ไวรัสโคโรนา: เฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก และแอปฯ อื่น ๆ ช่วยจัดการข่าวปลอมอย่างไร

โพสต์ในติ๊กต๊อก

ที่มาของภาพ, Tiktok

    • Author, โซอี โทมัส
    • Role, ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี

เครือข่ายโซเชียลมีเดียหลายแห่งเพิ่มมาตรการในการแก้ปัญหาข้อมูลข่าวสารเท็จเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาบนช่องทางของตัวเอง

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และติ๊กต๊อก อยู่ในกลุ่มโซเชียลมีเดียที่แสดงลิงก์ที่เชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่ถูกต้อง

จำนวนโพสต์ที่มีข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและวิธีการรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้แล้วกว่า 250 คน และพบผู้ติดเชื้อใน 22 ประเทศ

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) ได้ประกาศให้ไวรัสโคโรนาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

เครือข่ายโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่มีกฎเกณฑ์ในการห้ามโพสต์ข้อมูลที่เป็นการหมิ่นประมาท หรือแสดงความเกลียดชัง แต่หลังจากที่บริษัทหลายแห่งรวมถึงเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้รับผลกระทบจากการปล่อยให้มีการเผยแพร่ข่าวปลอม ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 บริษัทเหล่านี้ก็เริ่มออกมาตรการมารับมือ

ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จบนโซเชียลมีเดีย ได้ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในหลายประเทศ และยังช่วยแพร่กระจายความหวาดกลัวที่ไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนด้วย

เครือข่ายโซเชียลมีเดียต่าง ๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันให้สื่อของตัวเองไม่ยั่วยุหรือทำให้เกิดความตื่นตระหนก และอันตรายเกิดขึ้น ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ทางการพยายามแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่

โซเชียลมีเดียเหล่านี้กำลังทำอะไรบ้าง

เฟซบุ๊ก

เฟซบุ๊ก บอกว่า จะจำกัดการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ด้วยการลบ "ข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงหรือทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ"

เฟซบุ๊กระบุผ่านบล็อกโพสต์ว่า จะใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทางบริษัทยังระบุด้วยว่า จะแจ้งบุคคลต่าง ๆ ที่แชร์หรือพยายามแชร์ข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จด้วย

เฟซบุ๊กระบุว่า จะมุ่งเน้นไปที่ "ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้คนอย่าเข้ารับการรักษา" รวมถึงโพสต์เกี่ยวกับการรักษาปลอมต่าง ๆ

โพสต์หนึ่งจากฟิลิปปินส์ได้แนะนำผู้ใช้งานเฟซบุ๊กให้ "รักษาความชุ่มชื้นในลำคอ" และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเผ็ดเพื่อไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา โพสต์ดังกล่าว ถูกแชร์ถึงกว่า 16,000 ครั้ง และมีคนเข้ามาแสดงความเห็นมากกว่า 400 ความเห็น

อินสตาแกรม ซึ่งเป็นของเฟซบุ๊ก ก็กำลังปิดกั้นแฮชแท็กบางแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับไวรัสนี้

ด้านวอตส์แอปป์ ซึ่งเป็นของเฟซบุ๊กเช่นกัน เผชิญกับความยากลำบากในการจัดการกับข่าวปลอมในอดีต

ปีที่แล้ว วอตส์แอปป์ ประกาศมาตรการหลายอย่างในการป้องกันผู้ใช้งานไม่ให้ส่งต่อข้อความไปยังคนอื่นมากกว่า 5 คน หรือ 5 กลุ่ม นอกจากนี้ยังได้เพิ่มแท็กสำหรับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาก ๆ ในบางพื้นที่ข้อความเช่นนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น

ทวิตเตอร์

ทวิตเตอร์ระบุว่า ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการทวีตเกี่ยวกับไวรัสโคโรนามากกว่า 15 ล้านข้อความ

ทางทวิตเตอร์ได้แสดงข้อความให้ผู้ใช้งานที่ค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาให้หาข้อมูลจากช่องทางของทางการ อย่างองค์การอนามัยโลก หรือศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค

เมื่อผู้ใช้งานค้นหาไวรัสโคโรนา จะมีข้อความขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาว่า "รู้ความจริง"

หน้าคำเตือนทางทวิตเตอร์

ที่มาของภาพ, Twitter

ทวิตเตอร์ระบุว่า ไม่พบเห็น "ความร่วมมือกันพยายาม" เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท็จ แต่ยังคงจับตามองเรื่องนี้อยู่

ติ๊กต๊อก

ติ๊กต๊อก เครือข่ายแบ่งปันคลิปวิดีโอ ได้เพิ่มลิงก์ไปยังเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก และเตือนผู้ใช้งานให้รายงานข้อมูลที่คิดว่าอาจเป็นอันตราย

แต่ในการดูข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ใช้งานต้องค้นหา "#coronavirus" ก่อน และคลิกเพื่อขยายดูข้อมูลเพิ่มเติม

บริษัท ไบต์แดนซ์ (ByteDance) ของจีนเป็นเจ้าของติ๊กต๊อก ไม่นานนี้ทางบริษัทได้ถูกวิจารณ์ว่า ปล่อยให้แพทย์และพยาบาลโพสต์คลิปวิดีโอที่ให้คำแนะนำทางการแพทย์เกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพ

ติ๊กต๊อก ระบุว่า ตามระเบียบปฏิบัติของทางติ๊กต๊อก ได้ห้ามโพสต์ข้อมูลที่อาจเป็นอันตราย

ยูทิวบ์

ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ละเมิดแนวปฏิบัติของยูทิวบ์ในการโพสต์วิดีโอ

เว็บไซต์เผยแพร่คลิปวิดีโอแห่งนี้ ซึ่งเป็นของกูเกิล ได้ลงทุนเพื่อทำให้ข้อมูลของทางการที่มีความแม่นยำปรากฏให้ผู้ใช้งานเห็นบ่อยมากที่สุดเมื่อมีการค้นหา

ผู้หญิงที่สวมหน้ากากเช็กโทรศัพท์ ในกรุงปารีส 31 ม.ค. 2020

ที่มาของภาพ, AFP/Getty

ยูทิวบ์จะลบวิดีโอออก ถ้ามีเนื้อหาที่มีการใช้ข้อความแสดงความเกลียดชัง มีการคุกคาม ข้อความที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือหลอกลวง ซึ่งต่างก็เป็นการละเมิดกฎระเบียบของยูทิวบ์

ในการค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ทางยูทิวบ์ระบุว่า ได้แสดงบทความที่มีตัวหนังสือเป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ พร้อมกับเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เรดดิต

เรดดิต เป็นช่องทางที่ประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผู้ใช้งานสามารถลงคะแนนให้ความเห็นและลิงก์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานคนอื่นโพสต์ได้ เรดดิตระบุว่า การทำเช่นนี้เป็นการป้องกันข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ ทางเรดดิตได้ใส่แถบด้านบนหน้าหลักที่นำผู้ใช้งานไปสู่กระทู้คำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ในนั้นมีแหล่งข้อมูลจากทางการและเนื้อหาที่ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนา

เรดดิต ยัง "กักกัน" กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มหนึ่ง เพราะมีการโพสต์ข้อมูลที่ทำให้เกิดการไขว้เขวและไม่เป็นความจริงจำนวนมาก ทำให้เมื่อผู้ใช้งานเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ จะได้รับคำเตือนเกี่ยวกับประเภทของเนื้อหา

สแนปแชต

สแนปแชต ระบุว่า โครงสร้างของสแนปแชตช่วยไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง

โพสต์ของสแนปแชตจะปรากฏอยู่นานเพียง 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่มีการนำไปส่งต่อหรือทำให้กลายเป็นไวรัลได้

ทางเว็บไซต์ไม่มีหน้าฟีดข่าวสาธารณะที่ทุกคนสามารถโพสต์ได้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า แต่ละคนจะไม่สามารถแชร์ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จกับคนที่มีการติดต่อกันทางสแนปแชตได้ แต่จะมีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่เห็นโพสต์เหล่านั้น