สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งดาวเทียม "โฮป" ไปดาวอังคารแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, โจนาธาน อามอส
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ บีบีซี
ดาวเทียมสำรวจโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกเดินทางสู่ดาวอังคารแล้ว นับเป็นภารกิจด้านอวกาศครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ หลังจากที่การปล่อยดาวเทียมถูกเลื่อนมาถึงสองครั้งเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย
ดาวเทียม "โฮป" (Hope) ซึ่งมีน้ำหนัก 1.3 ตัน ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด H2-A จากฐานปล่อยจรวดทาเนกาชิมะของญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ (19 ก.ค.)
ขณะนี้ดาวเทียมดวงนี้อยู่ระหว่างการเดินทางไปยังดาวอังคาร ซึ่งครอบคลุมระยะทางราว 500 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าจะถึงจุดหมายในเดือน ก.พ. 2021 เพื่อสำรวจสภาพอากาศและภูมิอากาศของดาวอังคาร
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ดาวเทียมโฮปจะถึงดาวอังคารทันเวลาครบรอบ 50 ปี การสถาปนาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พอดี
ซาราห์ อัล อามิรี รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าโครงการนี้แสดงความรู้สึกตื่นเต้นพร้อม ๆ กับโล่งใจหลังจากเห็นจรวดพาดาวเทียมทะยานขึ้นท้องฟ้าด้วยความราบรื่น

รัฐมนตรีสตรีผู้นี้บอกว่าปฏิกิริยาของผู้คนในประเทศตอนที่เห็นจรวดทะยานขึ้นไปนั้นใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ตอนที่ยานอะพอลโล 11 ลงจอดที่ดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 ก.ค. เมื่อ 51 ปีก่อน
"ภาพนี้จะตราตรึงอยู่ในใจของชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทุกคนที่อยู่ร่วมในช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราพัฒนาต่อไปและฝันให้ไกลกว่าเดิม" รัฐมนตรีอามิรีกล่าว
"ดิฉันดีใจมากที่เด็ก ๆ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะได้ตื่นขึ้นมารับรู้ข่าวดีในเช้าวันนี้ (20 ก.ค.) โครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เยาวชนของเราได้สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขากล้าที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่" เธอระบุ


ทำไมยูเออีถึงจะไปดาวอังคาร
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีประสบการณ์ไม่มากด้านการออกแบบและผลิตยานอวกาศ แต่ก็ยังพยายามที่จะลองทำในสิ่งที่มีเพียง สหรัฐฯ, รัสเซีย, ยุโรป และอินเดีย ทำได้สำเร็จ วิศวกรของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ได้ผลิตดาวเทียมที่ซับซ้อนได้สำเร็จในเวลาเพียง 6 ปี และเมื่อดาวเทียมนี้เดินทางไปถึงดาวอังคาร คาดว่ามันจะส่งข้อมูลใหม่ทางวิทยาศาสตร์กลับมา เผยให้เห็นรายละเอียดของการทำงานของชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร
นักวิทยาศาสตร์คิดว่า มันอาจช่วยทำให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นว่า ดาวอังคารสูญเสียอากาศและน้ำจำนวนมากไปได้อย่างไร
ดาวเทียมโฮป เปรียบเหมือนเป็นยานแห่งแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยดึงดูดให้คนหนุ่มสาวในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และทั่วภูมิภาคอาหรับหันมาสนใจวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนและในการศึกษาระดับสูงขึ้น
ดาวเทียมนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลยูเออีบอกว่า แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของยูเออีที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันและแก๊ส โดยหันไปให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้วิทยาการแทน
แต่การเดินทางไปดาวอังคารมีความเสี่ยงสูง ครึ่งหนึ่งของภารกิจที่ถูกส่งไปดาวอังคารล้มเหลว ออมราน ชาริฟ ผู้อำนวยการโครงการโฮป ตระหนักถึงอันตรายเหล่านี้ แต่ยืนกรานว่า การลองทำคือสิ่งที่ถูกต้อง
"นี่คือภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนา ใช่ มันอาจจะล้มเหลว" เขากล่าวกับ บีบีซี นิวส์
เขาระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ขีดความสามารถและความรู้ที่ยูเออีจะได้จากภารกิจนี้

ที่มาของภาพ, MBRSC

ยูเออีสร้างโครงการนี้ขึ้นมาอย่างไร
รัฐบาลยูเออีบอกกับคณะทำงานโครงการนี้ว่า ยูเออีไม่สามารถซื้อยานอวกาศมาจากบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ได้ ยูเออีต้องสร้างดาวเทียมเอง ทำให้ต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งของสหรัฐฯ ที่มีประสบการณ์ด้านนี้
วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ของทั้งสองชาติ ทำงานร่วมกันในการออกแบบและสร้างระบบของดาวเทียมดวงนี้ และอุปกรณ์ศึกษาดาวอังคารที่นำไปอีก 3 ชิ้น
การสร้างดาวเทียมดวงนี้ ใช้ทั้งห้องปฏิบัติการด้านฟิสิกส์อวกาศและบรรยากาศ (Atmospheric and Space Physics--LASP) ที่มหาวิทยาลัยโคโรลาโด เมืองโบลเดอร์ และศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ดบินราชิด (Mohammed Bin Rashid Space Centre--MBRSC) ในนครดูไบ
เบร็ต แลนดิน วิศวกรระบบอาวุโสของ LASP เชื่อว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พร้อมแล้วที่จะทำภารกิจใหม่ด้วยตัวเอง หลังจากมีประสบการณ์ตรงในการสร้างดาวเทียมดวงนี้

ที่มาของภาพ, ESA/DLR/FU Berlin

โฮป จะทำภารกิจทางวิทยาศาสตร์อะไรบ้างที่ดาวอังคาร
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ต้องการทำภารกิจทางวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับที่ชาติอื่นทำไปแล้ว พวกเขาจึงไปถามคณะกรรมการที่ปรึกษาของนาซา ที่ชื่อว่า กลุ่มวิเคราะห์โครงการสำรวจดาวอังคาร (Mars Exploration Program Analysis Group--MEPAG) ว่ามีการวิจัยใดบ้างที่ดาวเทียมของยูเออีสามารถทำได้ และจะเป็นประโยชน์เพิ่มเติมจากความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว
คำแนะนำของ MEPAG ได้ช่วยจำกัดกรอบเป้าหมายของโฮป ภารกิจหนึ่งที่ดาวเทียมดวงนี้จะศึกษาคือ พลังงานเคลื่อนย้ายผ่านชั้นบรรยากาศจากชั้นบนลงมาชั้นล่างได้อย่างไร โดยจะศึกษาตลอดทั้งวัน และตลอดทุกฤดูของปี
มันจะแกะรอยฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่ออุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร
นอกจากนี้ก็จะดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับอะตอมที่เป็นกลางของไฮโดรเจนและออกซิเจนที่บริเวณจุดสูงสุดของชั้นบรรยากาศด้วย มีการตั้งข้อสงสัยว่าอะตอมเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญต่อการกัดเซาะชั้นบรรยากาศของดาวอังคารจากอนุภาคที่ทรงพลังที่ออกมาจากดวงอาทิตย์

ที่มาของภาพ, Getty Images
เรื่องนี้จะทำให้มีความเข้าใจว่า เหตุใดน้ำส่วนใหญ่บนดาวเคราะห์ดวงนี้จึงเหือดแห้งไปจากเดิมที่เคยมีอยู่
ในการสังเกตการณ์เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ดาวเทียมโฮปจะต้องโคจรรอบดาวอังคารในแนวเส้นศูนย์สูตร ในระยะห่างจากดาวอังคารประมาณ 22,000 กิโลเมตรถึง 44,000 กิโลเมตร
เดวิด เบรน จาก LASP ซึ่งเป็นผู้นำคณะนักวิทยาศาสตร์ในโครงการดาวเทียมโฮป อธิบายว่า "การที่ต้องการเห็นพื้นผิวดาวอังคารอย่างละเอียดในทุกช่วงเวลาของวัน ทำให้วงโคจรต้องใหญ่และเป็นรูปไข่"
เขาบอกว่า การตัดสินใจทำเช่นนั้น จะทำให้ดาวเทียมดวงนี้ไปลอยอยู่เหนือภูเขาไฟโอลิมปัสมอนส์ (Olympus Mons) ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล ในขณะที่ภูเขาไฟลูกนี้กำลังเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวัน นอกจากนี้ก็จะมีบางช่วงที่จะให้ดาวอังคารหมุนวนอยู่ใต้ดาวเทียมดวงนี้ด้วย ซึ่งจะได้ภาพเต็มของดาวอังคาร

ที่มาของภาพ, MBRSC
มีรัฐมนตรีหญิงเป็นแกนนำ
ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์อีกคนในโครงการส่งดาวเทียมโฮปคือ ซาราห์ อัล อามิรี รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เธอเข้ามาร่วมงานครั้งแรกกับ MBRSC ในฐานะวิศวกรซอฟต์แวร์ นอกจากซาราห์แล้ว ยังมีผู้หญิงจำนวนมากได้ร่วมงานในภารกิจนี้ โดย 34% ของชาวเอมิเรตส์ที่ทำงานในโครงการโฮปคือผู้หญิง ซาราห์บอกว่าที่สำคัญกว่านั้นคือ มีสัดส่วนจำนวนผู้หญิงเท่ากับผู้ชายในระดับผู้นำภารกิจ










