โควิด-19 : เราเรียนรู้อะไรบ้างจากวิกฤตการระบาดใหญ่ในปี 2021

Coronavirus and vaccines

ที่มาของภาพ, Getty Images

จากที่เราเคยคิดว่าโควิด-19 เป็นเรื่องของปี 2020 ตอนนี้เข้าปลายปี 2021 แล้ว การระบาดใหญ่นี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ

มาดูกันว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์ของการระบาดใหญ่ในปี 2021

ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. ชาติที่ร่ำรวยเพิ่งจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชน จากข้อมูลโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ถึงวันที่ 15 ม.ค. ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดทั่วโลกแตะ 2 ล้านรายขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อมีถึง 100 ล้านราย

German medics in Hanau, 16 Apr 20

ที่มาของภาพ, Reuters

ในสหราชอาณาจักร อัตราการติดเชื้อสูงขึ้นและโรงพยาบาลก็ต้องรับกับแรงกดดันอย่างหนัก แต่ในตอนนั้น องค์การอนามัยโลกก็ออกมาแสดงท่าทีว่ามนุษย์ยังมีความหวังในการต่อสู้กับเรื่องนี้อยู่

นายเดวิด นาวาร์โร ผู้แทนพิเศษด้านโรคโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก บอกในตอนนั้นว่า "ผมไม่อยากให้ผู้คนหลบซ่อนอยู่ใต้โต๊ะหรือผ้าห่ม จริง ๆ แล้ว ผมอยากให้คนมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตระหนักว่าไวรัสนี้ร้ายเป็นพิเศษก็จริง แต่ก็ไม่เกินกำลังคนเราที่จะสู้กับมัน"

แต่ผ่านไปเกือบปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่แสดงให้เห็นว่าทั้งโรคและความเข้าใจของเราต่อโรคนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพจริง ๆ และก็ยังใช้ได้ผลอยู่

Covid testing lab

ที่มาของภาพ, PA Media

ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. มีคนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสหราชอาณาจักรกว่า 4,000 คน แต่เมื่อมีคนได้รับวัคซีนมากขึ้น จำนวนคนที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ณ เดือน พ.ย. ที่ผ่านมาลดลงจนไม่ถึง 1,000 คนแล้ว

จากที่เคยมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,200 รายในช่วงเดือน ม.ค. ในเดือน พ.ย. โควิดคร่าชีวิตคนไม่ถึง 200 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัคซีนช่วยได้จริง ๆ

แต่แล้วเราก็ต้องเผชิญกับโควิดสายพันธุ์เดลตา โดยเชื้อกลายพันธุ์นี้แสดงให้เราเห็นว่าวัคซีนไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อได้ และก็ชัดเจนแล้วว่าการฉีดวัคซีนแค่ 2 เข็มไม่เพียงพอ

คำบรรยายวิดีโอ, วัคซีนโควิดจะทำให้ประจำเดือนผิดปกติในระยะยาวหรือไม่

เมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มน้อยลง ชาติที่ร่ำรวยก็เริ่มฉีดวัคซีนกระตุ้นประชาชนเป็นเข็มที่ 3 อย่างในสหรัฐฯ ที่ประกาศเริ่มฉีดวัคซีนเพิ่มในเดือน ส.ค.

แต่การฉีดเข็มที่ 3 ไม่ใช่เพื่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันเท่านั้นเพราะเราต้องเตรียมรับมือกับโอมิครอนด้วย

WHO เรียก โควิดกลายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน" ยกเป็นสายพันธุ์ "น่ากังวล"

เฟอร์กัส วอลช์ ผู้สื่อข่าวสายการแพทย์ของบีบีซี บอกว่า "วัคซีนสองเข็มไม่เพียงพอที่จะหยุดไม่ให้คุณติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน แต่การฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 จะลดความเสี่ยงที่คุณจะติดเชื้อแล้วมีอาการป่วยได้ถึง 70%"

มาถึงตอนนี้เราเห็นแล้วว่าอัตราการฉีดวัคซีนมีผลกับการรับมือกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์ได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่อัลฟา เดลตา มาจนถึงโอมิครอน

"เราต้องหาทุนและวิธีที่จะฉีดวัคซีนให้คนทั้งโลกให้ได้" ดร.ซาราห์ กิลเบิร์ต หัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุ "หากเราไม่ทำเช่นนั้น จะเกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสและเราจะต้องเผชิญกับงานหนักมากขึ้นในการต่อสู้กับไวรัส"

ตลอดปีที่ผ่านมา ชาติร่ำรวยเดินหน้าให้วัคซีนประชาชนของตัวเองเพิ่มมาตลอด อย่างในสหราชอาณาจักร ถึงกลางเดือน ธ.ค. มีคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วถึง 69% ขณะที่ทั่วโลก คนได้รับวัคซีนครบยังมีสัดส่วนแค่ 46%

ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือทวีปแอฟริกาที่มีคนได้รับวัคซีนครบแค่ 8% เท่านั้น

นี่เป็นประเด็นที่องค์การอนามัยโลกย้ำบ่อยมาก

นายเทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก บอกว่า "ผมอยากจะพูดให้ชัดเจนว่าเราไม่ได้ต่อต้านการฉีดวัคซีนกระตุ้นให้คน แต่เราต่อต้านความไม่เท่าเทียม สิ่งที่เรากังวลที่สุดคือการช่วยชีวิตคนในทุกที่"

เราเริ่มปีด้วยคำเตือนนั้น แล้วก็กำลังจบปีด้วยคำเตือนเดิม

ขณะที่ชาติที่ร่ำรวยเดินหน้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนเพิ่ม เชื้อโอมิครอนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงแม้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับวัคซีน แต่ก็ใช่ว่าจะเพียงพอ ประเทศในยุโรปอย่างออสเตรียเริ่มบังคับคนฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน ก.พ. แล้ว แต่ระบบสาธารณสุขของหลายประเทศในแถบนั้นก็ยังเผชิญกับแรงกดดันอย่างสูง

มือจับหลอดทดลอง

ที่มาของภาพ, Getty Images

นอกจากบังคับฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีการกลับมาใช้มาตรการบังคับต่าง ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส.ส. พรรคคอนเซอร์เวทีฟจำนวนมากพากันต่อต้านที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เสนอใช้มาตรการโควิดใหม่ แต่สุดท้ายก็ผลักดันสำเร็จด้วยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน

ตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงสิ้นปีและขึ้นปีใหม่ สิ่งที่สะท้อนสถานการณ์โควิดได้ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นตัวเลขสถิติ

ถึงวันที่ 15 ธ.ค. ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า มีคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโควิดไปแล้ว 5,310,502 ราย โดยมีคนเสียชีวิตในปี 2021 มากกว่าปี 2020

ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก น่าจะสรุปสถานการณ์ในตอนนี้ได้ดีที่สุด เขาบอกว่า "แค่เพราะเราต้องเผชิญกับโควิดสายพันธุ์ใหม่ ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง แต่มันหมายความว่าเราต้องเจอกับความไม่แน่ไม่นอนมากขึ้น"