเยอะทะยาน
ศาสตราจารย์สตีฟ ซาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนที่วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา หรือโซแอส บอกว่า นายสีมีความทะเยอทะยานมาก โดยบุคคลที่เขานับถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างคือเหล่าจักรพรรดิจีน ศ.ซางบอกว่านายสีต้องการจีนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นบ้านให้กับกลุ่มคนที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน โดย "คนจีน" ตามนิยามของเขาคือชาวฮั่นเท่านั้น
นั่นเป็นเหตุผลที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงมีชาวมุสลิมเชื้อสายอุยกูร์ถูกกักกันอยู่ใน "ค่ายปรับทัศนคติ" นับล้านคน โดยนายแมคเกรเกอร์ อดีตบรรณาธิการประจำสำนักงานที่กรุงปักกิ่งของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ มองว่าเป็น "การฆ่าล้างทางวัฒนธรรม"

นอกจากนโยบายภายในประเทศแล้ว นายสีต้องการจะขยายอิทธิพลในเชิงภูมิศาสตร์ด้วย ยกตัวอย่างเช่นการสร้างหมู่เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ ขั้นต่อไปอาจเป็นการ "รวมชาติ" กับไต้หวัน
"ตอนนี้จีนทำทุกอย่างที่อยากทำมาตลอดแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีอำนาจพอ" นายแมคเกรเกอร์ กล่าว "เคยคิดเรื่องไต้หวันมาก่อน เคยคิดเรื่องทะเลจีนใต้มาก่อน การสู้กับอเมริกา การขับไล่พวกเขาออกจากเอเชียเป็นความทะเยอทะยานที่มีมาก่อนอยู่แล้ว แต่พวกเขาแค่ไม่ได้พูดออกมาดัง ๆ"
โควิด
จากที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งพวกเขาได้ จีนกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แต่แล้วโควิดก็เริ่มระบาด
นโยบายโควิดเป็นศูนย์ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตแค่ 2% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ อัตราว่างงานในหมู่คนหนุ่มสาวอยู่ที่ราว 20% สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ประชาชนมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดูเหมือนว่าความเกรงกลัวและความจงรักภักดีเป็นเรื่องดีในยุคของนายสี เห็นได้จากการที่ หลี่ เฉียง ได้รับเลือกให้เป็น "มือขวา" คนใหม่ของนายสี โดยนายหลี่คนนี้เองที่เป็นผู้ดำเนินนโยบายล็อกดาวน์ที่นครเซี่ยงไฮ้ซึ่งนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก
จีนในยุคของนายสี แตกจากจีนในยุคของเหมา เจ๋อตุง เพราะจีนในยุคของเขาประสบความสำเร็จเกินสิ่งที่เหมา เจ๋อตุง เคยใฝ่ฝันไว้
สิ่งที่นายสีต้องการคือการเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดเท่าที่เคยมีมาในจีน และพรรคคอมมิวนิสต์ก็เพิ่งหยิบยื่นชัยชนะนั้นให้กับเขา มาย









