เลือกตั้งกัมพูชา: ประชาธิปไตยในความกลัว?

    • Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ท่ามกลางแรงกดดันจากพรรครัฐบาลให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว แม้ว่าพวกเขาต้องการความเปลี่ยนแปลง

ป้ายหาเสียงสีฟ้าที่เป็นสีของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ปรากฏใบหน้าคู่ของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี และ เฮง สัมริน ประธานรัฐสภา ติดอยู่บนป้ายโฆษณากลางแจ้งขนาดใหญ่สามารถเห็นได้ชัดจากทางยกระดับใจกลางกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา

โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาในวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. ป้ายหาเสียงหลากชนิดของ CPP ติดอยู่ตามเสาไฟ หน้าบริษัทต่าง ๆ รวมถึงสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ด้านหลังของรถหรือร้านค้าต่าง ๆ เสมือนว่าเป็นเพียงพรรคเดียวที่ลงสมัครเลือกตั้ง แม้ว่ามีอีก 19 พรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

หลังจากที่ศาลสูงสุดมีคำสั่งยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) เมื่อ พ.ย. ที่ผ่านมา พรรครัฐบาลไร้คู่แข่งสำคัญ และประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล ถูกกดดันให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ท่ามกลางการข่มขู่จากรัฐบาลว่า ใครก็ตามที่รณรงค์การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ชายวัย 39 ปีรายหนึ่งในจังหวัดกัมปอต ทางภาคใต้ของประเทศ บอกกับบีบีซีไทยผ่านล่ามว่า เขาจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง "เพียงแค่ให้มีหมึกติดอยู่ที่นิ้ว"

"คนจะได้เห็นว่าผมไปลงคะแนนเสียงจริง ๆ ไม่งั้นอาจจะมีคนคิดว่าผมคว่ำบาตรการเลือกตั้งและต่อต้านรัฐบาล ผมกลัวจะมีปัญหา กลัวโดนจับ" เขาบอกกับบีบีซีไทย โดยปฏิเสธที่จะระบุชื่อจริง หรือแม้กระทั่งอาชีพ เนื่องจากกลัวว่ารัฐบาลจะตามตัวเขาได้

หมึกทรงพลัง

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แกนนำพรรค CNRP ที่ส่วนใหญ่ลี้ภัยออกนอกประเทศ ได้ออกโครงการ "นิ้วสะอาด" เพื่อรณรงค์ให้ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งงดออกเสียงเพื่อเป็นการประท้วง

"CPP ต้องการความชอบธรรมผ่านจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ผู้สนับสนุนของ CNRP มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม และสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีความชอบธรรมคือจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิที่น้อย" เจ้าชายสีโสวัฒน์ โทมิโก อดีตสมาชิกพรรค CNRP ตรัสกับบีบีซีไทยเป็นภาษาอังกฤษ

ต่อมารัฐบาลและคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ได้ออกมาเตือนว่าการรณรงค์คว่ำบาตรการเลือกตั้งถือว่าผิดกฎหมาย และจะดำเนินคดีกับผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้สั่งซื้อหมึกลบไม่ได้ 51,000 ขวดจากอินเดีย ในวงเงิน 800,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 25.6 ล้านบาท) เพื่อป้องกันประชาชนลงคะแนนเสียงซ้ำ

"รัฐบาลกัมพูชาพยายามอย่างหนักในการกดดันให้คนไปใช้สิทธิ พวกเขาบอกได้ว่าใครลงคะแนนแล้ว โดยดูจากหมึกที่เปื้อนนิ้ว" ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวที่เวทีแถลงข่าวในกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

"มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่มาตรการป้องกันการลงคะแนนเสียงซ้ำถูกนำมาใช้ตรวจตราและตอบโต้ผู้ไม่ไปลงคะแนน"

โรเบิร์ตสันกล่าวว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้รับรายงานว่าหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นข่มขู่ประชาชนที่ไม่ไปเลือกตั้งว่าจะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น การแจ้งเกิด หรือการต่ออายุบัตรประชาชน ส่วนนายจ้างก็ขู่ลูกจ้างว่าจะไล่ออกจากงานหากไม่ไปเลือกตั้ง

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งในปี 2556 ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการโกง ทว่า พรรค CNRP กลายเป็นพรรคคู่แข่งที่สำคัญของพรรครัฐบาล สามารถคว้าเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนฯ ได้ถึง 55 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค CPP ของรัฐบาลได้เพียง 68 ที่นั่ง

"คนกัมพูชาต้องการความเปลี่ยนแปลง พวกเขาต้องการเสรีภาพและความยุติธรรม" เจ้าชายสีโสวัฒน์ตรัสกับบีบีซีไทย

ยิ่งนาน ยิ่งแย่

วรรณา* หญิงทำความสะอาดรายหนึ่ง ในจังหวัดพระตะบอง ทางตอนตะวันตกของประเทศ คือตัวอย่างหนึ่งของชาวกัมพูชาที่ต้องการเปลี่ยนผู้นำประเทศ

วรรณาไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงกับบีบีซีไทย เนื่องจากกลัวภัยคุกคามจากรัฐบาล เธอเลือกรับข่าวสารจาก VOA ภาคภาษาเขมร แทนการเสพจากสื่อในประเทศ

"VOA เผยแพร่ข่าวสารที่เชื่อถือได้และเป็นกลาง ต่างจากสื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ที่เชียร์รัฐบาล" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยผ่านล่าม

สิบปีที่เธอสนับสนุนพรรค CPP วรรณาหันไปสนับสนุนพรรค CNRP จนกระทั่งปี 2551 หลังจากที่เธอรู้จักกับสม รังสี หัวหน้าพรรค และเชื่อว่าเขาต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศในทางที่ดีขึ้น

"ฉันต้องการความเปลี่ยนแปลง ไม่อยากให้ฮุน เซนอยู่ในอำนาจอีกต่อไป" หญิงวัย 38 ปี กล่าว "มันบ้ามากที่เขายังอยู่ในอำนาจมาได้นานขนาดนี้ แม้ว่ามีคนพยายามดิ้นรนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ใครก็ทำอะไรไม่ได้ ประเทศนี้ช่างเละจริง ๆ"

เธอจะมั่นใจว่าพรรค CPP จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เธอก็ยังยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิออกเสียง โดยอาจจะเลือกที่จะไม่กาช่องใดเลย

วรรณากล่าวว่า ตั้งแต่สมเด็จฮุน เซนเป็นผู้นำประเทศ สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาเปลี่ยนไปในทิศทางที่แย่ลง คนจำนวนมากต้องออกไปหางานทำในต่างประเทศ เนื่องจากไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินเดือนที่ต่ำ โดยเธอเองเพิ่งจะได้รับการเพิ่มเงินเดือนเป็น 170 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5,700 บาท) เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับเงินเดือนเพียง 130 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4,300 บาท) เมื่อเริ่มทำงานที่นี่เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

"ปัญหาพวกนี้เป็นลูกไม้ของรัฐบาล เป็นการทำให้ประชาชนตกที่นั่งลำบาก คิดแต่เรื่องปากท้อง ทำให้ไม่มีเวลามานั่งคิดว่าใครเป็นคนบริหารประเทศหรือคิดเรื่องเรื่องการเมือง" เธอกล่าว

การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม

ในเดือนกรกฎาคม 2557 กัมพูชาได้ผ่านกฎหมาย 3 ฉบับที่ แซม ซาริฟี เลขาธิการของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) มองว่าเป็นการทำให้ตุลาการขาดความเป็นอิสระ และไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจบริหาร ทำให้ฝ่ายบริหารได้เข้ามามีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ อิสรภาพและเสรีภาพในการแสดงออกได้ถูกห้ามปราม และฝ่ายตุลาการไม่สามารถที่จะปกป้องสิทธิของพลเมืองในกัมพูชา

"ประทศนี้กำลังเคลื่อนเข้าสู่การปกครองแบบพรรคเผด็จการพรรคเดียว...สิ่งที่เกิดขึ้นในกัมพูชาตอนนี้คือการละเมิดหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิง และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ การกระทำของฮุนเซนที่ต่างหากที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ไม่ใช่ [การกระทำ] ของฝ่ายค้าน"

เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections หรือ ANFREL) เป็นหนึ่งในองค์กรและภาคประชาสังคมที่ตัดสินใจไม่ส่งตัวแทนสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ขาดพรรคฝ่ายค้านหลัก ทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจที่จะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเองก็ได้ตัดสินใจว่าจะไม่ส่งตัวแทนสังเกตการณ์การเลือกตั้งดังกล่าวเช่นกัน

แม้ว่าหน่วยงานที่กำกับการเลือกตั้งของกัมพูชาระบุว่ามีผู้สังเกตการณ์เกือบ 80,000 คนจากในประเทศ แต่ชันดานี วาตาวาลา ผู้อำนวยการ ANFREL กล่าวว่า ในจำนวนนั้น เกินครึ่งหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรค CPP

"จากองค์กรทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตจาก NEC เพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ไม่มีองค์กรใดเลยที่มีความเป็นอิสระหรือมีทักษะในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ... ดังนั้นข้อมูลที่กลุ่มเหล่านี้จะให้ในระหว่างและภายหลังการเลือกตั้งจะไม่น่าเชื่อถือ และมีเพียงเพื่อสนับสนุน CPP" เธอกล่าว

"ไม่มีความยุติธรรมในกัมพูชา"

ที่บริเวณศาลเพรียอองดองกา ที่ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามพระราชวังในกรุงพนมเปญ มีผู้คนมาเดินเล่นและวิ่งออกกำลังกายในยามเย็น หนึ่งในนั้นคือสาริต* นักธุรกิจวัย 65 ปี ที่พักจากการวิ่งมานั่งพักอยู่ริมน้ำ

ในการเลือกตั้งปี 2536 เขาเคยลงคะแนนเสียงให้พรรคฟุนซินเปก ซึ่งก่อตั้งโดยสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แต่แล้วก็ผิดหวังในการบริหารประเทศของพรรคดังกล่าว จึงเปลี่ยนไปสนับสนุนพรรค CNRP

"กัมพูชาไม่มีความยุติธรรมเลย ถ้าคุณรวย คุณชนะ ถ้าคุณจน คุณตาย" เขากล่าว

น้ำเสียงของทั้งล่ามและสาริตแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่มีการถามถึงความคิดเห็นของเขาต่อสมเด็จฮุน เซน หนึ่งในนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในโลก ถึง 33 ปี แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของผู้คนในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองอย่างเปิดเผย ซึ่งบีบีซีไทยเองก็ได้พบเห็นจากการสุ่มสัมภาษณ์ประชาชนหลายสิบคนตามท้องถนนในหลายจังหวัดของกัมพูชา โดยบางรายบอกว่าจะไม่ขอพูดเรื่องการเมือง และคนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะบอกว่าตนสนับสนุนพรรคการเมืองใด

และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่ม Politikoffee ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่สนใจเรื่องสังคม การเมือง และประชาธิปไตย ยกเลิกงานเสวนาเรื่องอิทธิพลสังคมและการเมืองจีนต่อกัมพูชา โดยประกาศผ่านเฟซบุ๊กของกลุ่มเพียง 2 วันก่อนงานเริ่ม

สาริตกล่าวว่า เขาไม่รู้สึกว่าความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นตั้งแต่สมเด็จฮุน เซน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

"ผมทำธุรกิจขนส่งถั่วเหลืองและข้าว และมักจะมีตำรวจหยุดรถเพื่อไถเงิน นับวันผมยิ่งจนมากขึ้น" เขากล่าว

แม้ว่าเขาหวังที่จะเห็นคนอื่นมาบริหารประเทศ แต่เขาก็ไม่รู้จะเลือกพรรคไหน เนื่องจากพรรค CNRP ที่เขาเคยสนับสนุนถูกยุบไปแล้ว ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ไปลงคะแนนเสียงในวันอาทิตย์นี้ แต่ก็ยังมีความหวังว่าประเทศชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

"กัมพูชาไม่สามารถอยู่รอดด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นในที่สุดเขา [สมเด็จฮุน เซน] ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อการเปลี่ยนแปลง" เขากล่าว

"CNPR ไม่ได้เป็นบิดาของประชาธิปไตย"

ในขณะที่ พาย สีพัน โฆษกของรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้มีเพียงพรรคเดียว เพราะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมถึง 19 พรรค และประชาชนก็มีสิทธิที่จะก่อตั้งพรรค รวมทั้งสามารถที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้งเลือกใครก็ได้ตามที่ต้องการ

"ประชาธิปไตยของกัมพูชา นั้นเป็นของประชาชน และประชาชนก็สามารถที่จะเลือกพรรคการเมืองที่พวกเขาศรัทธาหรือเชื่อมั่นได้" เขาตอบคำถามของบีบีซีไทยและเสริมด้วยว่า "CNRญ ไม่ได้เป็นบิดาของประชาธิปไตยแต่อย่างใด ก็เป็นเพียงแค่พรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่ง"

เขายังอธิบายอีกว่า การที่ CNRP นั้นถูกสั่งยุบพรรคโดยศาลสูงซึ่งมีพื้นฐานมาจากแรงจูงใจของพวกเขาเอง และพื้นฐานของกฎหมายของกัมพูชา

"ทุกคนสามารถมีเสรีภาพ และสิทธิตามกฎหมายที่จะไปหรือไม่ไปหย่อนบัตรได้ ยกเว้นแต่ว่าพวกเขาจะขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง"

นอกจากนี้เขาก็ระบุไปในทำนองว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยของกัมพูชาน่าจะดีขึ้น เพราะในปีนี้มีพรรคเข้ามารับสมัครเลือกตั้งถึง 20 พรรค เทียบกับ 8 พรรคในปี 2013

----------------------------------------------------

*ชื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว