'พวกมากลากไป' เลวร้ายอย่างไร?

ทำไมผู้คนจึงมักจะคล้อยตามพฤติกรรมแบบ 'พวกมากลากไป' และเราจะต้านทานพฤติกรรมแบบ 'พวกมากลากไป' ได้อย่างไร?
ยังจำเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่?
จอน รอนสัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง So You've Been Publicly Shamed เล่าถึงเหตุการณ์ในเดือนธันวาคมปี 2013 ว่า "จัสติน ซักโก เป็นสาวพีอาร์ ที่มีคนติดตามเธอทางทวิตเตอร์ 170 คน แล้วเธอก็เล่นมุกกับผู้ติดตามในทวิตเตอร์ของเธอ"
ขณะที่เธออยู่ที่สนามบินฮีธโทรว์ ก่อนขึ้นเครื่องบินไปเมืองเคปทาวน์ของแอฟริกาใต้ เธอได้ทวีตข้อความว่า "กำลังไปแอฟริกา หวังว่าคงไม่ติดเอดส์ ล้อเล่นนะ ฉันเป็นคนขาว"
รอนสันกล่าวว่า เธอไม่ได้ตั้งใจที่ทำตัวเป็นคนเหยียดเชื้อชาติ แต่เธอกำลังพยายามเล่นมุกที่ล้อเลียนความเป็นคนผิวขาวที่ดูเหมือนเป็นข้อได้เปรียบของเธอ
เธอทวีตข้อความนี้ และไม่มีใครตอบข้อความของเธอ เพราะเธอมีผู้ติดตามเพียง 170 คนเท่านั้น ก็เลยไม่มีใครรับมุกตลกนี้ของเธอ
จากนั้นเธอก็ขึ้นเครื่องและปิดโทรศัพท์ แล้วก็นอนหลับไป เมื่อเครื่องแล่นลงจอดที่เมืองเคปทาวน์ เธอจึงเปิดโทรศัพท์มือถือ ทันนั้นใดก็มีเพื่อนที่เธอไม่ได้ติดต่อมานานตั้งแต่สมัยมัธยมปลายส่งข้อความเข้ามาที่มือถือของเธอว่า "ฉันเสียใจด้วยนะที่เกิดเรื่องแบบนี้กับเธอ"

จัสติน ได้แต่มองข้อความนั้นพร้อมกับความงุนงง จากนั้นก็มีอีกข้อความหนึ่งที่ส่งมาว่า "โทรหาฉันเดี๋ยวนี้" คนที่ส่งมาคือเพื่อนสนิทของเธอเอง "เธอกลายเป็นคนนำเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ของโลกในตอนนี้"
รอนสันเล่าว่า เรื่องของเรื่องก็คือ ขณะที่เธอหลับอยู่บนเครื่องบินนั้น หลับแบบไม่รู้ไม่ชี้ และไม่คิดว่ามุกตลกที่เธอทวีตไปนั้นจะถูกส่งต่อไปทั่วโลก และกลับมาทำร้ายตัวเธอเอง
ผู้คนหลายแสนคนพากันทวีตข้อความว่า
"เราจะต้องจับผู้หญิงคนนี้เผาไฟ"
"เราต้องแจ้งรายงานเธอ"
บางคนถึงขั้นค้นจนรู้ว่าเธอขึ้นเครื่องบินลำไหน และเข้าไปแกะรอยเส้นทางบินของเธอทางเว็บไซต์ ทำให้มีคนจำนวนมากรอเธอลงจากเครื่องบิน
ผู้คนต่างพากันทวีตข้อความทำนองว่า "เราเกือบจะได้ดูจัสติน ซักโก ถูกเผาจริง ๆ แล้ว ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าถูกเผาเสียด้วยซ้ำ"
รอนสันกล่าวว่า เธอถูกทำลายโดยไม่ได้รับโอกาสในการชี้แจงแถลงไขใด ๆ แต่หนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจที่สุดก็คือ ถ้ามีใครสักคนพยายามจะบอกว่า "เดี๋ยวก่อน ฉันไม่แน่ใจว่าสมควรจะทำเช่นนี้กับ จัสติน ซักโก ไหม? ฉันไม่แน่ใจว่า เธอตั้งใจจะเป็นคนเหยียดเชื้อชาติ" ผู้คนก็จะรุมต่อว่าคนคนนั้น
"นี่คือตัวอย่างของอันตรายของการถูกพวกมากลากไป มันทำให้คุณกลายเป็นอันธพาล" รอนสัน กล่าว

คำว่า "คิดตามกลุ่ม" (Groupthink) เป็นคำที่ เออร์วิง เจนิส นักจิตวิทยานำมาใช้จนเกิดความนิยมอย่างมากในทศวรรษ 1970
นิก ชาเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ กล่าวว่า การคิดตามกลุ่ม หรือ 'พวกมากลากไป' นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มคนเริ่มมีพฤติกรรมไปในทางเดียวกัน เริ่มคิดทำนองเดียวกัน สนับสนุนความเห็นแบบเดียวกัน แต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แต่ละคนในกลุ่มคิดเช่นนั้นจริง ๆ และรู้สึกอึดอัดใจเมื่อต้องแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นพ้องกับคนอื่น ๆ
"เมื่อการคิดตามกลุ่มเกิดขึ้น เราทุกคนก็จะเริ่มมีความเห็นอย่างเดียวกัน เห็นด้วยกับการโต้แย้งอย่างเดียวกัน เริ่มที่จะมีการสอดประสานกันขึ้น"
ชาเตอร์ บอกว่า นี่ถือเป็นการเรื่องดี หากมองจากมุมที่ต้องการเลี่ยงการไม่ลงรอยและไม่เห็นพ้องต้องกันภายในกลุ่ม แต่มันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีการกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วยออกไป ซึ่งคนคนนั้นอาจจะเป็นคนที่มีสารสำคัญที่ต้องการสื่อออกมา

แล้วอะไรคือทางแก้ปัญหา?
แคส ซันสตีน ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และนักเขียน กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดในการบรรเทาปัญหาของการคิดตามกลุ่มก็คือ การมีวัฒนธรรมที่กำหนด 'ผู้เล่นในทีม' ซึ่งไม่ใช่ใครสักคนที่คล้อยตามกับกลุ่ม และทุกคนยิ้มเมื่อเห็นหน้า แต่ 'ผู้เล่นในทีม' คือคนที่ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติ่มในการอภิปรายกลุ่ม
จอน รอนสัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง So You've Been Publicly Shamed กล่าวเพิ่มเติมว่า "หนึ่งในเรื่องย้อนแย้งก็คือ ในสื่อสังคมออนไลน์ เราต่างชอบที่จะเห็นตัวเองเป็นคนทวนกระแส แต่เมื่อเรามาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการใช้การไม่ยอมตามกระแสของแต่ละคนมาสร้างโลกที่สอดคล้องกันมากขึ้น พอใครสักคนแตกแถว คนที่ไม่ยอมทำตามกระแสอย่างเราทุกคนในแนวทางที่สอดคล้องกันอย่างน่ากลัวนี้ ก็พร้อมจะต่อว่าพวกเขา มันเหมือนกับเรากำหนดนิยามขอบเขตของความปกติขึ้น ด้วยการต่อว่าผู้คนที่อยู่ภายนอก"










