หนุ่มอินโดฯ รอดตายบนเรือนแพ : 5 วิธีเอาตัวรอดกลางทะเล

ที่มาของภาพ, EPA
ข่าวที่วัยรุ่นชายชาวอินโดนีเซีย รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังจากแพจับปลาของเขาถูกคลื่มลมแรงพัดไปลอยเคว้งคว้างกลางทะเลนาน 49 วัน ได้รับความสนจากคนทั่วโลกที่รู้สึกทึ่งและสงสัยว่าเขาเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้มาได้อย่างไร บีบีซีแผนกภาษาอินโดนีเซียได้นำเสนอข้อแนะนำ 5 ประการจากผู้เชี่ยวชาญที่อาจช่วยให้คุณเอาชีวิตรอดได้หากตกอยู่ในสถานการณ์ทำนองนี้
นายอัลดี โนเวล อาดิลัง วัย 18 ปีจากเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย ทำงานเป็นคนจุดตะเกียงล่อปลาบนเรือนแพจับปลาที่ลอยอยู่นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย 125 กม. โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดคลื่นลมแรงพัดกระหน่ำจนทำให้เชือกที่ยึดแพไว้กับสมอที่ก้นทะเลขาดลง ส่งผลให้แพถูกกระแสน้ำพัดลอยไปไกลหลายพันกิโลเมตรจนเกือบถึงเกาะกวมในมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือจากเรือสัญชาติปานามาเมื่อวันที่ 31
ตอนที่แพของอัลดีถูกกระแสน้ำพัดออกไปเขามีเสบียงเหลืออยู่ไม่มาก ทำให้เขาต้องจับปลาแล้วใช้รั้วไม้ของแพเป็นเชื้อเพลิงในการทำอาหารหลังจากแก๊สหุงต้มหมด เจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่อินโดนีเซียที่นครโอซากาของญี่ปุ่น บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า อัลดีใช้วิธีจิบน้ำจากเสื้อผ้าที่นำไปชุบน้ำทะเล
ประสบการณ์ของอัลดีถูกนำไปเปรียบเทียบกับนวนิยายผจญภัยแนวแฟนตาซีของ ยานน์ มาร์เทล เรื่อง "การเดินทางของพาย พาเทล" (Life of Pi) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ท่ามกลางสภาพสุดขั้วกลางท้องทะเล

ที่มาของภาพ, EPA/CONSULATE GENERAL OF INDONESIA IN OSAKA
แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเราหากต้องติดอยู่กลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง?
เมื่ออยู่กลางทะเล ร่างกายคนเราต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ 2 ประการ คือ ภาวะร่างกายขาดน้ำ และสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาห์หมัด ริดวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาสัตว์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีบังดุง (ITB) ในอินโดนีเซีย บอกว่า "ร่างกายจะตอบสนองได้ 2 ทาง คือ การรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย (Osmoregulation) และการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation)
การรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย คือการปรับให้ระดับของเหลวในร่างกายอยู่ในระดับเหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีชีวิตรอด เซลล์ในร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 90% หากลดเหลือ 70% ก็จะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเซลล์
วิธีการหนึ่งที่จะรักษาระดับน้ำในร่างกายก็คือการไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการถ่ายปัสสาวะและทำให้เหงื่อออกน้อยลง "เขา (อัลดี) อาจไม่ถ่ายปัสสาวะ ทำให้ในหนึ่งวันร่างกายจะสูญเสียน้ำไปในรูปของปัสสาวะเพียงเล็กน้อย" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ริดวัน กล่าว
ส่วนการรักษาอุณหภูมิของร่างกายนั้น คือ การที่ร่างกายรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมคือที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ริดวัน ระบุอีกว่า ในกรณีที่เราได้รับพลังงานน้อย ร่างกายจะชะลออัตราการความต้องการเผาผลาญพลังงานลง เพื่อรักษาพลังงานไว้
"ทางเดียวที่เขาทำได้คือการพักและทำกิจกรรมให้น้อยที่สุด ซึ่งสิ่งที่เขา (อัลดี) ทำก็คือการนอน"
ด้านนาวาโทโจฮัน วาห์ยุดี แห่งกองทัพเรืออินโดนีเซีย ระบุว่า มี 5 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเอาตัวรอดเมื่อติดอยู่กลางทะเล
1. น้ำ
น้ำคือสิ่งสำคัญที่สุดในการหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ สำคัญยิ่งกว่าอาหาร ร่างกายคนเราจะทนต่อภาวะขาดอาหารได้นานถึง 40 วัน แต่หากไม่มีน้ำเราอาจเสียชีวิตได้ภายใน 4-6 วัน
เพราะน้ำทะเลไม่สามารถดับกระหายได้ คนที่ติดอยู่กลางทะเลมักยังชีพด้วยน้ำฝนหรือน้ำค้าง
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อัลดี อยู่กลางทะเลได้นาน 49 วันจากการจิบน้ำจากเสื้อผ้าที่นำไปชุบน้ำทะเล นาวาโทวาห์ยุดี บอกว่า บางคนอาจมีชีวิตรอดได้ด้วยการดื่มน้ำทะเลในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งนายอาแลง บงบารด์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเคยทำสิ่งนี้มาแล้วเมื่อปี 1952 โดยการเดินทางข้ามหาสมุทรแอตแลนติกด้วยเรือเล็ก เป็นเวลา 53 วัน และประทังชีวิตด้วยการกินปลาดิบกับแพลงก์ตอนเป็นอาหาร และดื่มน้ำฝนกับน้ำทะเลทีละน้อย
นาวาโทวาห์ยุดี คาดว่า อัลดีอาจใช้วิธีการเอาตัวรอดแบบเดียวกัน แต่ย้ำว่าทฤษฎีนี้อาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะเวลาที่คนเราดื่มน้ำทะเล จะทำให้ร่างกายได้รับเกลือในปริมาณมากเกินไป ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมาขจัดเกลือส่วนเกิน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำในที่สุด

ที่มาของภาพ, AFP
2. ที่กำบัง
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัลดีรอดชีวิตมาได้เป็นเพราะเรือนแพของเขามีหลังคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับความร้อนจากแสงแดดโดยตรงขณะที่ลอยอยู่กลางทะเล
นาวาโทวาห์ยุดี บอกว่า สาเหตุที่ต้องหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ไม่มีน้ำดื่ม และการที่ร่างกายต้องการปรับลดอุณหภูมิลงด้วยการขับเหงื่อออกมานั้นก็จะยิ่งเพิ่มความเครียดต่อกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเรา
ยิ่งเรารักษาน้ำในร่างกายไว้ได้นานเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตก็มีสูงมากเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรหากไม่มีที่กำบังคอยให้ร่มเงา?
นาวาโทวาห์ยุดี ตอบว่า "หากไม่มีร่มเงาหรือที่กำบัง อย่างน้อยก็ควรทำให้ตัวเปียก เพื่อลดการระเหยของน้ำในร่างกาย"
3. รู้จักภัยและตำแหน่งของเกาะที่ใกล้ที่สุด
เมื่อติดอยู่กลางทะเล เราจำเป็นต้องรู้ว่าสัตว์ชนิดใดอาจเป็นภัยต่อชีวิตเราได้ ซึ่งในทะเลลึก ฉลาม มักเป็นภัยอันตรายมากที่สุด
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Tribune Manado รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของอัลดี ที่บอกว่า ตอนที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลนั้นเขาผ่านฉลามด้วย "ผมได้แต่สวดภาวนาแล้วฉลามก็ว่ายจากไป"
นาวาโทวาห์ยุดี แนะว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ควรอยู่นิ่ง ๆ ไม่ตื่นตระหนก และคอยดูความเคลื่อนไหวของฉลาม เพราะการเคลื่อนไหวอาจทำให้ฉลามคิดว่าเราเป็นภัยคุกคามมันได้

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
4. มีสติและไม่ตื่นตระหนก
นาวาโทวาห์ยุดี บอกว่า "โดยทั่วไป คนที่จมน้ำมักไม่สามารถควบคุมสติตัวเองได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความตื่นตระหนกตกใจ เครียด หมดแรง หรือสิ้นหวังในชีวิต"
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในการคุมสติและไม่ลนลาน พยายามมองหาทุ่นหรือสิ่งของที่เราสามารถยึดเกาะให้ตัวลอยอยู่ได้ในกรณีที่เราพลัดตกทะเล
นาวาโทวาห์ยุดี ระบุว่า วิธีการรับมือกับอาการตื่นตกใจคือ จงจำไว้ว่าตามธรรมชาติแล้ว หากมนุษย์ถูกจับโยนลงทะเลก็จะสามารถลอยตัวได้ โดยสิ่งที่เราต้องทำคือ มีสติ ลอยตัวในลักษณะนอนหงายท้อง กางแขนขาออก หากไม่สามารถลอยตัวแบบศีรษะเสมอน้ำได้ ก็ให้ชูคอขึ้นเหนือน้ำ
สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือการรู้ตำแหน่งทุ่นลอย เรือชูชีพ และทางขึ้นเรือ ในกรณีที่พลัดตกจากเรือ

ที่มาของภาพ, AFP
5. ขอความช่วยเหลือ
กรณีที่ติดอยู่บนเรือกลางทะเล ตามปกติแล้วเรือแต่ละลำมักมีปืนยิงพลุสำหรับใช้ขอความช่วยเหลือ หรืออุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ สำหรับใช้ติดต่อขอความช่วยเหลือ
แต่หากไม่มี คุณสามารถใช้ดวงดาวในการนำทางได้ หากคุณไม่รู้จักกลุ่มดาวนำทาง อย่างน้อยก็สามารถใช้ดวงอาทิตย์นำทางได้
"หากดวงอาทิตย์ตกทางซ้ายมือของเรา ทิศตรงหน้าเราคือทิศเหนือ" นาวาโทวาห์ยุดี กล่าว









