You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รู้จัก “เจมส์ โรบาร์ต” ผู้พิพากษาที่กำลังต่อกรกับทรัมป์ กรณีคำสั่งห้ามมุสลิมเข้าสหรัฐฯ
เจมส์ โรบาร์ต ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครซีแอตเทิล ได้กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังจากเขามีคำพิพากษาระงับคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามพลเมือง 7 ชาติมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
หลังจากผู้พิพากษาโรบาร์ตระงับคำสั่งดังกล่าว นายทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความเรียกเขาว่า "คนที่ได้ชื่อว่าผู้พิพากษาคนนั้น" ซึ่งมีความคิดเห็น "น่าขบขัน" ได้เพิกถอนการบังคับใช้กฎหมายไปจากประเทศของเรา
นายโรบาร์ตดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลรัฐบาลกลางในนครซีแอตเทิลมานานกว่า 10 ปีแล้ว หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสังกัดพรรครีพับลิกันเช่นเดียวกับนายทรัมป์
ผู้ที่รู้จักผู้พิพากษาโรบาร์ตมองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้พิพากษาท่านนี้กับประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง
ดักลาส แอดคินส์ นักลงทุนและอดีตนักการธนาคารซึ่งรู้จักกับโรบาร์ตมาตั้งแต่วัยเด็กบอกว่า ผู้พิพากษาโรบาร์ตเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เขาไม่ได้เป็นคนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม หรือเสรีนิยม แต่เป็นผู้ที่สนใจใน "กฎหมายและความยุติธรรม"
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คำพิพากษาของนายโรบาร์ตในการระงับคำสั่งของนายทรัมป์เป็นการชั่วคราว นับเป็นก้าวแรกในการพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของการคัดค้านคำสั่งของนายทรัมป์
โดยในช่วงที่ยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษารัฐบาลกลางอีกคน คือนายกอนซาโล คูเรียล ซึ่งรับผิดชอบพิจารณาคดีมหาวิทยาลัยทรัมป์ ในครั้งนั้นนายทรัมป์ชี้ว่านายคูเรียลไม่สามารถพิจารณาคดีได้อย่างเป็นกลาง เพราะว่าเขามีเชื้อสายเม็กซิกัน และนายทรัมป์ยังบอกด้วยว่าจะเดินหน้าปราบปรามผู้เข้าเมืองจากเม็กซิโก
แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษาโรบาร์ตในฐานะประธานาธิบดีของนายทรัมป์ และท่าทีต่อต้านระบบตุลาการของเขาในครั้งนี้มีนัยที่สำคัญ เพราะถือว่าเป็นการโจมตีระบบตรวจสอบที่ถ่วงดุลอำนาจการเมือง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประเทศจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของฝ่ายบริหาร
ในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.พ.) ผู้พิพากษาโรบาร์ตเน้นถึงระบบการแบ่งแยกอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายในการเมืองสหรัฐฯ คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ว่าแต่ละฝ่ายจะต้องมีอำนาจและทำหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน
ผู้พิพากษาโรบาร์ตเขียนว่าระบบตุลาการและศาลแห่งนี้มีหน้าที่ และขอบเขตการทำงานในการสร้างหลักประกันว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามของอีกสองฝ่ายมีความเหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วย
ผู้พิพากษาโรบาร์ตจบการศึกษาจากวิตแมนคอลเลจ ในเมืองวัลลาวัลลา รัฐวอชิงตัน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เขาทำงานในบริษัทกฎหมายเอกชนร่วม 30 ปี ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางตามคำสั่งแต่งตั้งของประธานาธิบดีบุช เมื่อปี 2547
นายแอดคินส์บอกว่านายโรบาร์ตและภรรยาไม่มีลูกของตัวเอง แต่รับเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ให้กับเด็ก ๆ ที่เป็นผู้อพยพหลายคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้เขายังเคยเป็นประธานและอยู่ในคณะกรรมการของหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนด้วย
นายพอล ลอว์เรนซ์ ทนายความคนหนึ่งชี้ว่า การที่นายโรบาร์ตเคยทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ น่าจะทำให้เขาเข้าใจถึงหัวอกของคนที่จะต้องได้รับผลกระทบจากคำสั่งของนายทรัมป์
ในระหว่างการให้ปากคำกับคณะกรรมการธิการวุฒิสภาเพื่อรับตำแหน่งผู้พิพากษาของรัฐบาล นายโรบาร์ตเปิดเผยว่าเขาเคยทำงานให้บริการทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าแรงให้กับผู้ที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมาย และเขาตระหนักดีว่า หากนำกฎหมายไปใช้อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นโอกาสในการแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ได้