ดูไบ : เจ้าหญิงลาติฟาวิงวอนตำรวจอังกฤษรื้อฟื้นคดีพี่สาวถูกพระบิดาสั่งลักพาตัว

Princess Shamsa

ที่มาของภาพ, SUPPLIED

คำบรรยายภาพ, เจ้าหญิงชัมซา หลบหนีออกจากกคฤหาสน์ของเจ้าผู้ครองนครดูไบในมณฑลเซอร์รีย์ เมื่อปี 2000 ก่อนที่จะถูกตามจับตัวได้แล้วนำกลับดูไบ

เจ้าหญิงลาติฟา พระธิดาของเชค โมฮัมเหม็ด บิน รอชิด อัล มักตูม เจ้าผู้ครองนครดูไบ ทรงเขียนจดหมายร้องขอให้ตำรวจอังกฤษรื้อฟื้นการสอบสวนคดีลักพาตัวเจ้าหญิงชัมซา พระเชษฐภคินี (พี่สาว) ของพระองค์ที่ถูกพระบิดาลักพาตัวจากเมืองเคมบริดจ์กลับไปยังดูไบ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน

ในจดหมายฉบับดังกล่าวที่เปิดเผยแก่บีบีซี เจ้าหญิงลาติฟาทรงระบุกับตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ ซึ่งเป็นเจ้าของคดีว่า การเปิดการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้นอีกครั้งอาจช่วยให้เจ้าหญิงชัมซาที่ทรงถูกจับตัวไปตามคำสั่งของพระบิดาได้รับอิสรภาพอีกครั้ง

เจ้าหญิงชัมซา มีพระชันษา 18 ปี ตอนที่ถูกลักพาตัวไป ปัจจุบันพระองค์มีพระชันษา 39 ปี และไม่เคยปรากฏกายต่อสาธารณชนอีกเลยนับตั้งแต่ถูกลักพาตัวจากอังกฤษกลับดูไบ

บีบีซีได้ติดต่อขอให้รัฐบาลนครรัฐดูไบแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

จดหมายมีเนื้อหาอะไร

พระสหายของเจ้าหญิงลาติฟาได้ส่งจดหมายลายพระหัตถ์ของพระองค์ให้แก่ตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์เมื่อวันที่ 24 ก.พ. เพื่อขอความช่วยเหลือจากทางการอังกฤษ

เจ้าหญิงลาติฟาทรงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นในปี 2019 ขณะที่ทรงถูกพระบิดาคุมขังอยู่ใน "คุกหรู" โดยทรงระบุว่า

"ทั้งหมดที่ฉันอยากร้องขอจากพวกคุณคือกรุณาให้ความสนใจในคดีของเธอ (เจ้าหญิงชัมซา) เพราะมันอาจทำให้เธอได้รับอิสรภาพ...ความช่วยเหลือของพวกคุณและความสนใจในคดีของเธออาจช่วยให้เธอได้เป็นอิสระ"

"เธอ (เจ้าหญิงชัมซา) มีความผูกพันเหนียวแน่นกับอังกฤษ...เธอรักอังกฤษมาก และความทรงจำที่ดีที่สุดทั้งหมดของเธอคือช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น"

นอกจากนี้ เจ้าหญิงลาติฟาทรงเล่าถึงชะตากรรมอันน่าตกใจของพี่สาวว่า "เธอถูกคุมขังโดยที่ไม่สามารถติดต่อกับใครได้อย่างไม่มีกำหนดปล่อยตัว ไม่มีการพิจารณาคดี หรือการตั้งข้อหา เธอถูกทรมานด้วยการเฆี่ยนตีที่ฝ่าเท้า..."

Princess Latifa
คำบรรยายภาพ, เกือบ 20 ปีหลังจากพี่สาวถูกลักพาตัว เจ้าหญิงลาติฟาก็พยายามหลบหนีพระบิดา และถูกตามจับตัวได้ในปี 2018

เจ้าหญิงผู้สูญสิ้นอิสรภาพ

เมื่อปี 2019 ผู้พิพากษาศาลสูงอังกฤษได้ตัดสินว่าเชค โมฮัมเหม็ด บิน รอชิด อัล มักตูม ทรงลักพาตัวพระธิดาทั้งสององค์กลับดูไบ และกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้โดยที่ทั้งคู่ไม่เต็มพระทัย

ผู้พิพากษาพบว่า ข้อกล่าวหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนเทียบเท่ากับการทรมานที่เจ้าหญิงลาติฟาทรงระบุในวิดีโอที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น มีความน่าเชื่อถือ และพบว่าการกระทำของ เชค โมฮัมเหม็ด ทำให้พระธิดาทั้งสองสูญสิ้นอิสรภาพ

เจ้าหญิงชัมซา ทรงหลบหนีออกมาจากคฤหาสน์ของเจ้าผู้ครองนครดูไบในมณฑลเซอร์รีย์ ของอังกฤษ เมื่อปี 2000 แต่ต่อมาทรงถูกสายลับของเชค โมฮัมเหม็ด จับตัวได้ในมณฑลเคมบริดจ์เชียร์

มีรายงานว่า ทรงถูกฉีดยาสลบและถูกพากลับนครดูไบอย่างไม่เต็มพระทัย พระองค์ทรงถูกควบคุมตัวที่นั่น คำร้องขอของตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ในการเดินทางไปสอบสวนการลักพาตัวเจ้าหญิงชัมซาที่นครดูไบถูกปฏิเสธ

เจ้าหญิงลาติฟา ทรงพยายามหนีจากพระบิดา 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ คือในปี 2002 และ 2018 โดยในครั้งแรกพระบิดาได้คุมขังพระองค์ไว้ที่ดูไบนานกว่า 3 ปี

ส่วนในครั้งที่ 2 พระองค์ทรงถูกจับตัวได้กลางทะเลนอกชายฝั่งอินเดีย และถูกบังคับให้กลับดูไบ ซึ่งขณะนี้พระองค์ยังทรงถูกควบคุมตัวไว้ในพระตำหนักตากอากาศ และได้ส่งวิดีโอลับถึงพระสหายมีเนื้อความกล่าวหาว่าถูกพระบิดาจับเป็น "ตัวประกัน" และเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพระองค์เอง ซึ่งวิดีโอนี้ได้รับการเผยแพร่ทางรายการ BBC Panorama เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ในเวลาต่อมา เจ้าหญิงทรงหยุดส่งวิดีโอลับ ทำให้พระสหายของพระองค์ออกมาเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติเข้าไปให้การช่วยเหลือ

Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum at a conference in 2018

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, เชค โมฮัมเหม็ด บิน รอชิด อัล มักตูม ทรงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในสหราชอาณาจักร

ตำรวจว่าอย่างไร

ตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ เปิดการสืบสวนคดีลักพาตัวเจ้าหญิงชัมซาครั้งแรกในปี 2001 หลังจากพระองค์ทรงติดต่อตำรวจผ่านทนายความด้านการอพยพเข้าเมืองคนหนึ่ง แต่การสืบสวนสอบสวนต้องมาถึงทางตันเมื่อคณะตำรวจไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้านครดูไบเพื่อสืบคดีและสอบปากคำเจ้าหญิงชัมซา

ในเวลาต่อมาปรากฏข้อมูลว่าคณะที่ปรึกษาของเชค โมฮัมเหม็ด ได้ยื่นเรื่องแสดงความไม่พอใจต่อกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษในช่วงที่มีการสอบสวนคดีนี้

ตำรวจได้พิจารณาเรื่องเปิดการสอบสวนคดีนี้อีกครั้งในปี 2018 แต่มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเดินหน้าทำงานในคดีต่อไป เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งเปิดเผยกับบีบีซีโดยยอมรับว่าคดีนี้มีความ "ละเอียดอ่อน"

ตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ออกแถลงการณ์ต่อบีบีซีว่า ได้รับจดหมายของเจ้าหญิงลาติฟาแล้ว ซึ่ง "จะนำไปประกอบการพิจารณารื้อฟื้นคดีที่กำลังดำเนินอยู่"

ด้านกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษระบุว่านี่เป็นเรื่องส่วนบุคคลระหว่างคนสองคน และกระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสอบสวนของตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์

ขณะที่นายโดมินิค ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า คลิปวิดีโอล่าสุดของเจ้าหญิงลาติฟาที่บีบีซีเพิ่งจะนำมาเปิดเผยนั้น เป็นเรื่องที่ "น่ากังวลอย่างยิ่ง" และสหราชอาณาจักรจะจับตาความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

บีบีซีได้ติดต่อขอดูข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับคดีนี้ แต่ได้รับคำตอบว่า "การเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์"

ทั้งนี้ เชค โมฮัมเหม็ด ทรงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในสหราชอาณาจักร ทรงเป็นพระสหายของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ทั้งยังเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดินเอกชนรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษชุดที่ผ่าน ๆ มา มองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีดูไบเป็นหนึ่งในนครรัฐนั้นมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง

Queen Elizabeth II presents the Gold Cup to Sheikh Mohammed Al Maktoum head of Godolphin following Colour Vision"s victory during day three of the 2012 Royal Ascot

ที่มาของภาพ, PA Media

การหลบหนีที่ล้มเหลว และชีวิตราวกับ "ซอมบี้" ของเจ้าหญิงชัมซา

เจ้าหญิงชัมซา ทรงใช้ชีวิตช่วงหนึ่งเติบโตขึ้นมาในอังกฤษ และทรงได้รับการศึกษาแบบตะวันตก

มาร์คัส เอสซาบรี พระญาติสนิทเล่าว่า เจ้าหญิงชัมซาทรงเป็นคนซุกซนและชอบการผจญภัย

"พระองค์ทรงอยากสร้างความแตกต่างให้กับผู้หญิง โดยเฉพาะในโลกอาหรับ พระองค์อยากท้าทายข้อจำกัดทั้งหลาย...ซึ่งนี่คือตอนที่ปัญหาต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้น"

Princess Shamsa

ที่มาของภาพ, SUPPLIED

คำบรรยายภาพ, เจ้าหญิงชัมซา ทรงมีความผูกพันและรักการใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ

เจ้าหญิงชัมซาทรงเขียนจดหมายถึงพระญาติผู้นี้ในเดือน ก.ย.ปี 1999 หรือ 9 เดือน ก่อนที่จะทรงหลบหนีว่า เชค โมฮัมเหม็ด ผู้เป็นพระบิดาไม่ยอมให้พระองค์เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

"ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนต่อ เธอก็รู้ว่าท่านไม่แม้แต่จะถามว่าฉันสนใจเรื่องอะไร ท่านตรัสแค่ 'ไม่'"

ตอนนั้นเองเจ้าหญิงชัมซาทรงบอกพระญาติเรื่องที่คิดจะหลบหนี

"อย่างหนึ่งที่ฉันกลัวคือการจินตนาการถึงตัวเองตอนแก่แล้วต้องเสียใจที่ไม่ได้พยายามในตอนอายุ 18 พยายามทำอะไรนะหรือ? ฉันก็ไม่รู้ แค่คิดจะใช้โอกาสนั้น"

ในฤดูร้อนปี 2000 เจ้าหญิงชัมซาทรงขับรถยนต์เรนจ์ โรเวอร์สีดำไปที่ริมรั้วคฤหาสน์ในมณฑลเซอร์รีย์ของพระบิดา แล้วหลบหนีออกไป ก่อนที่ในวันที่ 19 ส.ค.ปี 2000 พระองค์จะถูกสายลับที่พระบิดาส่งไปจับตัวได้บนถนนในเมืองเคมบริดจ์ แล้วนำตัวกลับไปที่คฤหาสน์

เช้าตรู่ของวันถัดมา เจ้าหญิงชัมซาทรงถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปทางภาคเหนือของฝรั่งเศส แล้วขึ้นเครื่องบินส่วนพระองค์กลับดูไบ พร้อมกับความฝันถึงอิสรภาพและการศึกษาที่จบลง

Home of Sheikh Mohammed al-Maktoum - Crown Prince of Dubai

ที่มาของภาพ, FRANK BARON/The Guardian

คำบรรยายภาพ, ลองครอส เอสเตต (Longcross Estate) คฤหาสน์หรูในมณฑลเซอร์รีย์ ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ

เจ้าหญิงลาติฟาทรงระบุว่า หลังจากถูกจับตัวได้ เจ้าหญิงชัมซาทรงถูกคุมขังในคุกนาน 8 ปี และเมื่อได้รับการปล่อยตัวในปี 2008 พระองค์ทรงได้พบกับพี่สาว

"เธอต้องใช้มือคลำทาง เธอไม่สามารถเปิดตาได้...เธอได้รับยาจำนวนมากเพื่อควบคุมเธอ ยาพวกนี้ทำให้เธอเป็นเหมือนซอมบี้"

ส่วนคนใกล้ชิดเจ้าหญิงชัมซาอีกคนที่ได้พบพระองค์หลังจากถูกปล่อยตัวแล้วเล่าว่า "เธอได้แต่...นิ่งเงียบ ทุกอย่างที่เธอทำจะถูกควบคุม ไม่เหลือความมีชีวิตชีวาในตัวชัมซาอีกต่อไป ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนจากเธอ ไม่มีอะไรเลย เธอเป็นแค่เปลือก"

"ฉันคิดว่าเธอยอมรับกับตัวเองแล้วว่านี่คือชีวิตของเธอ"

Princess Latifa

ที่มาของภาพ, Princess Latifa

คำบรรยายภาพ, เจ้าหญิงลาติฟา ได้ส่งวิดีโอลับถึงพระสหายจากที่คุมขัง โดยมีเนื้อความกล่าวหาว่าถูกพระบิดาจับเป็น "ตัวประกัน" และเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพระองค์เอง

บีบีซีได้พูดคุยกับผู้ที่ได้ติดต่อกับเจ้าหญิงชัมซาเป็นประจำในดูไบ ซึ่งเล่าว่า "คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหมอก็รู้ได้ว่า (เจ้าหญิงชัมซา) ได้รับยากล่อมประสาทตลอดเวลา"

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าหญิงชัมซาคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าหญิงลาติฟาทรงตัดสินพระทัยหลบหนีพระบิดาไปแสวงหาชีวิตที่มีอิสระในต่างแดนถึง 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดในปี 2018 ทรงพยายามหลบหนีทางเรือ แต่ถูกติดตามจนพบ และถูกนำตัวกลับไปกักขังไว้ในพระตำหนักตากอากาศ

ระหว่างที่ถูกคุมขังในปี 2019 เจ้าหญิงลาติฟาทรงได้พบกับพี่สาวของพระองค์อีกครั้ง และทรงเล่าเหตุการณ์นี้ให้ มาร์คัส เอสซาบรี พระญาติสนิทฟังทางโทรศัพท์ลับ ซึ่งเขาเปิดเผยเรื่องนี้กับบีบีซีว่า

"ลาติฟาเตือนผมว่า 'เธอจะจำชัมซาในตอนนี้ไม่ได้เลย' เธอถูกให้ยาเยอะมาก เธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ชัมซาไม่ใช่ชัมซาคนเดิม"

ขณะที่คนรู้จักเจ้าหญิงชัมซากล่าวว่า "คุณไม่สามารถแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะใครจะเชื่อคุณ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก แต่โชคร้ายที่มันเป็นเรื่องจริง"