นายกฯญี่ปุ่น : ทำความรู้จัก โยชิฮิเดะ สึกะ ลูกชาวไร่สตรอว์เบอร์รี ว่าที่หัวหน้ารัฐบาลคนใหม่ของญี่ปุ่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
โยชิฮิเดะ สึกะ เกิดเมื่อปี 1948 ในครอบครัวชาวไร่สตรอว์เบอร์รี
เส้นทางขึ้นสู่อำนาจที่ดำเนินมาอย่างเสมอต้นเสมอปลายของเขาแตกต่างจากชนชั้นนำทางการเมืองคนอื่น ๆ ที่ครองอำนาจในญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน
หลังจบมหาวิทยาลัยโฮเซในกรุงโตเกียวเขาก็เริ่มทำงานในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งทันที และต่อมารับตำแหน่งเป็นเลขานุการในพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ก่อนที่จะเริ่มเส้นทางการเป็นนักการเมืองของตัวเอง
ปี 1987 เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมืองโยโกฮามา ก่อนจะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 1996
ปี 2005 นายกรัฐมนตรีจุนอิชิโร โคอิซูมิ แต่งตั้งให้เขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร และปีต่อมา ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนถัดมา ก็แต่งตั้งให้เขาเป็นรัฐมนตรีถึงสามกระทรวง
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายอาเบะ พัฒนาเรื่อยมาจนนายอาเบะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สองและแต่งตั้งให้เขาเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลมาก
แปดปีที่ผ่านมา เขาในฐานะ "มือขวา" ของอาเบะ ตกเป็นเป้าความสนใจโดยเป็นตัวแทนแถลงข่าวในนามรัฐบาลบ่อยครั้ง และได้รับคำชมว่าจัดการรับมือกับระบบราชการอันซับซ้อนของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
เขาได้รับการขนานนามเล่น ๆ ว่า "ลุงเรวะ" หลังเป็นผู้ประกาศชื่อรัชสมัยใหม่ "เรวะ" ซึ่งมีความหมายว่า ความสันติปรองดองอันรุ่งเรือง อย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ขั้วขัดแย้งในพรรคเสรีประชาธิปไตยต่างก็ให้การสนับสนุนเขาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป หลังเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
และวันที่ 14 ก.ย. เขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้นำคนแรกของพรรคเสรีประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาจากขั้วการเมืองหรือตระกูลผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง
หลังประกาศลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย เขาระบุว่าจะดำเนินยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "อาเบะโนมิกส์" (Abenomics) ของนายอาเบะ ต่อไป ซึ่งประกอบไปด้วยการดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เขายังมุ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นให้ได้ โดยจะให้ญี่ปุ่นสามารถมีกองทัพเพื่อป้องกันตัวเองได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่นายอาเบะตั้งใจไว้
อย่างไรก็ดี ตอนนี้นายสึกะ ต้องมุ่งจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มาจากวิกฤตโควิด-19 เขาวางแผนจะขยายระบบการตรวจเชื้อและให้มีการฉีดวัคซีนภายในครึ่งปีแรกของปีหน้า นอกจากนี้ เขายังวางแผนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ปฏิรูปเกษตรกรรม และส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย
ในเรื่องนโยบายการต่างประเทศ เขาจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ก่อน และก็จะพยายามรักษาสัมพันธ์กับจีนให้อยู่ในระดับที่คงที่
นอกจากนี้ เขาอยากจะสะสางกรณีการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นโดยเกาหลีเหนือเมื่อช่วงทศวรรษ 70 และ 80 และตั้งใจจะหาโอกาสนัดพบกับคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ด้วย โดยให้ไม่ต้องมีการตั้งข้อแม้ใด ๆ ก่อนหน้าจะพบกัน










