จีนยกเลิกนโยบายจำกัดให้มีลูกได้ 2 คน หวังแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

People cross the street in Shanghai, China, 11 May 2021

ที่มาของภาพ, EPA

ทางการจีนประกาศว่าจะอนุญาตให้คู่สามีภรรยาสามารถมีบุตรได้ถึง 3 คน หวังกระตุ้นจำนวนประชากรให้เพิ่มขึ้น หลังจากผลการสำรวจสำมะโนประชากรบ่งชี้ว่าจีนมีอัตราการเกิดดิ่งฮวบ

แผนการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในระหว่างการประชุมของสมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1.4 พันล้านคน

ก่อนหน้านี้จีนได้ยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวที่เข้มงวดลงในปี 2016 แล้วแทนที่ด้วยนโยบายลูก 2 คน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนได้ โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนจีนไม่อยากมีลูกเพิ่มคือค่าใช้จ่ายในการส่งเสียเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า นโยบายสนับสนุนการมีลูกได้ 3 คนนี้จะมาพร้อมกับมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยยกระดับโครงสร้างประชากรของจีน ช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติในการรับมือกับประชากรวัยชรา รวมทั้งรักษาคุณภาพและประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์

คนจีนคิดอย่างไรกับนโยบายนี้

นายห่าว โจว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "หากการผ่อนปรนการมีบุตรใช้ได้ผลจริง นโยบายลูก 2 คนในปัจจุบันก็ควรจะแสดงให้เห็นว่าได้ผลจริงไปแล้ว"

"แต่ใครจะอยากมีลูก 3 คนกันล่ะครับ คู่หนุ่มสาวสามารถมีลูกได้มากที่สุดแค่ 2 คน เพราะปัญหาสำคัญคือค่าครองชีพที่สูงมาก และแรงกดดันต่าง ๆ อีกมหาศาล"

ขณะที่นายจือเว่ย จาง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของพินพอยต์แอสเซต เมเนจเมนต์ (Pinpoint Asset Management) บริษัทวิจัยข้อมูลด้านการลงทุน ระบุว่า ผลที่จะเกิดขึ้นในทันทีจากนโนบายส่งเสริมการมีลูก 3 คนนี้ "น่าจะส่งผลดี แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

เขาชี้ว่า "ผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กได้หรือไม่ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและที่พักอาศัย"

ส่วนในโซเชียลมีเดีย ชาวจีนบางคนดูเหมือนจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับนโยบายใหม่นี้เท่าใดนัก

ผู้ใช้เว็บไซต์เว่ยโป๋คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า "[เราสามารถ] มีลูกได้ 3 คน แต่ปัญหาคือฉันไม่ต้องการมีลูกเลยแม้แต่คนเดียว"

"คุณรู้ไหมว่าหนุ่มสาวส่วนใหญ่รู้สึกว่าการดูแลตัวเองก็เป็นเรื่องหนักหน่วงอยู่แล้ว" เธอกล่าว

ชาวกรุงปักกิ่งคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับบีบีซีก่อนหน้าการประกาศนโยบายนี้ว่า เธอต้องการใช้ชีวิตโดยไม่ต้อง "คอยกังวล" เรื่องการเลี้ยงดูลูก

ขณะที่ นายโจชัว โรเซนซ์ไวก์ หัวหน้าทีมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศจีนชี้ว่า นโยบายใหม่ของทางการจีนยังคงถือเป็นการละเมิดสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของประชาชน

"รัฐบาลไม่มีสิทธิ์เข้าไปควบคุมว่าประชาชนจะมีลูกกี่คน โดยแทนที่จะกำหนดนโยบายด้านการเกิดของประชากรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่จีนควรเคารพการตัดสินใจในชีวิตของประชาชน และยุติการเข้าไปควบคุมเรื่องการวางแผนครอบครัวที่เป็นการรุกล้ำและมีบทลงโทษต่อพลเมือง"

คำบรรยายวิดีโอ, คนจีนยุคนโยบายลูกคนเดียว อยากมีลูกมากขึ้นไหม

อัตราการเกิดที่ดิ่งฮวบ

ผลการสำรวจสำมะโนประชากรที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. แสดงให้เห็นว่าจีนมีทารกเกิดใหม่ราว 12 ล้านคนเมื่อปีก่อน ซึ่งลดลงมากจากจำนวน 18 ล้านคน ในปี 2016 และถือเป็นอัตราการเกิดต่ำที่สุดนับแต่มีการบันทึกข้อมูลในช่วงทศวรรษที่ 1960

แม้ในปี 2016 รัฐบาลจีนจะยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว และยอมให้ประชาชนสามารถมีลูกได้ 2 คน แต่ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำได้อย่างยั่งยืน แม้ว่าจะมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้น 2 ปีหลังจากนั้นก็ตาม

น.ส.เยว่ ซู นักเศรษฐศาสตร์จากหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (The Economist Intelligence Unit) ระบุว่า "ในขณะที่นโยบายลูก 2 คน จะส่งผลดีต่ออัตราการเกิด แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น"

นอกจากนี้ นโยบายลูกคนเดียวยังทำให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลทางเพศของประชากร ซึ่งครอบครัวชาวจีนส่วนใหญ่เลือกที่จะมีลูกชายมากกว่าลูกสาว ส่งผลให้ปัจจุบันจีนมีประชากรชายมากกว่าหญิง

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า จีนอาจยกเลิกการจำกัดจำนวนการมีบุตรไปอย่างสิ้นเชิงในอนาคต แม้จะดูเหมือนว่าทางการจะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังก็ตาม

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเกรงว่าการปล่อยให้ชาวจีนมีบุตรได้อย่างเสรีอาจทำให้เกิดปัญหาคนในชนบทมีลูกมากจนนำไปสู่ความยากจนและเกิดปัญหาการจ้างงานในเขตชนบท

อย่างไรก็ตาม หลายคนเตือนว่า ปัญหาด้านประชากรของจีน เช่น อัตราการเกิดที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในโลก เพราะจีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมหลายภาคส่วนในโลกจำเป็นต้องพึ่งพาจีนในการดำเนินธุรกิจ