You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
คาดดาวพลูโตมีมหาสมุทรคล้าย "น้ำแข็งปั่น" อยู่ใต้พื้นผิว
นักวิทยาศาสตร์เผยพบหลักฐานที่ทำให้คาดได้ว่า ใต้บริเวณที่ราบรูปหัวใจบนดาวพลูโตที่ชื่อ Sputnik Planitia อาจมีมหาสมุทรคล้าย "น้ำแข็งปั่น" ที่ประกอบไปด้วยก้อนไนโตรเจนเยือกแข็งและไนโตรเจนเหลวปนกันอยู่จำนวนมาก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีน้ำหนักถ่วงจนดึงให้ดาวพลูโตเอียงออกห่างจากแกนหมุนเดิมถึง 60 องศา
เจมส์ คีน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสารเนเจอร์ โดยระบุว่าได้นำข้อมูลมาจากรายงานการสำรวจของยานอวกาศนิว ฮอไรซันส์ ขององค์การนาซา ซึ่งได้เคลื่อนผ่านดาวพลูโตเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยพบว่าดาวพลูโตจะหันหน้าด้านที่ราบ Sputnik Planitia เข้าหาดวงจันทร์คารอนซึ่งเป็นดาวบริวารอยู่เสมอ ทำให้คาดได้ว่าบริเวณดังกล่าวน่าจะมีมวลสารน้ำหนักมากอยู่สูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ของดาวที่มีมวลสารเบาบาง จนทำให้เกิดแรงดึงดูดกับดาวบริวารในด้านดังกล่าว
ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า ที่ราบรูปหัวใจ Sputnik Planitia เกิดจากการที่ดาวพลูโตชนเข้ากับวัตถุจากอวกาศ ซึ่งที่จริงแล้วน่าจะทำให้เกิดการสูญเสียมวลสารของดาวไปมากกว่าจะมีน้ำหนักเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ฟรานซิส นิมโม จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาครูซ เห็นว่าการชนของวัตถุจากอวกาศอาจทำให้ไนโตรเจนเยือกแข็งส่วนหนึ่งใต้พื้นผิวดาวละลายกลายเป็นของเหลว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้มหาสมุทร "น้ำแข็งปั่น" มีน้ำหนักมากขึ้น และใช้เวลานับล้านปีค่อย ๆเคลื่อนตัวจากจุดกำเนิดลงมาอยู่ที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เจมส์ คีน หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ใต้พื้นผิวดาวพลูโตนั้นมีก๊าซในรูปของแข็ง เช่นไนโตรเจน มีเธน และคาร์บอนมอน็อกไซด์อยู่จำนวนมาก ซึ่งก๊าซเยือกแข็งเหล่านี้สามารถเคลื่อนตัวไปมาเหมือนธารน้ำแข็งบนโลกได้ นอกจากนี้ การที่ดาวพลูโตได้รับไนโตรเจนมาสะสมเพิ่มที่แกนกลางของดาวทุกรอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็อาจมีส่วนทำให้เกิดก้อนไนโตรเจนแข็งที่มีความหนาหลายร้อยเมตรและมีน้ำหนักมากจนถ่วงดาวพลูโตให้เอียงไปด้านหนึ่งด้วย
ปัจจุบันดาวพลูโตถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แคระและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอีกต่อไป ส่วนยานสำรวจอวกาศนิว ฮอไรซันส์ ขององค์การนาซานั้น หลังเคลื่อนผ่านดาวพลูโตไปแล้ว ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังส่วนหนึ่งของแถบไคเปอร์ที่เรียกว่า 2014 MU69 เป็นจุดหมายต่อไป โดยคาดว่าจะไปถึงในปี 2019