พ.ร.บ. ไซเบอร์ : สนช. เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

กลุ่มผู้ร่วมกิจกรรมยืนชูป้ายประท้วง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติในวาระที่ 3 เห็นสมควรประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 133 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 16 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ จากนั้น จะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

ในวันนี้เป็นการประชุมพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ต่อเนื่องกัน โดยที่ประชุมได้พิจารณารายมาตราในวาระ 2 ทั้งสิ้น 80 มาตรา แก้ไข 60 มาตรา เพิ่ม 6 มาตรา และตัดออก 3 มาตรา ขณะเดียวกันการอภิปรายของสมาชิก สนช. ได้มีการตั้งข้อสังเกตเฉพาะประเด็นการปรับโครงสร้างคณะกรรมการ

นางเสาวณี สุวรรณชีพ ประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุว่า ปัจจุบันมี ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อันอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้ จะเข้ามาดูแลการดำเนินงานภารกิจให้มีประสิทธิภาพ การดูแลความปลอดภัย ถูกต้อง คล่อง และรวดเร็ว เป็นมาตรฐานสากล จึงปรับแก้หลายจุดให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีคณะกรรมการที่กะทัดรัด คล่องตัวในการดำเนินการ จึงปรับโครงสร้างกรรมการ ให้กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน เพื่อสามารถดำเนินการป้องกันหรือรับมือภัยไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที

สนช

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai

ก่อนหน้านี้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 18 ม.ค.-18 ก.พ. ปีนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายไปแล้วถึง 66 ฉบับ ขณะเดียวกัน "แม้ร่างฉบับนี้จะถูกปรับแก้ไปแล้วหลายต่อหลายรอบ แต่ก็ยังคงมีปัญหาที่เสี่ยงจะถูกนำมาใช้ละเมิดสิทธิของประชาชนอยู่เหมือนเดิม"

ภายหลังร่าง พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ ผ่านความเห็นชอบ ไอลอว์ได้ทวีตข้อความว่า เป็นการผ่านร่างกฎหมาย โดยไม่มีการแก้ไขข้อห่วงกังวลของภาคประชาชนแต่อย่างใด

ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, notice and takedown, กมธ., เครือข่ายพลเมืองเน็ต, ลาซาด้า, notice and notice

ที่มาของภาพ, China Photos/Getty Images

การผลักดันร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งมาพร้อมกับชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล 10 ฉบับ โดยข้อกังวลต่อกฎหมายดังกล่าว คือ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารโดยไม่ต้องมีหมายศาล

สนช. อภิปรายร่างกฎหมายเฉพาะประเด็น "คณะกรรมการ"

ในการประชุมพิจารณาวันนี้ (28 ก.พ.) สมาชิก สนช. อภิปรายตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับเรื่องคณะกรรมการ ที่มีการปรับโครงสร้างจากเดิม 4 ชุดเหลือ 3 ชุด และปรับสัดส่วน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นครวมถึงรัฐมนตรีต่าง ๆ ออกจากกรรมการ

กรรมาธิการชี้แจงว่า การแก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์ต้องการความรวดเร็ว คนที่รู้ต้องมีศักยภาพ จึงยุบรวมกรรมการเหลือ 3 ชุด จาก 4 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่ได้ตัดสัดส่วนของรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีอื่น ๆ ออก

ส่วนคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานแทนรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง มีหน้าที่รับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับต่าง ๆ โดยมีการกำหนดระดับความร้ายแรงของปัญหา 3 ระดับ คือ ไม่ร้ายแรง ร้ายแรง และ วิกฤติ

และสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ คอยประสานให้ความมือทั้งในและต่างประเทศ

พยายามให้ศาลเข้ามาถ่วงดุล

หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ กลับมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปสองปี เป็นฉบับปี 2560

สิ่งที่แตกต่างไปจากร่างฉบับแรกคือ ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ยื่นคำร้องเพื่อขอคำสั่งศาลในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม "ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนหากไม่ดำเนินการในทันทีจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุมัติของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ดำเนินการไปก่อนแล้วรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว"

ไอลอว์ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ "ทำให้เห็นว่า ผู้ร่างพยายามจะให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดช่องให้ไม่ต้องขอหมายศาลในกรณีเร่งด่วน"

ที่ประชุมสภา

ที่มาของภาพ, Reuters

กรณีเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ค้น เจาะระบบทำสำเนา ไม่ต้องขอหมายจากศาล-ส่องข้อมูลเรียลไทม์ได้

ข้อแตกต่างสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน จากฉบับปี 2560 คืออำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนเป็นหน้าที่ของเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยเลขาธิการมาจาการแต่งตั้งของ คณะกรรมการกำกับสำนักงาน ซึ่งประกอบไปด้วย ประธานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อธิบดีกรมบัญชีกลาง เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ก.พ.ร. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินหกคน

มาตรา 58 ในร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ฉบับปี 2561 เป็นหนึ่งในมาตราที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมาก โดยระบุว่า "ในกรณีที่ 'มีเหตุอันควรสงสัย' ... สามารถเข้าถึง ทำสำเนา สกัดกรองข้อมูลสารสนเทศ รวมทั้งสามารถยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใด ๆ ได้ไม่เกิน 30 วัน หากเกินกว่านั้นต้องให้ศาลแพ่งพิจารณา

ทว่าประเด็นดังกล่าวในร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านความเห็นชอบ สนช. ได้มีการปรับแก้ โดยยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบสถานที่โดยต้องมีหนังสือแจ้ง เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ทำสำเนา หรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทดสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์และระบบ รวมทั้ง ยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ไว้ตรวจสอบ ไม่เกิน 30 วัน โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ (มาตรา 65)

อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤติ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้เลขาธิการมีอำนาจดำเนินการได้ทันทีเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันและเยียวยาความเสียหายล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อศาล แต่ให้ไปแจ้งภายหลัง (มาตรา 67)

นอกจากนี้ยังให้อำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

มั่นคงไซเบอร์

ที่มาของภาพ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ/library.senate.go.th

คำบรรยายภาพ, มาตรา 67

เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอำนาจของ สมช.

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ ยังระบุในมาตรา 66 ว่า กรณีที่เปิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤติ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามกฎหมายของ สมช. และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

"น่ากลัวกว่า พ.ร.บ. คอมฯ"

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต บอกกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นผลจากการ "ชักกะเย่อ" ระหว่างฝ่ายผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ กับฝ่ายความมั่นคง คือฝ่ายกองทัพที่มีอำนาจทางการเมืองอยู่ในขณะนี้

"ถ้าเกิดกฎหมายนี้ไม่เขียนในยุคของ คสช. เนี่ย มันจะออกมาดีกว่านี้เยอะ ...ไม่มีทางที่จะไปใส่คำว่า ความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย" สฤณี กล่าวและอธิบายต่อว่านี่เป็นการ "ยัดไส้ สอดแทรกวาระ" ของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่ากังวล แม้ว่าจะดีขึ้นกว่าเสนอร่างครั้งแรกเมื่อปี 2558 คือ มีการแบ่งภัยคุกคามเป็นหลายระดับ พยายามให้มีความเป็นสากลขึ้นมากขึ้น

สฤณี บอกว่า ตามหลักการแล้ว นี่เป็นกฎหมายที่ดีเพราะหากดูจากสถิติแล้ว ไทยติดอันดับประเทศที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างมาก แต่ในขณะที่กฎหมายต่างประเทศให้นิยามของคำว่า ความมั่นคงทางไซเบอร์ไว้ค่อนข้างแคบ คือหมายถึงภัยต่อตัวระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ของไทยกลับมีการใส่คำว่า สิ่งที่กระทบต่อ "ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ" ลงไป

"ยังไงก็ต้องกังวลเพราะมันไม่ใช่การนิยามที่รัดกุม อ่านแล้วสุ่มเสี่ยงที่จะเอาไปใช้กับเรื่องการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์"

สฤณี บอกว่า สิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนสามารถเห็นได้จากมาตราที่ 59 ของ พ.ร.บ ฉบับนี้ โดยในขณะที่นิยามของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับ "ไม่ร้ายแรง" พูดถึงความเสี่ยงเรื่อง "ระบบคอมพิวเตอร์" แต่นิยามของภัยในระดับวิกฤตกลับพูดถึง "ภัยคุกคามทางไซเบอร์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ..."

"ถ้าดูจากเหตุการณ์การตีความกฎหมาย พ.ร.บ คอมฯ การอ้างมาตรา 116 (ของประมวลกฎหมายอาญา) ยุยงปลุกปั่นที่ผ่านมา เราคิดว่าเอา(พ.ร.บ มั่นคงไซเบอร์ ฉบับนี้)ไปใช้ในทางที่ผิดแน่ ไม่งั้นคงไม่เขียนใช้คำอะไรกำกวมขนาดนี้ เวลามันมีนิยามอะไรที่เป็นแบบเนี่ย แนมโน้มก็คือเขาจะตั้งใจเอาไปใช้นั่นแหละ"

สฤณีเสริมว่า กฎหมายนี้แย่กว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะในขณะที่การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ นั้นยัง "มองเห็น" นั่นคือ รัฐต้องแจ้งฟ้องตามกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้ "ให้อำนาจไปถึงการล้วงข้อมูล การดักฟังอะไรต่าง ๆ" และสามารถบอกให้ผู้ให้บริการเครือข่ายส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้รัฐได้

"สมมติเราเป็นผู้ต้องหาเนี่ย เราไม่มีทางรู้เลย เพราะฉะนั้นมันเลยน่ากลัวกว่า พ.ร.บ. คอมฯ"

สฤณีบอกว่า ในเบื้องต้น เธอคิดว่า เมื่อเห็นว่ากฎหมายสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ก็น่าจะพอตั้งประเด็นไปปรึกษากับนักกฎหมายและหลายองค์กรในภาคประชาสังคม และลองยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินได้

อีกทางหนึ่งคือ รอหลังการเลือกตั้ง และเสนอให้พรรคการเมืองต่าง ๆ แก้ไข ซึ่ง "ไม่ใช่เรื่องยาก ก็แค่ตัดเอาข้อความอะไรที่เอื้อให้ตีความไปเรื่องที่มันนอกเหนือระบบทิ้ง"

Big Brother

ด้าน นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ บอกกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายฉบับนี้ "ปูทางให้เกิดสภาวะ "Big Brother" ซ้ำเติมสถานะของสิทธิเสรีภาพออนไลน์ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในไทยภายใต้รัฐบาล คสช. ที่แย่มากอยู่แล้ว" และยังจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

"หวังว่าจะเห็นพรรคการเมือง ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ ประกาศจุดยืนว่า กฎหมายฉบับนี้จะต้องถูกทบทวนแก้ไขอย่างเร่งด่วน ภายหลังจากที่มีรัฐบาล และรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง" นายสุณัย ระบุกับบีบีซีไทยผ่านทางอีเมล

เมื่อถามเปรียบเทียบถึงกรณีที่ สนช. ถอนวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ข้าว ออกไปอย่างไม่มีกำหนด นายสุณัย บอกว่า ในกรณี พ.ร.บ. ข้าว คสช. อาจจะห่วงเรื่องคะแนนนิยมจนยอมถอย แต่ พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ เป็น "ส่วนสำคัญของวาระที่กองทัพ และเครือข่ายฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจรัฐดำเนินความพยายามมากว่า 10 ปีในการที่จะหาทางสอดส่อง ตรวจสอบ ปิดกั้น และดำเนินคดีต่อเนื้อหาของการสื่อสารออนไลน์ หรือพูดได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นภาพสะท้อนของความถดถอยของระบอบเสรีประชาธิปไตยในไทย"