โควิด-19 : เยาวชนเรียกร้องสิทธิในการฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครอง
ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่คนในกลุ่มวัยรุ่นแล้ว และในขณะที่บางประเทศอนุญาตให้ผู้เยาว์สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ในบางแห่งยังไม่สามารถทำได้
ปัญหาดังกล่าวทำให้เด็กวัยรุ่นหลายคนที่ต้องการรับวัคซีนต้านโควิดไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองที่มีความลังเล หรือมีความคิดต่อต้านการฉีดวัคซีน
หนึ่งในนั้นคือ "เจมมา" (นามสมมุติ) วัยรุ่นหญิงที่อาศัยอยู่ในรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งคิดว่าเยาวชนควรได้รับสิทธิให้ตัดสินใจเรื่องการฉีดวัคซีนด้วยตัวเอง
"พวกเขา [พ่อแม่] ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นฉันในเรื่องสุขภาพของฉันเอง พวกเขาบอกว่าฉันโง่ ฉันร้องไห้หนักมาก มันน่าเสียใจมากที่ได้ยินสิ่งนี้จากครอบครัวของตัวเอง"
เจมมา ไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว เพราะยังมีเยาวชนหลายคนที่ถูกผู้ปกครองกีดกันไม่ให้ได้รับวัคซีนต้านโควิดเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้กลุ่ม Teens for Vaccines ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเยาวชนในการพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองในเรื่องนี้ รวมทั้งให้พวกเขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิดที่เชื่อถือได้ เพื่อขจัดความเข้าใจผิดและความลังเลใจในการฉีดวัคซีน
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้เยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้วกว่า 10 ล้านคน และมีข้อสรุปว่าประโยชน์ที่เด็กกลุ่มนี้จะได้รับจากวัคซีนในการป้องกันไม่ให้ล้มป่วยจากโควิด-19 และภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ "มีมากกว่า" ความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดจากอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีน ซึ่งฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อิตาลี แคนาดา สเปน และอิสราเอล ต่างก็ตัดสินใจให้วัคซีนแก่คนในกลุ่มอายุนี้ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ส่วนผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักรยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กในกลุ่มอายุ 12-15 ปี ยกเว้นเด็กที่มีปัญหาสุขภาพที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคโควิด
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยวางแผนจะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 วัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้อไฟเซอร์ให้กลุ่มนักเรียนอายุ 12-17 ปี จำนวน 4.8 ล้านคน ในเดือน ต.ค. นี้ หลังจากก่อนหน้านี้มีการเริ่มจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ล็อตบริจาคจากสหรัฐฯ ให้แก่เด็กอายุ 12-17 ปีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง โดยกรุงเทพมหานคร เตรียมฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 21 ก.ย. นี้


