รัสเซีย ยูเครน : อ้างสงคราม หลายประเทศฉวยโอกาสรื้อฟื้นนโยบายเศรษฐกิจเจ้าปัญหา

An illegal mining camp at the Yanomami indigenous reserve in northern Brazil

ที่มาของภาพ, Greenpeace

คำบรรยายภาพ, การที่บราซิลต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าปริมาณมหาศาลจากรัสเซีย ทำให้รัฐบาลมีข้ออ้างได้ว่า ควรจัดหาแหล่งแร่ธาตุภายในประเทศมาผลิตปุ๋ยทดแทนระหว่างที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรทางการค้าอยู่

กว่า 3 ปีมาแล้ว ที่ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล พยายามออกกฎหมาย รับรองการสำรวจแหล่งแร่ธาตุในเขตพื้นที่สงวนเพื่อการอยู่อาศัยของชนพื้นเมืองให้ได้ แต่ไม่มีครั้งใดเลย ที่เขาจะสบโอกาสผลักดันโครงการดังกล่าวได้อย่างถนัดมือยิ่งไปกว่าตอนนี้ ตอนที่รัสเซียกำลังรุกรานยูเครน

มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย แม้จะสร้างความลำบากใจให้ประเทศที่มีผลประโยชน์ทางการค้าผูกติดอยู่กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น แต่กลับเป็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในภาวะวิกฤตของผู้นำรัฐบาลในหลายประเทศ เหมือนกับโครงการข้างต้นของผู้นำบราซิล ซึ่งสามารถฟื้นคืนชีพและกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงโต้แย้งกันในสังคมได้อีกครั้ง

การที่บราซิลต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าปริมาณมหาศาลจากรัสเซีย ทำให้รัฐบาลมีข้ออ้างได้ว่า ควรจัดหาแหล่งแร่ธาตุภายในประเทศมาผลิตปุ๋ยทดแทนระหว่างที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรทางการค้าอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใต้ผืนดินในเขตป่าสงวนซึ่งเป็นบ้านของชนพื้นเมืองนั้น คาดว่าจะมีแร่โพแทสเซียมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตปุ๋ยเคมีอยู่มาก

"นี่เป็นเรื่องโกหกที่พยายามจะทำให้ชาวบราซิลมีความคิดสับสน" โจเอเนีย วาปิชานา หญิงชนเผ่าพื้นเมืองคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภากล่าว "มีพื้นที่ป่าสงวนเพียง 11% เท่านั้น ที่อยู่ในเขตแดนของชนพื้นเมือง"

ซูซี่ ฮัฟฟ์ ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยบราซิเลียกล่าวเช่นกันว่า อันที่จริงจะต้องใช้เวลาทำเหมืองนาน 7-10 ปีเลยทีเดียว ก่อนที่จะนำแร่โพแทสเซียมออกมาใช้ได้ ทำให้น่าสงสัยว่า เจตนาที่แท้จริงของนโยบายรองรับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

"นี่คือการฉวยโอกาสทางการเมือง ประธานาธิบดีโบลโซนาโรมองเห็นจังหวะดีที่จะผลักดันนโยบายขุดหาแหล่งแร่ธาตุของเขาต่อไป โดยยกเอาสถานการณ์การเมืองโลก และปัญหาขาดแคลนปุ๋ยของภาคการเกษตรภายในประเทศมาเป็นข้ออ้าง" ศ. ฮัฟฟ์ อธิบาย

สัมพันธ์การค้าจีน - รัสเซีย รุ่งเรืองเฟื่องฟูท่ามกลางสงคราม

China President Xi Jinping and his Russian counterpart Vladimir Putin during a meeting in February

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มูลค่าการค้าระหว่างจีนและรัสเซียพุ่งสูงขึ้นหลังการรุกรานยูเครน

ในส่วนของประเทศจีนนั้น นอกจากจะไม่ยอมประณามการทำสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซียแล้ว ยังใช้โอกาสที่รัสเซียถูกประชาคมนานาชาติคว่ำบาตรรุกคืบกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า สวนกระแสโลกที่นานาประเทศต่างก็ถอยห่างไม่คบหาทำธุรกิจกับรัสเซียอยู่ในขณะนี้

ก่อนการเปิดฉากรุกรานยูเครนเพียงหนึ่งสัปดาห์ จีนและรัสเซียเพิ่งตกลงทำสัญญาซื้อขายถ่านหินฉบับใหม่ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประธานาธิบดีปูตินก็เผยถึงสัญญาซื้อขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่งทำกับจีน ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 117,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนยังยกเลิกข้อห้ามในเรื่องการนำเข้าข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์จากรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดไว้เนื่องจากเหตุผลทางสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย

ข้อมูลจากทีมงานบีบีซี เรียลิตีเช็ก (BBC Reality Check) ชี้ว่า เพียงในไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าการค้าของจีนกับรัสเซียพุ่งขึ้นกว่าปีก่อนถึง 28% และดูเหมือนว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

ในส่วนของรัสเซียนั้น การค้ากับจีนคิดเป็นเพียง 18% ของการค้าต่างประเทศทั้งหมดในปี 2021 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 147,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้กระชับความสัมพันธ์กัน ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวกรุงปักกิ่ง ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะเพิ่มมูลค่าของการค้าทวิภาคีขึ้นเป็น 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2024

อังกฤษฉวยโอกาสฟื้นอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์

Boris Johnson (right) during a visit to construction works at the Hinckley Point plant

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของสหราชอาณาจักร ประกาศเมื่อ 7 เม.ย.ว่า จะรื้อฟื้นการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องพึ่งพาจากรัสเซีย

การคว่ำบาตรอุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซีย ทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนในสหราชอาณาจักรและภูมิภาคยุโรปส่วนใหญ่ถีบตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้มขาดแคลน ทำให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของสหราชอาณาจักร ประกาศเมื่อ 7 เม.ย.ว่า จะรื้อฟื้นการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องพึ่งพาจากรัสเซีย

ผู้นำสหราชอาณาจักรกล่าวในวิดีโอประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้ว่า "พลังงานนิวเคลียร์กำลังคืนสู่เหย้า แทนที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ทุกสิบปี คราวนี้เราจะสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ทุกปี"

อย่างไรก็ตาม นายโรเจอร์ ฮาราบิน นักวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของบีบีซีบอกว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันกับเขาต่างไม่เห็นด้วย รวมทั้งโกรธเคืองต่อการที่รัฐบาลรื้อฟื้นนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาอีก เนื่องจากแผนการนี้มีปัญหาความเสี่ยงต่ออันตรายสูง

นอกจากจะผลักดันการกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นหลักแล้ว รัฐบาลของนายจอห์นสันยังมีวาระแอบแฝงเรื่องอาจนำวิธีขุดเจาะน้ำมันแบบแฟรกกิง (fracking) ซึ่งถูกสั่งห้ามไปเมื่อปี 2019 กลับมาใช้อีก ทั้งที่การฉีดน้ำแรงดันสูงลงไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน เพื่อให้ชั้นหินแตกออกและปลดปล่อยน้ำมันดิบออกมาตามวิธีนี้นั้น ส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

อินเดียรับอานิสงส์น้ำมันราคามิตรภาพจากรัสเซีย

A petrol station in India

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อินเดียวางตัวเป็นกลางในเรื่องของสงครามยูเครน จึงเข้าข่ายชาติที่ซื้อน้ำมันดิบราคาถูกพิเศษจากรัสเซียได้

อินเดียซึ่งเป็นชาติที่วางตัวเป็นกลางในเรื่องของสงครามยูเครน กลับมีการบริโภคน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งนี้เป็นเพราะอานิสงส์ของการมีท่าทีค่อนข้างเป็นมิตร ทำให้อินเดียเข้าข่ายประเทศที่สามารถซื้อน้ำมันดิบราคาถูกพิเศษจากรัสเซียได้

ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ณ 4 เม.ย.ชี้ว่า อินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียไปแล้วอย่างน้อย 14 ล้านบาร์เรล นับแต่สงครามรุกรานยูเครนได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะที่เมื่อปีก่อนอินเดียนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียทั้งหมดเพียง 12 ล้านบาร์เรลเท่านั้น

พฤติกรรมของอินเดียทำให้บรรดาพันธมิตรชาติตะวันตกไม่พอใจอย่างยิ่ง โดยสหรัฐฯ นั้นตำหนิอินเดียว่า ทำลายความพยายามของประชาคมนานาชาติที่ต้องการจะโดดเดี่ยวรัสเซีย เพื่อหยุดยั้งสงคราม

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีด้านกิจการต่างประเทศของอินเดีย ดร. เอส. ชัยสังขาร์ กล่าวตอบโต้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ประเทศต่าง ๆ จะมองหาของถูก เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น "อินเดียมีสิทธิหาซื้อน้ำมันราคาถูก ลองไปดูผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียรายใหญ่ ๆ สิ ส่วนมากเป็นชาติในยุโรปทั้งนั้น"

แม้อินเดียเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 80% แต่น้ำมันและก๊าซที่ซื้อจากรัสเซียนั้น มีไม่ถึง 1% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดด้วยซ้ำ ในขณะที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่ราว 60% จากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับในตะวันออกกลาง

อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแผนการจะซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย โดยบริษัท "เปอร์ตามีนา"รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแถลงเมื่อปลายเดือนมี.ค.ว่า กำลังพิจารณาแผนการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นโอกาสในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูง

อียิปต์เผชิญวิกฤตอาหารแพง

A bread seller carries his product in a Cario street

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามรุกรานยูเครนยังทำให้ราคาอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งธัญพืชต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ราคาขนมปังในอียิปต์พุ่งสูงขึ้นมาก จนรัฐบาลต้องมาแทรกแซง

สงครามรุกรานยูเครนยังทำให้ราคาอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งธัญพืชต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย กระทั่งโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติยังออกมาระบุว่า การสู้รบในยูเครนส่งผลให้เกิด "วิกฤตอาหารโลกครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง"

อียิปต์เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนทั้งยูเครนและรัสเซียนั้นต่างก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่เช่นกัน จึงต่างได้รับผลกระทบจากสงครามกันโดยถ้วนหน้า

ตามปกติแล้วราคาอาหารหลักจำพวกขนมปังหรือแผ่นแป้งที่กินแทนข้าวแบบต่าง ๆ ในอียิปต์ค่อนข้างถูก เนื่องจากรัฐบาลอียิปต์ให้เงินอุดหนุน โดยราคาอาหารที่ผลิตจากแป้งข้าวสาลีนั้น ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองที่เคยทำให้เกิดเหตุจลาจลมาแล้วหลายครั้ง

หลังจากราคาของขนมปังและแผ่นแป้งที่เป็นอาหารหลักทะยานขึ้นถึง 25% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอับเดล ฟาตาห์ อัล-ซีซี ได้ประกาศจำกัดราคาขายไม่ให้เกินที่รัฐบาลกำหนด ทั้งสั่งปรับผู้ที่ลักลอบละเมิดคำสั่งดังกล่าวอย่างหนัก แต่มาตรการเหล่านี้ยังไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะไม่ได้มีการชดเชยให้ผู้ขายที่ต้องแบกภาระต้นทุน ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเช่นกัน

นอกจากอียิปต์แล้ว ไนจีเรียยังเป็นอีกประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ที่พลอยได้รับผลกระทบเรื่องอาหารจากสงครามในยูเครนไปด้วย โดยเมื่อ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลไนจีเรียต้องนำเอาข้าวและธัญพืชที่เก็บในคลังสำรองออกแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่กำลังอดอยากขาดแคลน เนื่องจากราคาอาหารในท้องตลาดสูงลิบลิ่ว

ปัญหาผู้อพยพ

A young Ukrainian woman stands by a fence in the Mexico-US border

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พรมแดนรอยต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ผู้อพยพจากยูเครนรอคอยความหวังอยู่เป็นจำนวนมาก หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศว่า ยินดีรับผู้ลี้ภัยจากยูเครนเข้าพำนักในสหรัฐฯ ถึง 100,000 คน

สงครามในยูเครนทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น คนที่เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้มุ่งไปยังจุดหมายปลายทางในยุโรปเท่านั้น แต่ที่แนวพรมแดนรอยต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก มีผู้อพยพจากยูเครนรอคอยความหวังอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศว่า ยินดีรับผู้ลี้ภัยจากยูเครนเข้าพำนักในสหรัฐฯ ถึง 100,000 คน

การที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศถึงกฎเกณฑ์การรับผู้ลี้ภัยจากยูเครนไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับบรรดาผู้อพยพจำนวนมหาศาลจากหลายประเทศในลาตินอเมริกา กำลังจะหวนกลับมาเพื่อพยายามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ถูกยกเลิกในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาวุ่นวายในการตรวจคนเข้าเมืองขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานระบุว่า มีแนวโน้มที่ชาวยูเครนจะได้รับความช่วยเหลือและมีการให้ความสำคัญเหนือกว่าผู้อพยพจากประเทศอื่น ๆ ทั้งที่ต่างก็หลบหนีความรุนแรงและภยันตรายต่าง ๆ มาจากบ้านเกิดเช่นเดียวกัน

ระหว่าง มี.ค. 2020 - ก.พ. ของปีนี้ ทางการสหรัฐฯ ได้เนรเทศผู้อพยพและผู้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยไปแล้วถึงกว่า 1.7 ล้านราย โดยช่วงดังกล่าวอยู่ระหว่างการใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อป้องกันโรคระบาด

line
line