เลือกตั้งมาเลเซีย 2018: 'มารดาแห่งการเลือกตั้งทั้งปวง'

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค กับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค กับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด
    • Author, ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง
    • Role, นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซียในวันที่ 9 พ.ค. นี้ ได้รับการขนานนามว่า 'มารดาแห่งการเลือกตั้งทั้งปวง' (Mother of All Elections) เพราะการกลับเข้ามามีบทบาทผู้นำฝ่ายค้านของ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด วัย 92 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานกว่าสองทศวรรษและหัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลอัมโน (United Malays National Organisation - UMNO) ประกาศชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจาก นายนาจิบ ราซัค รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอัมโนคนปัจจุบัน

โจทย์ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายคือการช่วงชิงเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงกลุ่ม 'ภูมิบุตร' หรือ 'บุตรของแผ่นดิน' ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูนับถือศาสนาอิสลาม โดยตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซียปี 2018 ระบุว่า ประชากรกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึง 68.8% ของพลเมืองทั้งหมด 28.7 ล้านคน

มหาเธร์ โมฮัมหมัด VS นาจิบ ราซัค กับยุทธการ 'Do or Die'

โจทย์นี้ไม่ง่ายสำหรับมหาเธร์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองมาเลเซีย และปัจจุบันยังมีผู้นับถือศรัทธาท่วมท้น เนื่องจากกลุ่มภูมิบุตรเป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคอัมโนที่ยึดตำแหน่งแกนนำรัฐบาลอย่างต่อเนื่องมา 61 ปี

กัว เกีย ซุง (Kua Kia Soong) นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวมาเลเซีย เขียนไว้ในหนังสือ 'Racism & Racial Discrimination in Malaysia' ว่า ลัทธิภูมิบุตรา (Bumiputeraism) ซึ่งชูสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของกลุ่มภูมิบุตรเหนือพลเมืองมาเลเซียเชื้อชาติอื่น เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์อันมีประสิทธิภาพที่พรรคอัมโนที่ใช้ในการรักษาฐานเสียงชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูไว้อย่างเหนียวแน่นโดยตลอด

มหาเธร์ โมฮัมหมัด (ซ้าย) ทำให้การเลือกตั้งมาเลเซียมีความคึกคักมากขึ้น

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, มหาเธร์ โมฮัมหมัด (ซ้าย) ทำให้การเลือกตั้งมาเลเซียมีความคึกคักมากขึ้น

การจับมือระหว่างมหาเธร์กับกลุ่มฝ่ายค้านอดีตคู่อริ เกิดขึ้นจากความตระหนักของกลุ่มพรรคฝ่ายค้านว่า การเปลี่ยนใจชาวภูมิบุตรให้หันเหจากพรรคอัมโนเป็นสิ่งเดียวที่จะนำมาซึ่งชัยชนะของพวกเขา แต่ก็เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากจะมีใครสักคนที่อาจทำได้ คนผู้นั้นคงหนีไม่พ้นมหาเธร์ ผู้รู้แจ้งเห็นจริงในวิถีการเมืองอัมโนทุกซอกทุกมุมในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค

สำหรับมหาเธร์นั้น เขาได้กล่าวไว้ในวิดีโอประกอบการหาเสียงที่กระจายไปทั่วประเทศว่า ตัวเอง "เหลือเวลาไม่มาก" ในการทำงานเพื่อ 'สร้างมาเลเซียขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง' การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้แสดงบทบาทกำหนดทิศทางทางการเมืองมาเลเซียเช่นที่เคยทำในอดีต

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายสาหัสสำหรับ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค เจ้าของผลงานอันเลวร้ายในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจากการสูญเสียคะแนนนิยมส่วนใหญ่จากผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ (popular vote) ให้ฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จากการเปลี่ยนขั้วของชนชั้นกลางในเมืองและผู้มีสิทธิออกเสียงชาวจีนไปสู่พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งนายนาจิบเรียกว่าเป็น 'สึนามิของคนจีน' นอกจากนั้นสัดส่วนที่นั่งในสภาฯ ของพรรคอัมโนยังลดลงต่ำกว่าสามในสี่ในการเลือกตั้งถึงสองสมัย

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2013

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2013

นับแต่ 2015 เป็นต้นมา วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตศรัทธาได้สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลนาจิบ โดยเฉพาะ ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นหลังการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่ไม่ได้สัดส่วนกับรายได้ประชาชน และเรื่องทุจริตอื้อฉาวกรณีบริษัทเพื่อการลงทุน 1MDB Development Berhad (1MDB) ของรัฐบาล ซึ่งพัวพันกับนายนาจิบโดยตรงตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ที่ระบุว่าเงินจำนวน 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากบริษัท 1MDB ถูกโยกย้ายและโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของนายนาจิบในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2013

แม้นายนาจิบปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินบริจาคทางการเมืองส่วนตัวจากเชื้อพระวงศ์ซาอุดีอาระเบีย การสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียยังเชื่องช้าไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อสรุปมาหลายปีแล้ว แต่หน่วยงานรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 5 ประเทศรวมทั้งกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากพบว่ามีทรัพย์สินของ 1MDB มูลค่ามหาศาลถูกโยกย้ายถ่ายโอนไปซุกซ่อนไว้ในประเทศต่าง ๆ โดยผู้ตรวจบัญชีต่างชาติประเมินไว้คร่าว ๆ ว่ามีเงินราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หายไปจากบัญชีของ 1MDB โดยที่ยังตรวจสอบไม่ได้

นักเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านดึงดูดความสนใจในการหาเสียงด้วยการชูประเด็นอื้อฉาวกองทุน 1MDB
คำบรรยายภาพ, นักเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านดึงดูดความสนใจในการหาเสียงด้วยการชูประเด็นอื้อฉาวกองทุน 1MDB

หากพรรคอัมโนแพ้เลือกตั้ง นอกจากนายนาจิบจะเสี่ยงถูกดำเนินการทางกฎหมายกรณี 1MDB แล้ว เขายังมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะจบชีวิตทางการเมืองของตนด้วยการโจมตีจากสมาชิกพรรคอัมโนของเขาเอง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล มหาเธร์และนาจิบ จึงทุ่มเทสุดชีวิตแบบ "Do or Die" ในการเลือกตั้งตัดสินชะตากรรมของพวกเขาและประชาชน

มหาเธร์-อันวาร์-นาจิบ กับ รัก-โลภ-โกรธ-หลง

มหาเธร์ โมฮัมหมัด ได้ฉายา 'สถาปนิกผู้สร้างมาเลเซียยุคใหม่' จากความสำเร็จในการยกระดับเศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับยักษ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงปี 1981-2003 ที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนั้นเขานำพรรคอัมโนเข้าสู่ยุคทองทางการเมือง ด้วยการสร้างเครือข่ายพรรคพวกทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้พรรคด้วยการคัดเลือกนักธุรกิจเชื้อสายมลายูบางรายเข้ารับสัมปทานจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ควบคุมสื่อ พร้อม ๆ กับ บังคับใช้กฎหมายหลายฉบับที่จำกัดอำนาจพรรคฝ่ายค้านและคู่แข่งขันภายในพรรคตนเอง พาอัมโนผ่านการเลือกตั้งห้าครั้งอย่างสวยงาม

มหาเธร์เกษียณจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอัมโนในปี 2003 แต่ยังทรงอิทธิพลทางการเมืองในพรรคอย่างสูง ในการเลือกตั้งปี 2008 เขากดดันนายกรัฐมนตรีอับดุลลาห์ บาดาวี ซึ่งเขาสนับสนุนเป็นหัวหน้าพรรคอัมโนต่อจากตน ให้แต่งตั้งนายนาจิบเป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อรอเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เขาประกาศในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ว่าทำให้ตนเอง "เสียใจที่สุด"

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด (กลาง) เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค (ที่สองจากซ้าย) มาก่อน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด (กลาง) เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค (ที่สองจากซ้าย) มาก่อน

ดูเผิน ๆ นายนาจิบ บุตรชายของ ตวนกู อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนที่สอง หลานชาย ดาโต๊ะ ฮูซเซน อน นายกรัฐมนตรีคนที่สามของประเทศ อาจเป็นเหมือนทายาทการเมืองที่มหาเธร์ผลักดันให้สานต่ออำนาจ แต่ศิษย์ก้นกุฏิที่แท้จริงของเขาคือนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้มีที่มีบุคลิกภาพ และความสามารถทางการเมืองต่างกับนาจิบอย่างสิ้นเชิง

นาจิบ เจ้าของบุคลิกเรียบ ๆ เขาได้รับตำแหน่งสูงในพรรคตั้งแต่อายุน้อยด้วยแรงส่งของภูมิหลังครอบครัว ไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นเมื่อเปรียบกับ อันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองรุ่นพี่อดีตผู้นำนักศึกษาจากครอบครัวชนชั้นกลางผู้แสดงฝีมือการนำอย่างรวดเร็ว ไต่เต้าทางการเมืองขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลมหาเธร์

นักวิเคราะห์การเมืองมาเลเซียหลายรายเห็นตรงกันว่า ในบรรดานักการเมืองมลายูทั้งหมด มีเพียงนายอันวาร์เท่านั้นที่สามารถเทียบชั้นกับมหาเธร์ได้ในแง่ความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคนด้วยบุคลิกทางการเมืองที่เร้าใจและวิสัยทัศน์ที่มิได้เรียนรู้มาจากไหนนอกจากบรมครูของตน

อันวาร์ ว่างเว้นจากการลงสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต 1997 จนถึงปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, GOH CHAI HIN/AFP/GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, อันวาร์ ว่างเว้นจากการลงสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ 1997 จนถึงปัจจุบัน

แต่อนาคตทางการเมืองในพรรคอัมโนของอันวาร์ดับวูบลงเมื่อเขาขัดแย้งกับมหาเธร์เรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอาเซียนปี 1997 ลงเอยด้วยการถูกปลดออกจากตำแหน่งการเมือง ถูกขับออกจากพรรคอัมโน และถูกจำคุกในข้อหาทุจริตและมีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งทางครอบครัวของเขาและนักการเมืองพรรคฝ่ายค้านยืนยันว่าเป็นการป้ายสี

อันวาร์ว่างเว้นจากการลงสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ 1997 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการถูกจำคุกถึงสองครั้งและต้องถูกตัดสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีหลังพ้นโทษแต่ละครั้งตามกฎหมาย เขากำลังจะพ้นโทษอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ วิธีเดียวที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองได้คือการได้รับพระราชทานอภัยโทษจากองค์สุลต่าน

อย่างไรก็ตาม หลังแตกหักจากมหาเธร์ ในปี 1997 อันวาร์ร่วมกับนักกิจกรรมภาคประชาสังคม เริ่มขบวนการปฏิรูปการเมืองหรือ Reformasi ที่กลายรูปมาเป็นพรรคการเมือง พีเคอาร์ (Parti Keadilan Rakyat - PKR) ปัจจุบันพีเคอาร์กลายเป็นแกนนำหลักของแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านที่ชูประเด็นการเมืองหลากเชื้อชาติ แข่งกับนโยบายเชื้อชาตินิยมของอัมโน เขายังมีบทบาททางความคิดอย่างสูงต่อสมาชิกพีเคอาร์แม้จะถูกคุมขัง

กรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตเงินกองทุน 1MDB เป็นชนวนเหตุสำคัญในความบาดหมางระหว่างนายนาจิบกับนายมหาเธร์

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, กรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตเงินกองทุน 1MDB เป็นชนวนเหตุสำคัญในความบาดหมางระหว่างนายนาจิบกับนายมหาเธร์

ในปี 2016 มหาเธร์ลาออกจากพรรคอัมโน เนื่องจากไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีของพรรคที่ยืนยันสนับสนุนนายกรัฐมนตรีนาจิบ หลังจากที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ผลงานด้านการเลือกตั้งและการบริหารของนายนาจิบอย่างรุนแรง เขาตั้งพรรคเบอร์ซาตู (Parti Pribumi Bersatu Malaysia), จับมือคืนดีกับนายอันวาร์, เข้าร่วมพรรคฝ่ายค้าน แล้วรับตำแหน่งแกนนำอันดับหนึ่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มหาเธร์เดินหน้าปราศรัยโจมตีนายนาจิบเรื่องทุจริต 1MDB พร้อมกับสัญญาว่าจะนำมาเลเซียสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่นาจิบชูไพ่เชื้อชาตินิยม โจมตีมหาเธร์ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนจีนในพรรคดีเอพีซึ่งเป็นพรรคตัวแทนชาวจีนในกลุ่มฝ่ายค้าน

มหาเธร์วางไพ่ตายด้วยการประกาศจะขอพระราชทานอภัยโทษแก่อันวาร์หลังจากเขาพ้นโทษ แล้วส่งต่ออำนาจให้เขาหากฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง

อาจกล่าวว่า วัฏจักรอำนาจของพรรคอัมโนในยุค 30 ปีให้หลังคือภาพสะท้อนวัฏจักรอำนาจการเมืองมาเลเซีย ที่มีผู้เล่นหลักคือ มหาเธร์-อันวาร์-นาจิบ โดยแท้

สามก๊กฉบับมาเลเซีย

แนวร่วมพรรคการเมืองสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 3 กลุ่มแข่งขันกันทั้งในระดับสภาของรัฐ 13 รัฐที่มีที่นั่งรวมกันกว่า 500 ที่นั่ง และในระดับรัฐบาลกลางที่มี 222 ที่นั่ง โดยคู่แข่งสำคัญคือแนวร่วมพรรครัฐบาลและแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน ทั้งสามกลุ่มแบ่งได้ดังนี้

พรรคบีเอ็น แนวร่วมรัฐบาล วางตำแหน่งของตัวเองว่าเป็นพรรคแห่งอนาคต

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, พรรคบีเอ็น แนวร่วมรัฐบาล วางตำแหน่งของตัวเองว่าเป็นพรรคแห่งอนาคต

1.แนวร่วมพรรครัฐบาล 'บีเอ็น' หรือ Barisan Nasional นำโดยพรรคอัมโน ประกอบด้วยพรรคแนวร่วมใหญ่น้อยกว่า 10 พรรค เช่นพรรคเอ็มซีเอ (Malaysian Chinese Association - MCA) ตัวแทนชาวมาเลเซียจีน และพรรคเอ็มไอซี (Malaysian Indian Congress - MIC) ตัวแทนชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย เป็นต้น

เป้าประสงค์ใหญ่ของบีเอ็นคือเพิ่มจำนวนที่นั่งในรัฐสภาให้ได้ถึงสองในสาม รัฐบาลบีเอ็นเริ่มออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้งกลาย ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้วในการเสนองบประมาณประจำปี 2018 ที่บรรจุโครงการช่วยเหลือมูลค่า 3.182 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (ราวกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท) ให้กลุ่มภูมิบุตรบางกลุ่ม โดยรวมถึงในรูปแบบของเงินกู้และการแจกเงินสด มุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงที่กลุ่มคนมลายูในภาคเกษตรกรรมและกลุ่มทหารเกษียณอายุทั่วประเทศ

2.แนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน 'ปากาตัน ฮาราปัน' (Pakatan Harapan - PH) หรือ 'แนวร่วมแห่งความหวัง' นำโดย มหาเธร์ โมฮัมหมัด และแพทย์หญิง วัน อาซีซะห์ ภรรยาของอันวาร์ อิบราฮิม ประกอบด้วยพรรคใหญ่ ๆ คือพีเคอาร์นำโดยวัน อาซีซะห์, พรรคดีเอพี (Democratic Action Party - DAP) ซึ่งมีฐานเสียงใหญ่เป็นชาวจีน, พรรคอามานาฮ์ (Parti Amanah Negara - AMANAH) ซึ่งแยกตัวออกจากพรรคพาส และพรรคเบอร์ซาตู นำโดยมหาเธร์ โดยแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านลงมติส่งมหาเธร์ เป็นตัวเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแข่งกับ นาจิบ ราซัค

วัน อาซีซะห์ และ อันวาร์ อิบราฮิม พร้อมกับลูกสาวของพวกเขา ในรูปถ่ายปี 2008

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, วัน อาซีซะห์ และ อันวาร์ อิบราฮิม พร้อมกับลูกสาวของพวกเขา ในรูปถ่ายปี 2008

ปากาตัน ฮาราปัน เสนอนโยบายการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม และนโยบายสร้างความเป็นอิสระแก่สถาบันตุลาการ, รัฐสภา, สำนักอัยการสูงสุดและสถาบันอิสระอื่น ๆ รวมทั้งสัญญาจะให้มีการตั้งกรรมการอิสระขึ้นตรวจสอบกรณี 1MDB นอกจากนั้นในการปราศรัยหลายครั้ง นอกจากมหาเธร์จะยืนยันสนับสนุนให้นายอันวาร์กลับมามีบทบาททางการเมืองอย่างเร็วที่สุดแล้ว เขายังพยายามสร้างความมั่นใจแก่กลุ่มชาวมลายูว่าสิทธิที่พวกเขาเคยได้รับจะไม่ถูกลิดรอน

3.แนวร่วม Gagasan Sejahtera นำโดยพรรคพาส (Parti Islam SeMalaysia - PAS) ซึ่งเป็นพรรคอิสลามที่มีฐานเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูทางตอนเหนือของมาเลเซีย พาสแยกตัวจากแนวร่วมฝ่ายค้านใน 2015 เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกับพรรคแนวร่วมอื่น ๆ เรื่องการผลักดันกฎหมายนำบทลงโทษตามแบบอิสลามมาใช้ในรัฐกลันตัน ช่วงปีที่ผ่านมาพาสมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดภายใน เป็นเหตุให้ฝ่ายก้าวหน้าในพรรคแยกตัวมาตั้งพรรคอามานาฮ์และเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน

ขณะนี้พาสไม่ประกาศชัดเจนว่าตนเลือกอยู่ข้างฝ่ายค้านหรือรัฐบาล อนาคตของพาสไม่แน่นอน โดยอาจสูญเสียคะแนนเสียงครั้งใหญ่ หรืออาจกลายเป็นตัวแย่งคะแนนเสียงจากผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายค้านในพื้นที่มลายูบางเขตได้

กลเม็ดอันไม่ชอบมาพากลของอัมโน

ผลสำรวจความเห็นของประชาชนจากองค์กรทั้งในและนอกประเทศสรุปผลการเลือกตั้งไปในทางเดียวกันว่า ฝ่ายค้านนำโดยมหาเธร์มีแนวโน้มจะชนะคะแนนเสียง popular vote มากขึ้น แต่นาจิบ ราซัคและแนวร่วมพรรครัฐบาลจะยังคงได้ที่นั่งข้างมากในรัฐสภาอยู่ได้

นายนาจิบถูกวิจารณ์ว่าใช้กฎหมายต่อต้านข่าวปลอมเป็นเครื่องมือควบคุมฝ่ายที่เห็นต่างและจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, นายนาจิบถูกวิจารณ์ว่าใช้กฎหมายต่อต้านข่าวปลอมเป็นเครื่องมือควบคุมฝ่ายที่เห็นต่างและจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

สาเหตุสำคัญคือการจัดแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่โดยคณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งได้มติจากรัฐสภารับรองในช่วงสัปดาห์ก่อนการยุบสภาฯ การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นี้ ที่ใช้วิธีแบ่งซอยพื้นที่ชนบทและพื้นที่รอบนอกของเมืองใหญ่ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูออกเป็นหลาย ๆ เขตเลือกตั้ง ส่งผลให้มีจำนวนที่นั่งจากพื้นที่มลายูที่เป็นฐานเสียงของอัมโนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็รวบเอาพื้นที่เลือกตั้งที่มีคนเชื้อชาติอื่น ๆ ไว้ด้วยกันโดยเฉพาะพื้นที่เมืองใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของฝ่ายค้านทำให้จำนวนที่นั่งในสภาฯ ในเขตฝ่ายค้านลดลง

การแบ่งเขตครั้งนี้ก่อให้เกิดพื้นที่เลือกตั้งต่าง ๆ ที่มีจำนวนประชากรที่แตกต่างกันกว่า 5-6 เท่า การคำนวนคร่าว ๆ จากนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากไม่มีการย้ายค่ายครั้งใหญ่ของผู้ลงคะแนนกลุ่มภูมิบุตรไปยังฝั่งฝ่ายค้านแล้ว การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นี้เป็นการการันตีเพิ่มเก้าอี้ในสภาฯ ให้ฝ่ายรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระทั่งในกรณีที่ได้เสียง popular vote ไม่ถึง 20% ก็ตาม นอกจากนั้นการกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันพุธซึ่งเป็นวันทำงาน ที่แม้จะประกาศให้เป็นวันหยุดแต่ยังสามารถสร้างอุปสรรคต่อผู้ออกเสียงที่ทำงานในเมืองที่ต้องเดินทางไปลงคะแนนในต่างจังหวัด อาจกระทบต่อจำนวนผู้ออกมาลงคะแนนเสียงได้ โดยในการเลือกตั้งครั้งที่รัฐบาลพ่ายแพ้คะแนน popular vote มีผู้ลงคะแนนเสียงสูงเป็นประวัติการณ์คือกว่า 84%

ช่วงสัปดาห์ก่อนยุบสภาฯ รัฐบาลยังผลักดันผ่านกฎหมายต่อต้านข่าวปลอม หรือ Anti-Fake News Act ขึ้น ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 ปี ปรับไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อใครก็ตามที่เผยแพร่หรือสนับสนุนทางการเงินต่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลตัดสินว่าเป็น 'ความเท็จส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด' กฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็นความพยายามของนาจิบในการปิดปากพรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะในกรณี 1MDB

รายงานการสำรวจของหลายกลุ่มชี้ว่า การชนะเลือกตั้งจนตั้งรัฐบาลได้ของฝ่ายค้านจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีสิ่งมหัศจรรย์บังเกิด แต่ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซียครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ในการทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของการต่อสู้ทางการเมืองในระบบพรรคการเมืองที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือมันเปิดโอกาสให้ทำความเข้าใจต่อทัศนคติเกี่ยวกับประชาธิปไตยของประชาชนในสังคมมาเลเซียอีกด้วย

ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง เป็นนักวิจัย โครงการ 'ชนชั้นนำและแรงงานในเอเชีย' ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย