โควิด-19 : ญี่ปุ่นยกเลิกภาวะฉุกเฉินหลังการระบาดเบาบางลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
รัฐบาลญี่ปุ่นยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วในวันนี้ หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่อนคลายลง
ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นนับจนถึงวันนี้ (25 พ.ค.) มีจำนวน 820 คน และมีผู้ติดเชื้อราว 16,550 คน
ในช่วงต้นของการระบาดญี่ปุ่นถูกวิจารณ์ว่ารับมือไม่ทันท่วงที ทำให้นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตเมืองใหญ่ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ก่อนจะขยายครอบคลุมทั่วประเทศในเวลาต่อมา
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการสั่งปิดเมือง แต่การควบคุมการระบาดของโรคที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นสิ่งที่สร้างความแปลกใจให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่าประเทศที่มีพลเมืองเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก แต่ญี่ปุ่นกลับมีอัตราการระบาดต่ำกว่าอีกหลายประเทศ
เว็บไซต์นิตยสาร TIME รายงานว่านอกจากญี่ปุ่นจะไม่มีมาตรการจำกัดการเดินทางของคนแล้ว ธุรกิจ ร้านค้า รวมทั้งร้านทำผมยังคงเปิดให้บริการ ในเวลาเดียวกันญี่ปุ่นยังไม่ใช้แอปพลิเคชันติดตามตัวเพื่อควบคุมการระบาดของโรคอย่างที่หลายประเทศทำ รวมทั้งการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 ในหมู่ประชากรก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก โดยมีสัดส่วนเพียง 0.2% เท่านั้น
นิตยสาร TIME รายงานอีกว่า รายงานที่ปรากฏทางสื่อหลายแขนงให้เหตุผลที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคไว้หลายอย่าง ตั้งแต่การสวมหน้ากากอนามัยกันเป็นกิจวัตร ไปจนถึงการมีประชากรที่เป็นโรคอ้วนจำนวนน้อย และการตัดสินใจปิดโรงเรียนตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการระบาด รวมทั้งเหตุผลแปลก ๆ อย่างวิธีการพูดคุยอย่างสุภาพของคนญี่ปุ่นทำให้การแพร่กระจายของละอองฝอยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนชาติอื่น
ที่เมืองไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในวันนี้ว่าพบผู้ป่วยเพิ่ม 2 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นหญิงสูงอายุใน จ.ชุมพร
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เปิดเผยว่าผู้เสียชีวิตรายล่าสุด เป็นหญิงไทย อายุ 68 ปี มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ก่อนมีอาการไข้ หอบเหนื่อย กระทั่งอาการแย่ลงจนเสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับยอดผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศไทยอยู่ที่ 57 ราย และมีผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,042 ราย วันนี้ยังมีผู้ป่วยกลับบ้านได้เพิ่มอีก 7 ราย และยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่ 57 ราย
ส่วนผู้ป่วยรายใหม่ 2 รายนั้น รายแรกเป็นหญิงสัญชาติจีน อายุ 46 ปี เป็นภรรยาของผู้ป่วยชาวอิตาลีซึ่งเป็นผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ มีประวัติเดินทางเข้าสู่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. พร้อมครอบครัวรวม 5 คน จากการตรวจเฝ้าระวังผู้สัมผัสตามระบบจึงพบยืนยันการติดเชื้อ โดยยังไม่มีอาการแต่อย่างใด
อีกรายหนึ่งเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้าสู่สถานที่กักของรัฐ เป็นหญิงไทย อายุ 55 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางกลับมาจากประเทศรัสเซีย ตรวจพบเชื้อตามระบบการติดตาม
เปิดไทม์ไลน์ชายอายุ 72 ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไปร้านตัดผมย่านประชาชื่น
โฆษก ศบค. ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยชายไทย วัย 72 ปี ที่มีการยืนยันติดเชื้อไปแล้วและมีประวัติเข้าใช้บริการร้านตัดผมว่า จุดเริ่มต้นของการสืบสวนโรค คือช่วงที่พบการติดเชื้อในวันที่ 17-18 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ป่วยเพิ่งมีอาการหนาวสั่น และอ่อนเพลีย
การสอบสวนโรคได้ไล่ประวัติย้อนหลังไปถึงวันที่ 30 เม.ย. ผู้ป่วยได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเพื่อรับยาเคมีบำบัด จากนั้นวันที่ 7 พ.ค. เดินทางไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งเพื่อเข้ารับการสแกนกระดูก และเดินทางกลับไปยังโรงพยาบาลแห่งแรกอีกครั้งหนึ่ง ผู้ป่วยยังเข้ารับการบริการอื่น ๆ ได้แก่ การเจาะเลือด ทำซีทีสแกนในช่วงวันที่ 12 และ 14 พ.ค. ซึ่งมีการระบุเวลาระยะเวลาชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการติดตามผู้ป่วยมีการป้องกันใส่หน้าอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นช่วงดื่มสารทึบรังสีก่อนที่จะทำซีทีสแกนระยะเวลาสั้น ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกเหนือจากนั้นมีการเดินทางไปที่ตลาดแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ในวันที่ 15 พ.ค. และหลังจากเริ่มมีอาการในวันที่ 18 พ.ค. ได้เข้าร้านอาหารแห่งหนึ่งและร้านตัดผม ก่อนรับการตรวจเชื้อในช่วงค่ำวันเดียวกัน
นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่าจากการสอบสวนโรคยังไม่สามารถระบุจุดรับเชื้อได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้หลายส่วน เบื้องต้นมีการลงพื้นที่ตรวจร้านตัดผมที่ไปใช้บริการ และกักตัวพนักงงานที่เสี่ยงสูงแล้ว รวมถึงร้านอาหารที่เข้ารับประทาน ทั้งนี้ หากประชาชนคนใดสงสัยว่าอาจไปสัมผัสหรือเกี่ยวข้องให้เดินทางมารับการตรวจที่โรงพยาบาลได้ทันที
ทั่วโลกติดเชื้อกว่า 5.3 ล้านราย เสียชีวิตกว่า 3.4 แสนราย
ขณะชาวมุสลิมทั่วโลกจัดพิธีฉลองวันอิดิลฟิตรี ซึ่งเป็นเทศกาลสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีทั้งดีขึ้นและแย่ลงแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
ที่สหราชอาณาจักร ประเด็นร้อนยังเป็นกระแสเรียกร้องให้ นายดอมินิก คัมมิงส์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ลาออก หลังเขาเดินทางจากกรุงลอนดอนไปยังเมืองเดอรัม ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนราว 420 กม. ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์อยู่ โดยพ่อและแม่ของนายคัมมิงส์อาศัยอยู่ที่เมืองนี้
เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ออกมาย้ำขณะแถลงข่าวประจำวันอีกครั้งว่าที่ปรึกษาของเขาปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบและถูกกฎหมาย ที่เขารีบเดินทางไปที่บ้านอีกหลังซึ่งอยู่ใกล้ญาติ เพื่อให้แน่ใจว่าหากเขาป่วยขึ้นมา จะมีคนดูแลลูก
อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนออกมากล่าวหาว่าสหรัฐฯ เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดและข้อมูลเท็จโจมตีจีนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นผลให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติยิ่งตึงเครียดเข้าไปใหญ่
สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลกที่กว่า 1.6 ล้านคน แม้ว่าล่าสุดที่รัฐนิวยอร์กจะมียอดผู้เสียชีวิตรายวันต่ำกว่าร้อยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.
ในยุโรป ประเทศต่าง ๆ เริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์กันแล้ว อย่างไรก็ดี เยอรมนีพบผู้ติดเชื้อกว่า 40 ราย ที่มาจากการเข้าร่วมพิธีที่โบสถ์ในนครแฟรงก์เฟิร์ต ขณะนี้ ร้านค้าและโรงเรียนในเยอรมนีกลับมาเปิดอีกครั้งแล้ว และลีกฟุตบอลบุนเดสลีกาก็เป็นลีกใหญ่แรกในยุโรปที่กลับมาให้ทีมลงแข่งอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสร่วมกันเรียกร้องให้ชาติต่าง ๆ สมทบทุน 5 แสนล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือชาติต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้มากที่สุด

ที่มาของภาพ, Reuters
ที่กรุงมาดริดของสเปน กลุ่มผู้ประท้วงที่มีแนวคิดขวาจัดขับรถออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์โดยสิ้นเชิงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และให้นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ลาออก
ขณะนี้โรงเรียนในสเปนจะยังคงปิดไปจนถึงเดือน ก.ย.
ที่ฝรั่งเศส มีการอนุญาตให้ศาสนสถานกลับมาเปิดทำพิธีได้เป็นครั้งแรกแต่ต้องรักษามาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด
ล่าสุด ฝรั่งเศสบอกว่าจะบังคับใช้กฎกักตัวคนที่เดินทางเข้าประเทศแบบเดียวกับสหราชอาณาจักรโดยตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. เป็นต้นไป ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน
ทางการคลายมาตรการล็อกดาวน์ต่าง ๆ แล้ว อาทิ ร้านค้าทุกประเภท (ยกเว้นห้างสรรพสินค้า บาร์ และร้านอาหาร) กลับมาเปิดได้แล้ว
ก่อนหน้านี้ ทางการอนุญาตให้ชายหาดหลายแห่งในประเทศกลับมาเปิดได้อีกครั้ง พร้อมยังอนุญาตให้คนมารวมตัวกันได้แต่ห้ามเกิน 10 คน แต่ภายหลังต้องประกาศปิดชายหาดหลายแห่ง เนื่องจากมีคนแห่ไปเที่ยวทะเลเป็นจำนวนมากโดยไม่มีการรักษาระยะห่างทางสังคม
ส่วนในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. โดย พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า ภาพรวมในวันที่ 24 พ.ค. มีผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,040 ราย เป็นผู้ป่วยที่กลับบ้านได้เพิ่มอีก 5 ราย รวมเป็นที่หายแล้วทั้งหมด 2,921 ราย และมีผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาลที่เหลืออยู่ 63 ราย ยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ราย










