You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ลูกไม่ได้พลัดหลงไปแต่ถูกลักพาตัว" พ่อแม่ชาวเกาหลีใต้ร้อง รัฐยกเด็กหายให้ต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรม
- Author, จูนา มูน
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
- Reporting from, กรุงโซล เกาหลีใต้
"หนูเพิ่งมีน้องคนใหม่ใช่ไหม ? แม่ของหนูบอกฉันว่า ตอนนี้เธอมีลูกอีกคนและไม่ต้องการหนูแล้ว ถ้าอย่างนั้นหนูมากับฉันดีกว่า" นี่คือถ้อยคำที่หญิงแปลกหน้าพูดกับ "คยองฮา" เด็กหญิงชาวเกาหลีใต้วัยหกขวบ ขณะที่เธอกำลังเล่นซนอยู่หน้าบ้านคนเดียว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คยองฮาจึงเดินตามหญิงแปลกหน้าไปอย่างว่าง่าย เธอถูกพาขึ้นรถไฟและได้ผล็อยหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองถูกทิ้งให้อยู่ที่สถานีปลายทางตามลำพัง คยองฮาที่หลงทางและรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด จึงเดินไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อขอให้ช่วยตามหาแม่ แต่หนูน้อยไม่คาดคิดว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับส่งเธอไปยังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่เมืองเจชอน เจ็ดเดือนหลังจากนั้น ครอบครัวชาวอเมริกันในรัฐเวอร์จิเนียก็ได้รับเธอเป็นบุตรบุญธรรม
นี่คือเรื่องราวของชิน คยองฮา ซึ่งพลัดพรากจากครอบครัวผู้ให้กำเนิดของเธอในปี 1975 โดยเธอหายตัวไปจากบ้านที่เมืองชองจู ในจังหวัดชุงชองเหนือของเกาหลีใต้ แม่แท้ ๆ ของคยองฮาคือฮัน แตซุน ซึ่งตอนนี้มีอายุถึง 76 ปีแล้ว ไม่เคยนอนหลับอย่างเป็นสุขได้อีกเลยหลังลูกสาวหายตัวไป เธอพยายามค้นหาลูกโดยไปที่สถานีตำรวจทุกวัน แม้จะต้องลำบากเดินทางไปกลับครั้งละกว่าสามชั่วโมง เธอแจกใบปลิวตามหาคนหาย ทั้งยังไปออกรายการวิทยุและโทรทัศน์หลายครั้ง เรียกได้ว่าเธอทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้ไปหมดแล้ว
จนกระทั่งปี 2019 ฮันจึงได้มีโอกาสพบหน้าลูกสาวที่หายไปอีกครั้ง หลังเพียรพยายามตามหามานานถึง 44 ปี โดยเธอก็เพิ่งได้ทราบว่า ลูกสาวใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ซึ่งผลการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมทั้งผลการสืบสวนขององค์กร "325คัมรา" (325Kamra) ที่ช่วยเหลือให้บุตรบุญธรรมชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศจำนวนมากได้พบกับผู้ให้กำเนิด ล้วนยืนยันว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกกันจริง
การกลับมาพบกันอีกครั้ง ไม่ได้สร้างแต่ความรู้สึกปีติยินดีให้กับสองแม่ลูกเพียงอย่างเดียว ทว่ายังจุดไฟความคับแค้นขุ่นข้องใจต่อชะตากรรมของตนเองขึ้นมาด้วย "ทำไมพวกคุณถึงขโมยลูกคนอื่นแล้วส่งเด็กไปอยู่อเมริกา ? ลูกสาวฉันคิดว่าแม่ทิ้งเธอไปแล้ว โดยไม่รู้เลยว่าแม่เฝ้าตามหาเธอมาทั้งชีวิต สุขภาพของฉันย่ำแย่เสียหาย เพราะเพียรพยายามตามหาลูกนานถึง 44 ปี แต่มีใครขอโทษหรือแสดงความเสียใจต่อฉันบ้างไหมในเรื่องนี้ ? ไม่มีเลยสักคน" ฮันกล่าวตัดพ้อกับผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
เด็กหายชาวเกาหลีใต้ถูกส่งไปต่างประเทศ
เรื่องน่าเศร้าของสองแม่ลูกจากเมืองชองจู ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับพวกเขาเท่านั้น เพราะรายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมาธิการอิสระเพื่อการค้นหาความจริงและการปรองดองสมานฉันท์ ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาในวันพุธที่ 26 มี.ค. เผยว่าในช่วงยุคทศวรรษ 1960-1990 มีเด็กเกาหลีใต้จำนวนมากถูกส่งไปเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติในหลายประเทศ อย่างเช่นสหรัฐฯ สวีเดน และเดนมาร์ก โดยเด็กเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในระหว่างขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว
คณะกรรมาธิการฯ ได้ตรวจสอบพบว่า มีการบิดเบือนปลอมแปลงข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนและครอบครัวผู้ให้กำเนิดของเด็กเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทางการเกาหลีใต้ในสมัยก่อนยังไม่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมใด ๆ เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของเด็ก หลังจากถูกส่งไปต่างประเทศอีกด้วย
จากการตรวจสอบบันทึกข้อมูลการรับบุตรบุญธรรมของเด็ก 367 ราย ซึ่งถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ใน 11 ประเทศ พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นถึง 56 กรณี "มีหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกไป เพราะทางการเกาหลีใต้ยกเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย" โช มินโฮ ผู้แทนองค์กร "แนวร่วมเพื่อสิทธิเด็ก" กล่าว
ที่ผ่านมาองค์กรของโชได้ช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ ให้สามารถค้นหาครอบครัวผู้ให้กำเนิดจนพบตัว โดยองค์กรของเขาให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมในลักษณะนี้ไปแล้วกว่าร้อยราย
จาก "เด็กหาย" สู่ "เด็กกำพร้า"
คิม โดฮุน ผู้อำนวยการของ "บ้านพักรากเหง้า" (Root House) องค์กรซึ่งให้ที่พักพิงแก่ชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ บอกว่าแท้จริงแล้วกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้คือ "การบังคับบุคคลให้สูญหาย" ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้จะต้องรับผิดชอบ
คิมบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "พ่อแม่ไม่ได้ทำลูกหาย แต่เสียลูกไปเพราะเด็กถูกบังคับให้สูญหายต่างหาก ทั้งเด็กและพ่อแม่ของพวกเขาล้วนตกเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำทั้งสิ้น"
คิมยังบอกว่าในช่วงยุคทศวรรษ 1970-1980 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ "สร้างเด็กกำพร้า" ขึ้นมา เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติ ส่งผลให้เด็กถูกนำไปขายเหมือนสินค้าในอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง ปล่อยให้พ่อแม่ที่แท้จริงจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ทำลูกหายไปตลอดชีวิต
ดร.ลี คยองอึน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขากฎหมายระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล ระบุว่า "ก่อนที่กฎหมายการรับบุตรบุญธรรมฉบับพิเศษจะถูกบังคับใช้ในปี 2012 สถิติการขึ้นทะเบียนเด็กกำพร้าซึ่งออกให้กับเด็กที่ถูกทอดทิ้งนั้น เท่ากับจำนวนของเด็กที่ชาวต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรมพอดิบพอดีอย่างน่าประหลาด"
"เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การรับบุตรบุญธรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพื่อหาบ้านให้กับเด็กกำพร้าที่ต้องการครอบครัวอุปถัมภ์อย่างแท้จริง หรือเป็นกระบวนการสร้างเด็กกำพร้าปลอม ๆ ขึ้นมา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมจัดหาลูกบุญธรรมให้ชาวต่างชาติกันแน่"
การขึ้นทะเบียนเด็กกำพร้าที่ว่านี้ คือการสร้างข้อมูลบ่งชี้ระบุตัวตนให้กับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่กำหนดนามสกุลและข้อมูลของครอบครัวผู้ให้กำเนิดเด็กเอาเองตามใจชอบ โดยไม่ได้อ้างอิงกับข้อมูลของพ่อแม่ตัวจริงเลย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ โร เฮยอน จากมหาวิทยาลัยซุงซิล อดีตเจ้าหน้าที่ของสำนักงานผู้ให้บริการรับบุตรบุญธรรมโฮลต์ (Holt Children's Services) องค์กรที่เป็นสื่อกลางในการรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ตั้งข้อสงสัยว่า "ในตอนนั้นอาจมีการปลอมแปลงข้อมูล เพื่อให้เด็กที่พลัดหลงกับพ่อแม่กลายเป็นเด็กกำพร้าไป ซึ่งจะทำให้การรับบุตรบุญธรรมทำได้ง่ายขึ้น เพราะในยุคนั้นเด็กที่ยังมีพ่อแม่อยู่ จะถูกส่งตัวไปเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติได้ยากมาก"
อย่างไรก็ตาม วู ชองฮา อดีตประธานขององค์กรที่ถูกกล่าวหาในช่วงทศวรรษ 1970 ได้ปฏิเสธเรื่องการสร้างเด็กกำพร้าปลอมว่าไม่เป็นความจริง "ในยุคทศวรรษ 1970 เด็กที่เราจัดการให้ชาวต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรมถึง 90% ล้วนเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่ยังมีพ่อแม่อยู่ไม่เคยถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อการรับบุตรบุญธรรมเลย"
"เด็กกำพร้า" ถูกส่งไปต่างประเทศอย่างน้อย 170,000 คน
การส่งเด็กกำพร้าจากเกาหลีใต้ไปเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติ เริ่มมีขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการช่วยเหลือเด็กกำพร้าซึ่งสูญเสียพ่อแม่ไปในช่วงสงคราม รวมทั้งเพื่อช่วยหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้กับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งเกิดจากทหารต่างชาติที่มีความสัมพันธ์กับหญิงเกาหลีใต้
ต่อมาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในยุคหลังสงครามได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนของเด็กกำพร้าที่ถูกส่งไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1980 โดยในปี 1985 เพียงปีเดียว มีเด็กเกาหลีใต้ที่ชาวต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรมถึงกว่า 8,800 คน คิดเป็นสัดส่วนได้ราว 13 คน ต่อทารกแรกเกิดทุก 1,000 คนเลยทีเดียว
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา ตัวเลขสถิติฟ้องว่าเกาหลีใต้ยกเด็กกำพร้าให้ชาวต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรมมากที่สุดในโลก โดยผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่า ในช่วงก่อนจะถึงปี 2022 มีเด็กถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ที่ต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 170,000 คน
รายงานประจำปี 2022 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า "พ่อแม่บุญธรรมที่รับเด็กไปอุปถัมภ์กว่า 60% ไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดประสงค์และผลที่จะเกิดขึ้นตามมา จากการรับบุตรบุญธรรมชาวเกาหลีใต้" ส่วนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดนั้นก็ไม่ได้ทอดทิ้งเด็ก ทั้งไม่ได้ยินยอมยกลูกให้เป็นบุตรบุญธรรมด้วยความเต็มใจแต่อย่างใด
"รัฐบาลเป็นกัปตันเรือ ส่วนบริษัทนายหน้าพายเรือ"
เนื่องจากเกาหลีใต้ในยุคหลังสงคราม มีฐานะเป็นประเทศยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้มีครอบครัวชาวเกาหลีใต้ไม่มากนักที่ต้องการรับเลี้ยงเด็กกำพร้า รัฐบาลเกาหลีใต้ในสมัยนั้นจึงเริ่มดำเนินโครงการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติรับเด็กกำพร้าในประเทศไปเป็นบุตรบุญธรรม โดยมอบหมายให้บริษัทเอกชนหลายแห่งเป็นนายหน้าจัดการเรื่องดังกล่าว มีการออกกฎหมายฉบับพิเศษ เพื่อให้อำนาจล้นเหลือในการจัดการรับบุตรบุญธรรมแก่กลุ่มบริษัทเหล่านี้
รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังระบุว่า "มีความล้มเหลวของระบบการจัดการและดูแลควบคุม" ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดหลายประการในการดำเนินงานของบริษัทนายหน้าเหล่านี้ เนื้อหาของรายงานยังเปิดเผยว่า บริษัทนายหน้าผู้จัดการรับบุตรบุญธรรมในฝั่งของต่างประเทศ ได้เรียกร้องให้บริษัทของเกาหลีใต้ "ทำยอด" โดยจัดหาเด็กมาสำหรับการรับบุตรบุญธรรม ให้ตรงตามจำนวนที่กำหนดไว้ในแต่ละเดือน ซึ่งเรื่องนี้บริษัทนายหน้าของเกาหลีใต้ยอมทำตามอย่างว่าง่ายโดย "จัดโครงการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศขนาดใหญ่ โดยมีการควบคุมตรวจสอบน้อยมาก"
เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เอ่ยถึงเรื่องค่าธรรมเนียม ทำให้บริษัทนายหน้าของเกาหลีใต้เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการก้อนโตจากชาวต่างชาติ ทั้งยังเรียกร้อง "เงินบริจาค" เข้ากระเป๋าเพิ่มเติมอีกด้วย สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้การรับบุตรบุญธรรมจากเกาหลีใต้กลายเป็น "อุตสาหกรรมเพื่อการแสวงหาผลกำไร" อย่างเต็มรูปแบบ ขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรมในระบบนี้ยังเต็มไปด้วยความผิดพลาดต่าง ๆ เช่นการรับบุตรบุญธรรมโดยปราศจากความยินยอมของมารดาผู้ให้กำเนิด รวมทั้งการตรวจสอบคัดกรองครอบครัวอุปถัมภ์อย่างลวก ๆ หรือไม่ได้ตรวจสอบเลย
ตัวตนที่ถูกปลอมแปลง
บริษัทนายหน้าผู้ดำเนินการรับบุตรบุญธรรมให้กับชาวต่างชาติ ปลอมแปลงประวัติความเป็นมาของเด็ก โดยแต่งเรื่องให้ดูเหมือนว่าเด็กถูกทอดทิ้ง เพื่อให้ง่ายต่อการขึ้นทะเบียนเป็นเด็กกำพร้าซึ่งครอบครัวอุปถัมภ์สามารถรับไปเลี้ยงดูได้ บริษัทนายหน้ายังจงใจทำเอกสารซึ่งระบุข้อมูลตัวตนปลอมให้กับเด็ก ส่งผลให้หลายคนไม่สามารถติดตามสืบหาพ่อแม่บังเกิดเกล้าได้ในภายหลัง ทั้งยังต้องพยายามสืบหาความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเองอย่างยากลำบาก โดยแทบไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
คณะกรรมาธิการอิสระเพื่อการค้นหาความจริงและการปรองดองสมานฉันท์ ได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเกาหลีใต้ว่า ควรมีการออกแถลงการณ์เพื่อขออภัยอย่างเป็นทางการในกรณีนี้ รวมทั้งปรับปรุงกฎเกณฑ์การรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของนานาประเทศด้วย
ดร.ชิน พีซิก นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศและสตรีศึกษา จากมหาวิทยาลัยซ็อกยองในกรุงโซล แสดงความเห็นว่า แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะเป็นผู้สร้างกระบวนการเชิงสถาบันของการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศขึ้น แต่กลับปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ลงมือดำเนินการตัวจริง ซึ่งนำไปสู่การที่ทั้งสองฝ่าย "เอาแต่โทษกันไปมา" จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามไปในปัจจุบัน "ทั้งที่รัฐบาลเป็นกัปตันเรือ ส่วนบริษัทนายหน้าก็คือคนพายเรือเองแท้ ๆ"
ดร.ชินยังบอกว่า แม้ในอดีตรัฐบาลเกาหลีใต้จะเคยเข้ามาแทรกแซงกิจการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ โดยออกนโยบายกำหนดจำนวนโควตาของเด็ก ที่ครอบครัวอุปถัมภ์จากต่างประเทศสามารถรับไปเลี้ยงดูได้ในแต่ละปี รวมทั้งเคยสั่งระงับการรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติจากประเทศหนึ่งลงอย่างสิ้นเชิง ทว่าการเข้าแทรกแซงเชิงนโยบายเหล่านี้ ไม่ได้ส่งผลในทางปฏิบัติต่อการดำเนินงานของบริษัทเอกชน ซึ่งยังคงทำตัวเป็นนายหน้าที่กระทำการผิดกฎหมายอยู่
ในประเด็นนี้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของเกาหลีใต้ ได้ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "เรามีความตระหนักต่อบริบททางประวัติศาสตร์และสังคมของปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง และยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความรับผิดชอบของภาครัฐ ต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศให้มากขึ้น"
ผู้ส่งออกเด็กกำพร้ารายใหญ่อันดับสามของโลก
ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศเดียวในองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ยังคงส่งเด็กกำพร้าไปเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติ โดยข้อมูลในปี 2022 ที่ปีเตอร์ เซลแมน นักวิจัยชาวอังกฤษเป็นผู้รวบรวม ระบุว่าเกาหลีใต้คือผู้ส่งออกเด็กกำพร้ารายใหญ่อันดับสามของโลก รองลงมาจากโคลอมเบียและอินเดีย แม้ว่าปัจจุบันหลายประเทศจะสั่งระงับการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติแล้ว เนื่องจากสงครามในยูเครน
ฮัน แตซุง ที่เพิ่งได้พบหน้าลูกสาวอีกครั้งหลังเวลาผ่านไป 44 ปี ได้ยื่นฟ้องเอาผิดกับรัฐบาลเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้สาธารณชนหันมาสนใจปัญหาการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติเป็นครั้งแรก ด้านกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ว่า "เรามีความสงสารเห็นใจอย่างมาก ต่อความรู้สึกของผู้ที่ต้องพลัดพรากจากครอบครัวไปเป็นเวลานาน และเรารู้สึกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญอยู่"
เด็กเกาหลีใต้ที่ถูกชาวต่างชาติรับเป็นบุตรบุญธรรมหลายคน ยังคงมีชีวิตอยู่และเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว บางคนอย่างฮัน พุนยอง จากประเทศเดนมาร์ก บอกว่า "พ่อแม่ที่ลูกถูกบังคับสูญหาย และถูกส่งไปเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาตินั้น หลายคนยังหากันไม่เจอ นี่ถือเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วสำหรับพ่อแม่กลุ่มนี้ หากพวกเขายังไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะสายไปตลอดกาล"