วิกฤตเวเนซุเอลา : เศรษฐกิจย่ำแย่ทำแม่ลูกต้องพรากจากกัน

คำบรรยายวิดีโอ, เวเนซุเอลา: วิกฤตเศรษฐกิจทำแม่ลูกต้องพรากจากกัน

วิกฤตเศรษฐกิจในเวเนซุเอลาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทำให้แม่และลูกต้องพลัดพรากจากกัน เพราะสภาพเงินเฟ้อรุนแรงทำให้อาหารกลายเป็นสินค้าราคาแพงเกินกว่าที่คนฐานะยากจนจะมีกำลังซื้อได้ ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องตัดสินใจยกลูกให้คนอื่นเลี้ยง ด้วยความหวังให้ลูกที่เกิดมาได้มีอนาคตที่ดีกว่า และให้ตัวเองสามารถเลี้ยงดูลูก ๆ ที่เหลืออยู่ได้

ปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในชุมชนแออัดหลายแห่งในเวเนซุเอลา ภาวะอาหารราคาแพงยังทำให้เด็ก ๆ หลายคนต้องหนีออกจากบ้านไปขอทานข้างถนน เพราะครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้

ภาวะเศรษฐกิจล่มสลายในเวเนซุเอลาทำให้ประชาชนนับล้านต้องอพยพหนีความยากจนแร้นแค้นออกนอกประเทศ ส่วนคนที่เหลืออยู่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจากปัญหาขาดแคลนอาหาร และระบบสาธารณูปโภคที่ล้มเหลว ทำให้ปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยจำใจต้องซื้อเนื้อเน่ากินเป็นอาหาร หรือไม่ก็ต้องคุ้ยกองขยะเพื่อหาของกินประทังชีวิต

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ทว่านับตั้งแต่ปี 2014 ประเทศที่เคยร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกาแห่งนี้กลับต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงของเวเนซุเอลาสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ตกต่ำ ขณะที่บรรดานักการเมืองฝ่ายค้านระบุว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่นี้มาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลพรรคสังคมนิยม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พยายามกล่าวโทษว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของศัตรูการเมืองของเขา และการที่นานาชาติทำ "สงครามเศรษฐกิจ" คว่ำบาตรเวเนซุเอลา ส่งผลให้ประเทศต้องประสบปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นตั้งแต่อาหารไปจนถึงยารักษาโรคและเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น สบู่ ยาสระผม และยาสีฟัน เป็นต้น

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมาดูโร ให้เริ่มใช้ธนบัตรสกุลโบลิวาร์แบบใหม่ ที่มีการตัดจำนวนเลขศูนย์ลง 5 หลัก เพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ในประเทศ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะ 1,000,000% ในปีนี้

ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่า มีชาวเวเนซุเอลาอพยพออกจากประเทศแล้วราว 2.3 ล้านคนนับแต่ปี 2014 เป็นต้นมา หรือคิดเป็น 7% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งนายวิลเลียม สปินด์เลอร์ จากยูเอ็นเอชซีอาร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น "หนึ่งในการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาคละตินอเมริกา"