ฮอลลีวูดสอบตกในเรื่องการนำเสนอภาพผู้หญิงในภาพยนตร์ได้อย่างไร?

ที่มาของภาพ, Getty Images
การวิเคราะห์ของบีบีซี พบว่า ฮอลลีวูดไม่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการนำเสนอภาพผู้หญิงในภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ 89 เรื่องผ่านเกณฑ์การวัดเกี่ยวกับการนำเสนอภาพของผู้หญิงในภาพยนตร์ไม่ถึงครึ่ง
การนำเสนอภาพของผู้หญิงในภาพยนตร์นี้ รู้จักกันในชื่อว่า แบบทดสอบเบ็กเดิล (Bechdel Test)
ภาพยนตร์ที่ผ่านเกณฑ์นี้จะต้องมีตัวละครผู้หญิงที่มีชื่ออย่างน้อย 2 ตัวในเรื่อง และพวกเธอจะต้องมีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องผู้ชาย โดยการคุยกันนั้นเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอสำหรับการผ่านเกณฑ์การวัดนี้
การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ในช่วงทศวรรษ 1930 ผ่านเกณฑ์การทดสอบเบ็กเดิลมากกว่าทศวรรษปัจจุบัน
ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์เมื่อไม่นานนี้ อย่าง มูนไลท์ (Moonlight), นักรบผู้กล้าผ่าแผ่นดินทรราช (Gladiator) และ สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ คำตอบสุดท้าย...อยู่ที่หัวใจ (Slumdog Millionaire) ต่างไม่ผ่านเกณฑ์นี้ รวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ด้วย 2 เรื่อง
ชั่วโมงพลิกโลก (Darkest Hour) มีตัวละครหญิงที่มีชื่อ 2 ตัว แต่ไม่มีตอนไหนในเรื่องเลยที่พวกเธอคุยกันเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องผู้ชาย
ส่วน ดันเคิร์ก (Dunkirk) ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีตัวละครหญิงที่มีชื่ออยู่ในเรื่องเลย
นักแสดงหญิงสองคนในเรื่อง คือ มิแรนดา โนแลน และคิม ฮาร์ตแมน เล่นเป็นตัวละคร 2 ตัวที่รู้จักในฐานะ "พยาบาล" และ "บริกรหญิง" ตามลำดับ

เอลเลน เทจเล ซึ่งนำระบบจำแนกประเภทภาพยนตร์มาใช้ในสวีเดนเพื่อให้ความสำคัญกับภาพยนตร์ที่ผ่านเกณฑ์เบ็กเดิล กล่าวว่า "ฉันคิดว่าผู้คนกำลังทำในสิ่งที่พวกเขาได้ทำมาโดยตลอด เล่าเรื่องราวที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยไม่มีการตั้งคำถามเกิดขึ้น"
"คนในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องตระหนักว่า พวกเขามีอำนาจและความรับผิดชอบในกระบวนการทำหนัง"
รีอันนา ดิลลอน ผู้สื่อข่าวภาพยนตร์และผู้ประกาศ กล่าวว่า ผู้หญิงไม่ควรหยุดอยู่แค่การจำกัดตัวเองในภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ชายเท่านั้น
"เราควรมีเรื่องราวของตัวเอง ชั่วโมงพลิกโลก (Darkest Hour) เป็นหนังที่มีผู้ชายเป็นตัวนำ และจำกัดบทบาทของผู้หญิงในเรื่อง พวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อใคร?" เธอกล่าว
"ก่อนจะเริ่มทำภาพยนตร์สักเรื่อง ควรจะตระหนักก่อนว่า มีแต่ผู้ชายผิวขาวอยู่ในเรื่อง ถึงจะเป็นการเพียงพอสำหรับการเริ่มทำภาพยนตร์"
ในการ์ตูนเรื่อง Dykes to Watch Out For ของอลิสัน เบ็กเดิล (Alison Bechdel) เป็นเรื่องของผู้หญิง 2 คนคุยกันว่าจะไปดูหนัง เมื่อคนหนึ่งพูดถึงรายละเอียดของ "กฎ" ที่เธอใช้ในการเลือกชมภาพยนตร์ ปรากฏว่าไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่ตรงกับความต้องการของเธอเลย ตัวละครในการ์ตูนจึงกลับบ้าน
หลักเกณฑ์ที่ไม่ได้ตั้งขึ้นอย่างจริงจังเพื่อใช้วัดการนำเสนอภาพของผู้หญิงในอดีตนี้ ปัจจุบันกลับมีคนใช้อย่างแพร่หลายเพื่อวิจารณ์ภาพยนตร์

ฮอลลี ทาร์ควินี ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์บาธ (Bath Film Festival) กล่าวว่า "ฉันชอบที่แบบทดสอบเบ็กเดิลทำให้เกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ในภาพยนตร์"
"เรื่องที่เป็นอุปสรรคก็คือ หนังที่มีเนื้อหาเกลียดชังผู้หญิงกลับผ่านเกณฑ์นี้ มันไม่ได้บอกอะไรคุณเลยว่า หนังมีเนื้อหาอย่างไร"
"หนังโป๊จำนวนมากผ่าน หนังเรื่อง เดอะ บิกินี คาร์วอช คอมพานี (The Bikini Carwash Company) ผ่านการทดสอบเบ็กเดิล แต่หนังเรื่อง กราวิตี้ มฤตยูแรงโน้มถ่วง (Gravity) ไม่ผ่าน"

วิธีการประเมินภาพยนตร์ทำอย่างไร?
ทีมงาน บีบีซี 100 วีเมน (BBC 100 Women) ได้ชมภาพยนตร์หลายสิบเรื่อง โดยใช้มาตรฐานตามเกณฑ์การทดสอบเบ็กเดิลในการประเมินภาพยนตร์เหล่านั้น
ข้อมูลที่ได้มีการนำไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ bechdeltest.com ที่เปิดให้คนจำนวนมากช่วยกันประเมิน
หากทีมงานของบีบีซีคนใดมีคำถามเกี่ยวกับการประเมินภาพยนตร์เรื่องใด หรือมีความเห็นไม่ตรงกันกับเว็บไซต์ bechdeltest.com ก็จะต้องตรวจสอบกับทีมงานคนอื่นอีก 2 คนเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน

เทจเล ใช้แบบทดสอบนี้ที่โรงภาพยนตร์ของเธอในสวีเดน และภาพยนตร์ที่ผ่านจะได้รับการจำแนกประเภทเป็น ประเภทเอ
"มีหนังหลายเรื่องที่ผ่านเพียงเพราะฉากแค่ฉากเดียว" เธอกล่าว
"เราได้อีเมล์ที่แสดงความไม่พอใจหลายฉบับ ที่บอกว่า หนังบางเรื่องไม่ควรผ่าน เพียงเพราะฉากไม่กี่ฉาก"
"แต่นั่นก็เป็นการบอกอะไรบางอย่างเช่นกันว่า ผู้คนกำลังชมและมีปฏิกิริยา หมายความว่าพวกเขาให้ความสนใจ และใส่ใจจริง ๆ ส่วนตัวฉันถือเป็นความสำเร็จในการทำเช่นนี้"

มีหลายคนที่ชี้ว่า แบบทดสอบนี้พูดถึงเฉพาะเรื่องเพศ แต่ไม่สนใจรูปแบบการนำเสนอตัวละครในเรื่องในแบบอื่น ๆ"
คอร์รินา อันโตรบุส ผู้ก่อตั้งเบ็กเดิลเทสต์เฟสต์ (Bechdel Test Fest) กล่าวว่า ถ้าเธอจะหาวิธีใหม่ในการประเมินภาพยนตร์ "มันจะต้องพูดถึงหลายด้านที่ทับซ้อนกันมากกว่านี้" อย่างเช่น เชื้อชาติ ชนชั้น เพศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันและกัน
"มันคงจะเป็นการประเมินเกี่ยวกับวิธีการที่หนังพูดถึงผู้หญิงผิวสี พูดถึงเรื่องเพศ ภูมิหลังทางศาสนา และความสามารถต่าง ๆ เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ใครที่หายไป หรือถูกนำเสนอในแบบที่ยังไม่ดีพอ" เธอกล่าว
จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิแอนเนินเบิร์ก (Annenberg Foundation) ภาพยนตร์ 34 เรื่องจาก 100 เรื่อง ในปี 2016 เป็นเรื่องที่มีผู้หญิงเป็นตัวละครเด่น หรือเป็นตัวนำร่วมกับผู้ชาย
ในจำนวนนั้น มีเพียง 3 เรื่องที่แสดงโดยนักแสดงหญิงที่มาจากกลุ่มเชื้อชาติที่ยังไม่ได้รับการนำเสนอมากอย่างเพียงพอ
ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งของหนังที่ดีที่สุดของปี 2016 จำนวน 100 เรื่องที่ถูกประเมิน ไม่มีตัวละครผู้หญิงผิวดำที่มีบทพูดอยู่เลย (จำนวน 47 เรื่อง จาก 100 เรื่อง) และจำนวน 2 ใน 3 หรือมากกว่านั้นก็ไม่มีตัวละครผู้หญิงเอเชียอยู่ (66 เรื่อง จาก 100 เรื่อง) ส่วนที่ไม่มีตัวละครผู้หญิงละตินอยู่มีจำนวน 72 เรื่อง จาก 100 เรื่อง
"ในทางกลับกัน มีภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2016 จำนวนเพียง 11 เรื่อง จาก 100 เรื่อง ที่ไม่มีผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิงผิวขาวปรากฏอยู่ในเรื่อง" ผลการศึกษาระบุ

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์จำนวน 44 เรื่อง จาก 89 เรื่อง ผ่านเกณฑ์แบบทดสอบเบ็กเดิล รวมถึงเรื่อง แผนฉกฟ้าแลบลวงสะท้านโลก (Argo) และเรื่อง ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม (Schindler's List)
แต่ในภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว กลับมีบทที่ผู้หญิงพูดอยู่น้อยมาก เพียงแค่มีการสนทนากัน 1-2 ฉาก ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ผ่านเกณฑ์เท่านั้น
นักวิจารณ์ภาพยนตร์และผู้ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ต่างถกเถียงกันถึงเรื่องว่า ตัวละครผู้หญิงควรจะคุยกันนานแค่ไหน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์
ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง คนข่าวคลั่ง (Spotlight) ซึ่งเป็นภาพยนตร์การทำข่าวสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับการปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศเด็กของบาทหลวงศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เกิดการถกเพียงกันในเว็บไซต์ของเบ็กเดิลอย่างมาก
ในฉากหนึ่ง คุณยายของ ซาชา ไฟเฟอร์ (รับบทโดย ราเชล แม็คอดัมส์) ผู้สื่อข่าวในเรื่อง ได้ขอน้ำ 1 แก้วจากเธอ โดยคุณยายในเรื่องไม่ได้ปรากฏว่ามีชื่อและนามสกุลอะไรในเครดิต
ผู้ใช้งานเว็บไซต์เบ็กเดิลคนหนึ่ง บอกว่า "ฉันไม่คิดว่าคุณยายที่ขอน้ำ 1 แก้วนั้น หลังจากรู้ถึงการล่วงละเมิดทางเพศของพวกผู้ชายในศาสนาคริสต์ จะทำให้ภาพยนตร์นี้ผ่านเกณฑ์"
ขณะที่ผู้ใช้งานที่ชื่อว่า CA2MA ไม่เห็นด้วย โดยเขียนว่า "ฉันคิดว่าจริง ๆ แล้ว ฉากขอน้ำ 1 แก้วนี้มีความสำคัญและมีพลังมากในหนังเรื่องนี้"
"แม้ว่าคุณยายไม่ถูกระบุว่าชื่ออะไร แต่เธอเป็นตัวละครสำคัญ เธอเป็นเสียงสะท้อนของผู้อ่าน [บอสตัน]โกลบ (ชื่อหนังสือพิมพ์ในเรื่อง)"
"เรื่องราวการปกปิดที่เธอกำลังอ่านอยู่ มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องของผู้ชาย มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพัน และความล้มเหลวของสถาบัน"
เช่นเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่อง อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) ก็ทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นเกี่ยวกับฉากที่ผู้หญิง 2 คน ซึ่งกำลังคุยกันเกี่ยวกับทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม ผู้คนถกกันว่าฉากนี้ควรถูกมองว่าเป็นการพูดถึงผู้ชาย หรือการคุยถึงเรื่องอื่น

ขณะที่งานวิจัยได้มุ่งเน้นไปที่ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ และภาพยนตร์ของสหรัฐฯ แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การศึกษาจากสถาบันจีนาเดวิส (Geena Davis Institute) ระบุว่า ประเทศที่ผลิตภาพยนตร์ประเทศอื่น ๆ กำลังประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ที่มีความสมดุลทางเพศมากขึ้น
จากการวิเคราะห์ภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกที่ฉายระหว่างปี 2010-2013 พบว่า จีนมีภาพยนตร์ที่มีความสมดุลทางเพศจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยเกาหลี, สหราชอาณาจักร, บราซิล และเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม มีภาพยนตร์ทั่วโลกจำนวนน้อยมากที่กำกับโดยผู้หญิง และก็มีภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์เพียงเรื่องเดียวที่มีผู้กำกับเป็นผู้หญิง
ขณะที่แคทลิน บิเกโลว์ คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากออสการ์ จากการกำกับภาพยนตร์เรื่อง หน่วยระห่ำ ปลดล็อคระเบิดโลก (The Hurt Locker) ในปี 2009 แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบเบ็กเดิล
ดิลลอน กล่าวว่า "หลายสิบปีแล้ว ที่มีข้อสรุปว่า ผู้หญิงจะยังคงชมภาพยนตร์เหล่านี้ ไม่ว่าใครจะแสดง เพราะมีให้ชมอยู่แค่นั้น"
"ขณะที่ผู้ชายเลือกได้ เพราะว่าพวกเขาอยู่ในเรื่องอยู่ตลอดเวลา ผู้หญิงมีข้อจำกัด แต่เราไม่รู้ เพราะมันต่ำกว่าระดับที่จะรับรู้ได้"
ดิลลอน เชื่อว่า จะยังต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่ฮอลลีวูดจะจัดการปัญหาเรื่องการนำเสนอภาพผู้หญิงในภาพยนตร์ได้ แต่ภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ อย่างเรื่อง ทอนย่า บ้าให้โลกคลั่ง (I, Tonya) และแบล็ก แพนเธอร์ (Black Panther) ทำให้เธอมีความหวังมากขึ้น
"แบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) น่าตื่นเต้นมาก เพราะบริษัทที่ทำไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ นี่เป็นหนังจากมาร์เวลและดิสนีย์" เธอกล่าว
ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เธอชี้ว่า มีตัวละครผู้หญิง ที่"ฉลาดและกล้าหาญ" หลายตัว ซึ่งถูกนำเสนอในแบบ "ปกติ"
"นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ชมตื่นเต้นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้" เธอกล่าว
นอกจากนี้ การที่บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มีการนำเสนอที่หลากหลายมากขึ้น ก็อาจจะได้ผลกำไรมากขึ้นไปด้วย โดยงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ภาพยนตร์ที่มีความเท่าเทียมทางเพศทำเงินได้มากกว่าในการผลิต
เทจเล บอกผู้ผลิตภาพยนตร์ในอนาคตว่า "ให้กล้าทำลายอคติ"
"คุณอาจจะได้ทำหนังที่ดีกว่าเดิม ด้วยเรื่องราวที่ดีกว่าเดิมก็ได้"











