โลกร้อน : เอกสารหลุดชี้หลายประเทศโน้มน้าวให้ยูเอ็นเปลี่ยนสาระสำคัญในรายงานสภาพภูมิอากาศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดยจัสติน โรว์ลัตต์ และทอม เกอร์เคน
บีบีซีนิวส์
เอกสารที่มีการรั่วไหลชุดใหญ่ซึ่งบีบีซีได้เห็นเปิดเผยถึงวิธีการที่หลายประเทศพยายามหาทางให้มีการแก้ไขสาระสำคัญในรายงานว่าด้วย สภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
เอกสารชุดนี้เผยว่าประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ ขอให้สหประชาชาติอย่าเร่งรัดให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ ยังชี้ด้วยว่าประเทศร่ำรวยบางประเทศมีข้อกังขาเรื่องที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อที่ชาติยากจนจะสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ข้อมูลที่รั่วไหลออกมานี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ กำลังทัดทานคำแนะนำของสหประชาชาติ ทั้งที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าชาติเหล่านี้จะถูกขอให้รับปากกับที่ประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ว่าจะร่วมมือกันชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และคุมให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
เอกสารที่รั่วไหลประกอบไปด้วยเอกสารกว่า 32,000 ชิ้น ที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ บริษัท และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ จัดส่งให้กับคณะนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้รวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิธีจัดการปัญหาโลกร้อน โดยรายงานซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์นี้จัดทำโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ IPCC ทุก ๆ 6-7 ปี
รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้รายงานประเมินนี้ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชิ้นล่าสุดจะเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญในการเจรจาในการประชุมที่เมืองกลาสโกว์
ความน่าเชื่อถือของรายงานเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผลของการที่รัฐบาลทั่วโลกต่างมีส่วนในกระบวนการเพื่อหาฉันทามติร่วมกัน โดยความคิดเห็นของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ และร่างรายงานฉบับล่าสุดที่บีบีซีได้เห็นนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่าน Unearthed ซึ่งเป็นทีมนักข่าวสืบสวนสอบสวนขององค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกรีนพีซในสหราชอาณาจักร ซึ่งส่งต่อเอกสารมายังบีบีซีอีกทอดหนึ่ง
เชื้อเพลิงฟอสซิล

ที่มาของภาพ, Getty Images
เอกสารชุดนี้ชี้ว่าหลายประเทศและองค์กรต่าง ๆ พยายามถกเถียงว่า โลกไม่ได้ต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเร็วเท่ากับที่ร่างของรายงานนี้แนะนำ
อย่างที่ปรึกษาของกระทรวงด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เรียกร้องให้ตัดข้อความ เช่น "ความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการบรรเทาอย่างเร่งด่วนและรวดเร็วในทุกระดับ..." ออกจากรายงาน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลออสเตรเลียคนหนึ่งไม่ยอมรับข้อสรุปว่ามีความจำเป็นต้องปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้ว่าการเลิกใช้ถ่านหินเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการประชุม COP26 ก็ตาม
ออสเตรเลียนั้นเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสคนหนึ่งของสถาบันกลางแห่งการวิจัยเหมืองแร่และเชื้อเพลิง (Central Institute of Mining and Fuel Research) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอินเดีย เตือนว่าถ่านหินจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญไปอีกหลายทศวรรษ เพราะ "มีความท้าทายอันใหญ่หลวง" ในการผลิตไฟฟ้าในราคาที่คนสามารถจ่ายไหว
ขณะนี้อินเดียเป็นผู้ใช้ถ่านหินมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก
อินเดีย รวมถึงอีกหลายประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น พร้อมทั้งองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก หรือโอเปก (OPEC) ต่างก็สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture and storage - CCS)
แต่แม้ร่างรายงานชิ้นนี้ของ IPCC จะยอมรับว่าเทคโนโลยีซึ่งมีราคาแพงและกำลังพัฒนากันอยู่นี้ อาจมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ยังเคลือบแคลงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะใช้งานได้จริงหรือเปล่า
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มากว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลพร้อมกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะไปในทิศทางที่จะช่วยให้บรรลุเป้า 2 องศาเซลเซียส และ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งกำหนดในข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2015
วิทยาศาสตร์ที่ไม่เลือกข้าง
IPCC บอกว่า ความคิดเห็นจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญในการจัดทำรายงานด้านวิทยาศาสตร์ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นจะต้องรวมเนื้อหาเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในรายงาน
IPCC บอกกับบีบีซีว่า กระบวนการจัดทำรายงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันโน้มน้าวหรือล็อบบี้จากทุกฝ่าย "กระบวนการประเมินนี้เป็นรากฐานสำคัญของงานของ IPCC มาโดยตลอด และเป็นที่มีของความหนักแน่นและน่าเชื่อถือของรายงานนี้"
ศาสตราจารย์คอคีนน์ เลอ เกคี จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ซึ่งเคยร่วมจัดทำรายงาน IPCC มา 3 ฉบับ บอกว่า เธอมั่นใจว่าทีมนักวิจัย IPCC จะไม่มีการเลือกข้าง และจะตัดสินความคิดเห็นที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ส่งเข้ามาด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
"ไม่มีแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับความคิดเห็นเหล่านั้น" ศ. เลอ เกคี บอกกับบีบีซี "หากความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นการล็อบบี้ หากไม่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ มันก็จะไม่ถูกรวบรวมลงในรายงาน IPCC"
กินเนื้อให้น้อยลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
บราซิลและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสองประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อและอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก พยายามโต้แย้งหลักฐานในร่างรายงานที่บอกว่าการลดการกินเนื้อเป็นเรื่องจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ร่างรายงานชิ้นนี้บอกว่า "อาหารที่ใช้พืชเป็นหลักสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการปล่อยคาร์บอนจากอาหารการกินปริมาณโดยเฉลี่ยของโลกตะวันตก"
แต่ทั้งสองประเทศได้ขอให้ผู้เขียนรายงานลบหรือเปลี่ยนถ้อยคำบางประโยคที่บอกว่า อาหารที่ทำจากพืชเป็นหลักมีบทบาทต่อการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และที่บอกว่าเนื้อวัวเป็นอาหารที่ทำให้เกิดการปลดปล่อย "คาร์บอนในปริมาณสูง"
อาร์เจนตินา แนะนำให้ผู้จัดทำรายงานหลีกเลี่ยงการเหมารวมว่าอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ทำให้เกิดคาร์บอน ขณะที่บราซิลบอกว่า อาหารที่ใช้พืชเป็นหลักไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะช่วยลดหรือช่วยควบคุมการปล่อยคาร์บอน

เงินให้ชาติยากจน

สวิตเซอร์แลนด์แสดงความเห็นหลายครั้งเน้นย้ำให้แก้ไขข้อความในรายงานโต้แย้งในประเด็นที่ว่าชาติร่ำรวยจะต้องให้การสนับสนุนแก่ชาติกำลังพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะทางการเงิน
แต่ก่อนหน้านี้เคยมีการตกลงกันในที่ประชุมว่าด้วยสภาพอากาศ เมื่อปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ว่า เมื่อถึงปี 2020 ชาติพัฒนาแล้ว จะให้ทุนช่วยเหลือ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่ตอนนี้ยังไม่บรรลุเป้า
ออสเตรเลียแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ว่า การให้คำมั่นสัญญาในการแก้ไขปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ต้องพึ่งการได้รับการช่วยเหลือด้านเงินจากต่างประเทศอย่างเดียว
พลังงานนิวเคลียร์
ประเทศจากยุโรปตะวันออกหลายประเทศอย่าง สาธารณรัฐเช็ก โปแลนด์ และสโลวาเกีย บอกว่าร่างรายงานนี้ควรจะมีท่าทีในเชิงบวกเกี่ยวกับบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในการบรรลุเป้าหมายโดยสหประชาชาติมากกว่านี้
อินเดีย บอกว่า รายงานเกือบทุกบทมีความอคติต่อพลังงานนิวเคลียร์ ทั้ง ๆ ที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้วและได้รับการสนับสนุนจากเกือบทุกประเทศ









