องค์การอนามัยโลก: ประชากรโลก 9 ใน 10 คนหายใจอากาศปนเปื้อน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
องค์การอนามัยโลก (WHO) สรุปผลรายงานว่า ประชากรโลก 9 ใน 10 คนหายใจอากาศปนเปื้อน และระดับมลพิษทางอากาศยังอยู่ในระดับสูง "อย่างอันตราย" ในหลายภูมิภาคของโลก
ขณะที่แพทย์หัวหน้าทีมวิจัยในเชียงใหม่พบว่าฝุ่นละอองมีผลต่อผู้ป่วยอย่างชัดเจน และแนะนำว่าไทยควรปรับเกณฑ์คุณภาพอากาศให้ตรงกับองค์การอนามัยโลก
จากข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) องค์การอนามัยโลกประเมินด้วยว่าการใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษทางอากาศยังเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 7 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2016
เมืองกันเปอร์ ทางตอนเหนือของอินเดีย มีสภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลกในปี 2016 ตามฐานข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก โดยมีระดับฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ยทั้งปีที่ 173 มก./ลบ.ม (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งนับว่าสูงกว่าระดับปลอดภัยถึง 17 เท่า
ใน 20 อันดับแรกของเมืองที่มีค่าฝุ่นละอองสูงที่สุด ยังประกอบด้วย 14 เมืองจากอินเดีย เช่น ฟาริดาบัด พาราณสี และคยา นอกจากนี้ยังมีเมืองจาก จีน คูเวต และมองโกเลีย ร่วมด้วย
ทั่วโลกตื่นตัวมากขึ้น

ที่มาของภาพ, AFP
องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีประเทศที่ตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2016 จำนวนเมืองที่ตรวจวัดสภาพอากาศและส่งข้อมูลให้กับองค์การอนามัยโลกเพิ่มขึ้นถึง 1,000 แห่ง
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการเผยฐานข้อมูลครั้งนี้ คือ องค์การอนามัยโลกยังขาดข้อมูลสถิติเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในหลายภูมิภาค อย่างเช่น ภูมิภาคอาเซียนมีข้อมูลอยู่ไม่ถึง 50 เมือง
ในฐานข้อมูลดังกล่าว ประเทศไทยมีเพียง 18 จังหวัดเท่านั้นที่มีข้อมูลคุณภาพอากาศในปี 2016 จังหวัดที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สระบุรี เชียงใหม่ นครสวรรค์ เชียงราย และเลย
ทั้ง 5 จังหวัดข้างต้นมีปริมาณฝุ่นละอองเกินเกณฑ์ปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า ระดับอนุภาคฝุ่นขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน หรือที่เรียกว่าฝุ่นละออง PM10 ที่ปลอดภัยต้องอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 มก./ลบ.ม เฉลี่ยต่อ 24 ชั่วโมง
ปลอดภัยไม่เท่ากัน

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมมลพิษของไทย ยังคงใช้ดัชนีคุณภาพอากาศที่กำหนดให้ ปริมาณฝุ่นละออง PM10 ไม่เกิน 120 มก./ลบ.ม เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ยังถือเป็นอากาศ "คุณภาพปานกลาง" ที่ "ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ" ขณะที่ฝุ่นละออง PM 2.5 จะถือว่าอันตรายต่อเมื่อเกิน 50 มก./ลบ.ม
ฝุ่น PM2.5 ที่ว่านี้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมักเกิดจากเครื่องยนต์ดีเซลและการเผาถ่านไม้และมีอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เพราะสามารถเข้าสู่ปอดส่วนลึกของมนุษย์และสร้างความเสียหายให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจ
ภาคประชาชนก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐเท่าที่ควร เช่น เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประชาชนและนักรณรงค์ในเชียงใหม่เตรียมจัดกิจกรรมเรียกร้องให้ภาครัฐแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ
แต่สุดท้ายงานดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไป หลังจากผู้ว่าฯ เชียงใหม่ แสดงเจตนาฟ้องร้องเอาผิดกับ บรรณาธิการนิตยสาร City Life Chiang Mai ผู้จัดงาน หลังพบว่ามีการนำภาพวาดของ 3 กษัตริย์ของจังหวัดเชียงใหม่สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นมาเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก
ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่นละอองในภาคเหนือ เชื่อว่าไทยควรปรับมาตรฐานให้เท่ากับสากล
"ผมคิดว่าเราควรปรับมาตรฐานให้เท่ากับขององค์การอนามัยโลก เพราะคนไทยคงไม่ได้มีทางเดินหายใจที่แข็งแรงกว่าคนอื่น และแนวทางของประเทศไทยนั้นทำให้ประชาชนเชื่อว่ายังปลอดภัยอยู่แม้สูงเกินกว่ามาตรฐานของ WHO แล้ว" เขากล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์
จากการศึกษาและเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลทางภาคเหนือในช่วงก่อนหน้านี้ ศ.นพ.ชายชาญ พบว่าเมื่อฝุ่นละออง PM10 เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 มก. จะทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนไข้ในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 0.3%
ศ.นพ.ชายชาญยังระบุว่า จากการศึกษาในรายที่เป็นหอบหืด ถุงลมโป่งพองกำเริบ พบว่าคนไข้มีอาการกำเริบของโรคตามปริมาณฝุ่นขนาดที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ไมโครกรัม หมายความว่าหากฝุ่นมีปริมาณเพิ่มขึ้น 300 มก. จะมีจำนวนผู้ป่วยอาการกำเริบเพิ่มขึ้นถึงราว 30-50%
"เมื่อสังเกตร่วมกับข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลที่เกิดจากการวิจัยทดลอง เราก็พบว่ามันมีผลจริง มันไม่ใช่แค่แสบตา ไม่ใช่แค่ทัศนวิสัยไม่ดี"
"ที่เห็นได้คือ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ อย่างเช่น จมูกอักเสบ ปอดอักเสบ ไอเรื้อรัง เจ็บคอ ไซนัสอักเสบ หอบหืดกำเริบ หรือโรคถุงลมโป่งพองกำเริบ หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ นอกจากนี้ยังส่งร้ายแรงต่อทารกที่คลอดมาใหม่ อาจทำให้เกิดอาการปอดวายเฉียบพลันได้เลย" ศ. นพ.ชายชาญกล่าว










