You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รำลึกมาฆะ มารู้จักภิกษุณีที่ กม.ไทยไม่รับรอง
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 บีบีซีไทยร่วมระลึกวันมาฆบูชาและวันกตัญญูแห่งชาติ ด้วยรายงานพิเศษถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายในร่มกาสาวพัสตร์ หลังภิกษุณีสงฆ์ (ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี) รวม 72 รูป ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เพื่อ ไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) เมื่อปลายปีที่แล้ว
"ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้น" คือคำถามที่หญิงหลายคน ไร้คิ้วและผม ห่มจีวรเหลืองเข้ม บอกกับบีบีซีไทยว่า จุดประกายให้พวกเธอละทิ้งชีวิตการงานและครอบครัว เพื่อเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักบวชในพุทธศาสนา
"จะต้องทำอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่" รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา ผู้เพียบพร้อมด้วยความสำเร็จทางด้านวิชาการและชื่อเสียง ตั้งคำถามกับตัวเองขณะจัดรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าชีวิตทางโลกตลอดเวลาเกือบ 60 ปี คงจะเพียงพอแล้ว
วันนี้เธอเป็นที่รู้จักในนาม ภิกษุณีธัมมนันทา หรือ "หลวงแม่" เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม และเป็นภิกษุณีสายเถรวาทรูปแรกของประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปอุปสมบทที่ประเทศศรีลังกาเมื่อปี 2546 หลังจากที่ผ่านการบวชสามเณรี เป็นเวลาครบ 2 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"หลวงแม่" เล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่ต้องไปบวชที่ประเทศศรีลังกาเนื่องจากประกาศของสมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อ 90 ปีที่แล้ว สั่งห้ามภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้ผู้หญิงเป็นภิกษุณี เป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ไทยยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้พระพุทธองค์บัญญัติให้การบวชภิกษุณีทำโดยสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ต้องบวชกับพระภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงบวชกับภิกษุสงฆ์ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นภิกษุณีจะต้องรับครุธรรม 8 ประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงความเคารพต่อพระภิกษุ เป็นเงื่อนไขไว้ปกป้องสถานะของนักบวชหญิงไม่ให้คลอนแคลน เนื่องจากในสมัยพุทธกาลผู้หญิงยังไม่อยู่ในสถานะที่ผู้ชายจะเคารพสักการะ และถือศีลมากถึง 311 ข้อ ซึ่งพระวินัยที่มากกว่าพระสงฆ์เกี่ยวเนื่องกับความความแตกต่างด้านสรีระเป็นสำคัญ
ภิกษุณีไทย 3 ระลอก
ในประเทศไทย มีการบันทึกเรื่องราวของภิกษุณีเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งที่นายนรินทร์ ภาษิต ให้ลูกสาว 2 คน คือ น.ส.สาระ วัย 18 ปี และ ด.ญ.จงดี วัย 13 ปี ออกบวชเป็นภิกษุณีและสามเณรีในปี 2471 โดยอ้างว่าเพื่อสืบทอดพระศาสนาให้ครบด้วยพุทธบริษัท 4 และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ถือศีลปฎิบัติอย่างจริงจัง แต่การบวชยังเป็นปริศนาว่ามีความถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ เนื่องจากไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดยินยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีนี้
เมื่อการบวชภิกษุณีกลายเป็นข่าวโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ในปีเดียวกัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 ก็มีคำสั่งห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี โดยให้เหตุผลว่า "ภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว" และนำมาสู่การจับกุมหญิงสาวทั้งสองในเวลาต่อมา
แต่ความคิดที่่ท้าทายของนายนรินทร์ ก็เป็นหมุดหมายให้พุทธบริษัท 4 ซึ่งประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีการพูดถึงในสังคมไทย
"การบวชลูกสาวของนรินทร์อาจไม่สมบูรณ์ อาจไม่มีภิกษุสงฆ์ด้วยซ้ำ คุณสาระเองก็อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งถ้าอ่านหนังสือไม่ออก การสืบสานพระศาสนาจะทำได้ยากเพราะไม่มีปริยัติ และไม่สามารถสวดปาติโมกข์ได้" หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าว พร้อมชี้ว่าเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลให้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนออกคำสั่งห้ามดังกล่าว
การรื้อฟื้นภิกษุณีในไทยมีขึ้นอีกครั้ง ในปี 2499 เมื่อนางวรมัย กบิลสิงห์ ซึ่งเป็นมารดาของหลวงแม่ธัมมนันทา ได้รับศีล 8 แล้งครองผ้าสีดอกบวบ จากรองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะเดินทางไปอุปสมบทที่ประเทศไต้หวันกับภิกษุณีสายมหายาน ทั้งนี้ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้สร้าง "วัตรทรงธรรมกัลยานี" เป็น "วัด" สำหรับพระผู้หญิงขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย ปูทางให้กับการบวชภิกษุณีของบุตรสาวในเวลาต่อมา แต่ไม่สามารถเรียกว่า "วัด" ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาต
ภิกษุณีขาดสายจริงหรือ ?
หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่แม่ของเธอออกบวชจนถึงวันที่ตัวเธอไปบวชที่ศรีลังกาห่างกันราว 30 ปี แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทัศนคติและการปฎิบัติต่อภิกษุณีในไทยไม่เปลี่ยนมากนัก คือการบวชภิกษุณียังถือเป็นเรื่องต้องห้าม และหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้เป็นเพราะมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นสถาบันที่กำกับดูแลคณะสงฆ์ไทย มีความเห็นไม่รับรองสถานะภิกษุณีว่าเป็นนักบวชในคณะสงฆ์ไทย
มติของที่ประชุม มส. เมื่อปี 2557 ที่พิจารณาเรื่องการบวชภิกษุณี อ้างประกาศของสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี 2471 โดยออกความเห็นว่า ภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นขาดสายมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ไม่มีภิกษุณีผู้ที่จะมาทำการอุปัชฌาย์ได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงยืนยันว่าภิกษุณีในสายเถรวาทนั้นขาดตอนไปแล้ว โดยพระสงฆ์ไทยเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถจะไปทำการบวชให้ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระธรรมวินัย
คำชี้แจงของ มส.ได้ระบุถึง "การสิ้นสาย" ของภิกษุณีสงฆ์ โดยเท้าความไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่อพุทธศาสนาในอินเดียและศรีลังกาเสื่อมลง หลังจากการรุกรานของกองทัพชาวฮินดูจากอินเดียใต้ และแม้ว่าต่อมา กษัตริย์ศรีลังกาทรงอัญเชิญภิกษุสงฆ์จากพม่าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาและภิกษุสงฆ์ขึ้นมาใหม่ แต่ในครั้งนั้นก็ไม่มีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์
อย่างไรก็ดี ศรีลังกาเริ่มมีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทอย่างจริงจัง เมื่อปี 2541 และมีการบวชต่อเนื่องกันทุกปีโดยมีพระอินามาลุเว ศรีสุมังคโลมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดดัมบุลละนิกายสยามวงศ์เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยอาศัยพุทธานุญาตของพระพุทธเจ้า "ให้ภิกษุทั้งหลายบวชภิกษุณี"
ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา เน้นย้ำว่า ภิกษุณีจะสิ้นสายหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากภิกษุณีเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น โดยมีการประดิษฐานพุทธบริษัท 4 ทั้งนี้ในพระไตรปิฎกไม่ได้บัญญัติว่าพระศาสดาจะอยู่กับพระภิกษุสงฆ์ แต่ให้ดูแลให้มีความรับผิดชอบเท่าๆ กัน
หลวงแม่บอกต่อว่า ความเข้าใจที่ว่าภิกษุณีสงฆ์สิ้นสายไปแล้ว "ให้หมดไปเลย" เกิดจากความเข้าใจผิดว่าผู้หญิงที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ต้องเริ่มต้นจากการบวชกับภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงไปบวชกับภิกษุสงฆ์ อย่างไรก็ดี ในพระไตรปิฎก กลับปรากฎว่าครั้งแรกที่มีการบวชภิกษุณี ภิกษุสงฆ์สามารถเป็นผู้อุปสมบทได้เลย
"ที่ดึงภิกษุณีสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบอันตรายิกธรรม หรือการสอบถามถึงสิ่งที่อาจขัดขวางการบรรลุธรรมได้ คำถามบางข้อผู้หญิงอาจจะเขินอายหากพระภิกษุเป็นผู้ถาม ฉะนั้นถ้าไม่มีภิกษุณี ผู้หญิงที่ขอบวชสามารถขอตอบอันตรายิกธรรมต่อพระภิกษุได้เลย นางก็สามารถจะบวชได้ เพราะฉะนั้นจะสิ้นสายหรือไม่ ก็สามารถทำได้โดยพระธรรมวินัย"
การกีดกันทางศาสนา
หลังจากที่หลวงแม่ธัมมนันทาได้อุปสมบท และมาจำวัดที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีเป็นเวลาหนึ่งปี โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้ามาก้าวก่าย ผู้หญิงไทยเริ่มมีความมั่นใจว่าการครองสมณเพศนั้นสามารถทำได้ และได้ออกไปอุปสมบทที่ศรีลังกาอีกหลายรูป บ้างมาปฎิบัติธรรมที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี และมีบ้างที่ออกไปตั้งวัตรหรือสำนักปฏิบัติธรรมอื่น ๆ
จนถึงวันนี้ คาดว่า มีภิกษุณีชาวไทยได้รับการอุปสมบทแล้วราว 100 รูป และหากนับรวมกับสามเณรีและสิกขมานา ก็มีไม่ต่ำกว่า 200 รูป ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ
ดร.กาญจนา สุทธิกุล ประธานกรรมการมูลนิธิพุทธสาริกา ซึ่งดูแลกิจกรรมภายในวัตรทรงธรรมกัลยาณี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า แม้การบวชภิกษุณีจะไม่ผิดกฎหมาย แต่การไม่ได้รับสถานะนักบวช ทำให้ภิกษุณีสงฆ์ยังมีคำนำหน้านางและนางสาว ซึ่ง ได้สร้างความยากลำบากทั้งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ เช่น การขออนุญาตตั้งวัด การมีหนังสือราชการรับรองสถานภาพภิกษุณี อีกทั้งที่ผ่านมายังมีเหตุที่เกิดจากการเลือกปฎิบัติหลายครั้ง อาทิ
- การอุปสมบทพระภิกษุณีสงฆ์เถรวาท ที่ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ สงขลา เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2557 โดยมีภิกษุณีสงฆ์ ทั้งหมด 12 รูป และมีภิกษุจากศรีลังกา 3 รูป และภิกษุไทย 17 รูป เป็นอุปัชฌาย์ โดยต่อมา กรรมการ มส. ได้ประกาศให้การบวชดังกล่าวเป็นโมฆะ และออกประกาศห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณีในประเทศไทย
- มส. ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) งดตรวจลงตราวีซ่าให้กับภิกษุและภิกษุณีต่างชาติที่จะเข้ามาทำการอุปสมบทในไทย ซึ่งส่งผลให้การเดินทางมายังประเทศไทยของภิกษุและภิกษุณีชาวศรีลังกาได้รับความยากลำบากมากขึ้น แม้จะเข้ามาเพื่อเหตุผลอื่นก็ตาม
- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกความเห็นเมื่อ 22 มิ.ย. 2558 ให้ มส. และองค์กรทางศาสนาในไทย ทบทวนมติและคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามแนวทางและสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นควรให้ กต.ทบทวนการงดออกวีซ่าให้กับพระอุปัชฌาย์ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งประสงค์จะเข้ามาบวชภิกษุณีให้หญิงไทย
ที่ผ่านมา หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้แก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เพิ่มเติม "ภิกษุณี" เป็นคณะสงฆ์อื่น เพื่อให้ภิกษุณีได้รับการรับรองสถานภาพทางกฎหมาย
ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและทางด้านกฎหมายยังต้องใช้เวลาก่อนจะเห็นผล แต่การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แท้จริง คือ คุณภาพของภิกษุณีสงฆ์ ในการที่จะปฎิบัติตามพระธรรมวินัยให้เป็นที่ประจักษ์
"ส่วนรัฐควรจะมีท่าทีที่ชัดเจนที่จะดูแลพลเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะเป็นพลเมืองที่ถือศีลมากที่สุดในประเทศ และการมีอยู่ของภิกษุณีได้เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลจะหลับหูหลับตามันไม่สมจริง เหมือนกฎหมายไม่สมจริง"