จากลูกโป่งไปจนถึงการกระจายเสียงผ่านลำโพง ย้อนดูยุทธวิธีสงครามอัน "หยุมหยิม" ของเกาหลีเหนือ-ใต้

Composite image of Mr Kim (L) and Mr Moon (R)

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, อีเว็ตต์ แทน
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี

ย้อนดูกลยุทธ์ตอบโต้อันแสน "หยุมหยิม" ระหว่างสองชาติเกาหลี ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างสองผู้นำเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

หลังจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ดำเนินมาหลายปี การประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างผู้นำสองประเทศถือเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังสำหรับนักการเมืองเกาหลีใต้ ตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดเมื่อปี 1953 ทั้งสองประเทศไม่เคยลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ และไม่เคยมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ

นโยบายตะวันฉาย (Sunshine Policy) ที่ดึงให้ทั้งสองประเทศกลับมามีปฏิสัมพันธ์กันอีกครั้งในช่วงปลายยุค 90 และทำให้ คิม แด-จุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ก็มาพังครืนลงภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี เมื่อเกาหลีใต้เปลี่ยนท่าที และเกาหลีเหนือก็เดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อ

และสิ่งที่ดำเนินมาตลอดคือความพยายามของทั้งสองประเทศที่จะยั่วโมโหกันและกันด้วยวิธีการที่หลายคนมองว่าดูหยุมหยิม และไม่ได้มุ่งสร้างความเสียหายในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้นึกถึงเทคนิควิธีที่สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาทำในยุคสงครามเย็น

และนี่คือกลวิธีที่ทั้งสองฝ่ายใช้ "โจมตี" กันและกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เปิดลำโพงกระหน่ำ

ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันทาง "เสียง" มาหลายปีแล้ว และก่อนเดือน ส.ค. ปี 2015 ทั้งสองประเทศหยุดการกระจายเสียงผ่านลำโพงไปสองสามปีภายใต้ข้อตกลงระหว่างกัน แต่ในปี 2015 เกาหลีใต้กระจายเสียงทางลำโพงอีกครั้งหลังจากทหารเกาหลีใต้สองคนบาดเจ็บสาหัสจากกับระเบิดของเกาหลีเหนือบริเวณเขตปลอดทหาร (DMZ)

แต่ในปีเดียวกัน เกาหลีใต้ก็หยุดการกระจายเสียงอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้งในปี 2016 หลังจากเกาหลีเหนืออ้างว่าได้ทำการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน

สิ่งที่เกาหลีใต้กระจายเสียงผ่านลำโพงมีหลากหลาย ตั้งแต่รายงานอากาศ ละคร ข่าวจากทั้งสองประเทศเกาหลี ไปจนถึงเพลงเค-ป๊อป แม้จะมุ่งเป้าไปที่ทหารที่ประจำการอยู่บริเวณเขตพรมแดน แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเขตปลอดทหารก็รับฟังได้

A loudspeaker is seen at a military base near the border between South Korea and North Korea on January 8, 2016

ที่มาของภาพ, Getty Images

"มีการเปิดลำโพงไว้ทั้งวันทั้งคืน และมันส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของทหารเกาหลีเหนือเพราะทำให้ทหารบางคนนอนไม่หลับ บ้างก็เหนื่อยหน่ายที่ต้องฟังสิ่งเหล่านี้ทั้งวัน" ดร.เจมส์ คิม จากสถาบันศึกษาด้านนโยบายอาซัน (Asan Institute for Policy Studies) ที่เกาหลีใต้ บอกกับบีบีซี "สิ่งที่เกาหลีเหนือกังวลก็คือผลกระทบทางจิตวิทยาจากการกระจายเสียงเหล่านี้"

ทางฝั่งเกาหลีเหนือเองก็มีการกระจายเสียงข้อความที่มีเนื้อหาโจมตีเกาหลีใต้และพันธมิตรตามสูตร แต่ว่ากันว่าเสียงฝั่งเกาหลีเหนือเบากว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณภาพของลำโพง

ตอนนี้เกาหลีใต้หยุดการกระจายเสียงไปแล้ว ไม่กี่วันหลังจากเกาหลีเหนือประกาศหยุดการทดสอบนิวเคลียร์ และการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป และดูเหมือนว่าฝ่ายเกาหลีเหนือก็หยุดการกระจายเสียงเช่นกัน

ขณะนี้ทางเกาหลีใต้ยังไม่ได้บอกว่ามีแผนจะกลับมากระจายเสียงอีกหรือไม่หลังการประชุมสุดยอดเสร็จสิ้นลง

ขนาดเสาธง

ในยุคปี 80 รัฐบาลเกาหลีใต้สร้างเสาธงสูง 97 เมตรที่หมู่บ้าน เทซอง ดง บริเวณชายแดนของสองประเทศ จากนั้นเกาหลีเหนือก็ตอบโต้ด้วยการสร้างเสาธงสูง 160 เมตรจากหมู่บ้านฝั่งพรมแดนของตน

ดร. คิม บอกว่า "มันอาจจะสำคัญสำหรับเกาหลีเหนือที่ต้องสร้างเสาธงที่สูงกว่า แต่เกาหลีใต้อาจจะไม่ได้ใส่ใจเลยก็ได้"

A North Korean national flag in North Korea's propaganda village of Gijungdong is seen from an observation post on April 11, 2018 in Panmunjom

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เกาหลีเหนือก็ตอบโต้ด้วยการสร้างเสาธงสูง 160 เมตรจากหมู่บ้านฝั่งพรมแดนของตน

ชวนเชื่อผ่านลูกโป่ง

ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในการปล่อยลูกโป่งให้ลอยไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

ในเกาหลีใต้ ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลุ่มศาสนา ปล่อยลูกโป่งเป็นประจำโดยบรรจุของหลากหลายไว้ข้างใน ไม่ว่าจะเป็นใบปลิวหรือคุกกี้ช็อกโกแลต

อเล็กซ์ แกรดสตีน หัวหน้าฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ประจำมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Foundation) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการแฟลชไดรฟ์เพื่อสันติภาพ บอกว่า ลูกโป่งสามารถลอยไปได้เป็นระยะทางหลายพันไมล์และเป็นกลวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก

แฟลชไดรฟ์ที่มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนบรรจุไว้ในลูกโป่งประกอบไปด้วยข้อมูลหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการทีวี สารคดี หรือวิดีโอที่บันทึกชีวิตประจำวันในเกาหลีใต้

South Korean and US activists release balloons carrying anti-Pyongyang leaflets at a field near the Demilitarized zone

ที่มาของภาพ, Getty Images

เกาหลีเหนือเองก็เคยปล่อยลูกโป่งไปยังฝั่งเกาหลีใต้เช่นกัน ในปี 2016 มีการพบใบปลิวที่มีเนื้อหาสรรเสริญเกาหลีเหนือในกรุงโซล ซึ่งเป็นช่วงก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 7 ของเกาหลีเหนือ

มีการคาดการณ์ว่า นั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยาจากฝ่ายเกาหลีเหนือ และแม้ว่าวิธีการนั้นไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรในเกาหลีใต้นัก แต่มันอาจจะเป็นมากกว่าแค่เรื่องหยุมหยิมสำหรับเกาหลีเหนือ

"สำหรับชาวเกาหลีเหนือ ใบปลิวเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา มันเป็นสิ่งที่หลอมรวมพวกเขาอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น พวกเขาอาจจะคิดว่านี่เป็นสิ่งที่อันตรายมากกว่าการตอบโต้เล็ก ๆ น้อย ๆ ทางการทหารเสียอีก"

รหัสเลขของสายลับ

ในปี 2016 เกาหลีเหนือเริ่มต้นกระจายเสียง เลขรหัสลับทางวิทยุอีกครั้งหลังจากว่างเว้นไป 16 ปี และนี่ทำให้เกาหลีใต้ไม่พอใจ

การเผยแพร่เลขรหัสลับนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านลำดับเลขที่มีแต่คนที่มีคู่มือการถอดรหัสเข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสายลับในประเทศต่างแดน โดยเผยแพร่ในช่วงดึกเป็นเวลา 12 นาทีผ่านสถานีวิทยุเปียงยาง ซึ่งเป็นสถานีเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งโจมตีเกาหลีใต้

หลังจากการว่างเว้นไป 16 ปี การเผยแพร่รหัสเลขลับนี้เริ่มต้นอีกครั้งเกือบจะหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ให้เกาหลีใต้

ยังไม่แน่ชัดว่านี่เป็นวิธีการการตอบโต้ของเกาหลีเหนือหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ มันทำให้เกาหลีใต้ไม่พอใจ และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือหยุดการกระทำดังกล่าว

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในขณะนี้นับว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในรอบหลายปี แต่หากนี่ไม่นำไปสู่การสงบศึกในระยะยาว เราอาจจะได้เห็นกลยุทธ์ลูกเล่นที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการจากทั้งสองฝ่ายอีก