จีนและสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปอะไรบ้าง หลังการพบหารือระหว่าง 'โดนัลด์ ทรัมป์' กับ 'สี จิ้นผิง'

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า การประชุมครั้งนี้ "เป็นการพบหารือที่ยอดเยี่ยม เขา [สี จิ้นผิง] เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมาก"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า การประชุมครั้งนี้ "เป็นการพบหารือที่ยอดเยี่ยม เขา [สี จิ้นผิง] เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมาก"

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสิ จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พบกันเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศเกาหลีใต้ [เร็วกว่าไทยราวสองชั่วโมง] ในการการประชุมครั้งนี้ซึ่งจัดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติคิมแฮ เมืองปูซาน ของ เกาหลีใต้

โดยเริ่มต้นขึ้นในเวลาราว 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของจีนรายงานว่าผู้นำทั้งสองใช้เวลาหารือกันนาน 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งยาวนานกว่ากำหนดเดิม เดิมทีการประชุมครั้งนี้มีกำหนดจะเสร็จสิ้น ณ เวลา 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดออกเดินทางต่อในเวลา 12.45 น.

หลังจากการพบปะครั้งนี้ สี จิ้นผิง จะเดินทางต่อไปยังเมืองคย็องจู ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปค (APEC) ผู้นำจากทั่วโลกมีกำหนดเดินทางมาร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ (31 ต.ค.)

ด้านทรัมป์ได้ออกเดินทางออกจากเกาหลีใต้แล้วโดยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) เครื่องบินพาหนะประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเมื่อวานนี้ เขาได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเอเปคหลายรายการ แต่จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดหลักที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

บีบีซีไทยประมวลเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวที่สำคัญ รวมทั้งผลจากการพบหารือครั้งนี้ระหว่างผู้นำสองประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการเปิดเผยของฝ่ายทรัมป์ ดังนี้

1. สหรัฐฯ ประกาศลดภาษี "เฟนทานิล" มีผลทันที

SAN FRANCISCO, UNITED STATES - FEBRUARY 26: Homeless people are seen as the City fighting with fentanyl problems in San Francisco, California, United States on February 26, 2024. (Photo by Tayfun Coskun/Anadolu via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องต่อสู้อย่างหนักกับปัญหายาเสพติดเฟนทานิล

แอนโทนี ซูร์เคอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ซึ่งร่วมเดินทางไปกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ รายงานว่า ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า การประชุมครั้งนี้ "เป็นการพบปะที่ยอดเยี่ยม เขา [สี จิ้นผิง] เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมาก"

ทรัมป์ให้คะแนนการประชุมครั้งนี้ว่าคือ "ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่" ตอนที่ถูกนักข่าวถามว่าเขาจะให้คะแนนการประชุมครั้งนี้อย่างไรจากคะแนน 1 ถึง 10

"พวกเขาแสดงความยินดีกับผมในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เราทำได้" เขากล่าว พร้อมสรุปตอนท้ายว่า การพบปะกับประธานาธิบดีสีเป็น "ความสำเร็จครั้งใหญ่" และ "เกียรติอย่างสูงสุด" พร้อมกล่าวชื่นชมภาวะผู้นำของผู้นำจีน

ด้านประธานาธิบดีจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุ "ฉันทามติในการแก้ไขประเด็นการค้าสำคัญ" แล้ว โดยทีมงานของจีนและสหรัฐฯ จะร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นเสมือน "ยาปลอบใจ" สำหรับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน สรุปผลการประชุมหารือครั้งนี้ว่า ทั้งสองประเทศมี "แนวโน้มความร่วมมือที่สดใส" ในหลายด้าน เช่น การจัดการกับผู้อพยพผิดกฎหมาย อาชญากรรมไซเบอร์ การฟอกเงิน และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

"จีนและสหรัฐฯ สามารถร่วมกันแสดงความรับผิดชอบในฐานะมหาอำนาจ ร่วมมือกันสร้างผลงานที่มีความสำคัญ เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงต่อโลก" เขากล่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และจีน "มีความเห็นพ้องต้องกันในหลาย ๆ เรื่อง" โดยเขาระบุอีกว่า สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าจากสินค้าจีนทั้งหมดที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้การไหลเข้าของสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ โดยทันที

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ จีนจะเริ่มซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก "ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งมาก"

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า จีนจะ "ระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เกี่ยวข้อง" เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากและวัสดุการค้าที่มีความสำคัญต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเข้มงวด

เพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงข้างต้น สหรัฐฯ จะระงับกฎที่มุ่งขยายข้อจำกัดทางการค้าต่อบริษัทที่มีสัดส่วนการถือหุ้นอย่างน้อย 50% ในบริษัทที่อยู่ใน "บัญชีคว่ำบาตร" เป็นเวลา 1 ปี

กระทรวงพาณิชย์ของจีนยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ ได้ตกลง "ลดภาษีศุลกากรสินค้าจีนทั้งหมด" ที่เคยประกาศเก็บไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อตอบโต้การไหลเข้าของสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ ขณะที่ภาษีตอบโต้ชนิดอื่น ๆ ต่อสินค้าจีนจะ "ถูกระงับไว้เป็นเวลา 1 ปี"

"ผลลัพธ์ของการปรึกษาหารือครั้งนี้ได้มาด้วยความยากลำบาก" กระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าว "จีนหวังที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

2. หมดปัญหาแร่แรร์เอิร์ธ

Concentrated bauxite and iron ore at the ore terminal in Yantai Port, Shandong, China on October 29, 2025, (Photo credit should read CFOTO/Future Publishing via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จีนถือผูกขาดในการแปรรูปห่วงโซ่อุปทานของแร่แรร์เอิร์ธ

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเกี่ยวกับ "แร่ธาตุหายาก" หรือ แร่แรร์เอิร์ธ (rare earths) ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว แม้เขาจะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมก็ตาม

ห่วงโซ่อุปทานของแร่แรร์เอิร์ธเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ ที่ผ่านมาจีนถือครองการผูกขาดในการแปรรูปแร่สำคัญเหล่านี้ และได้มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นในการส่งออกแร่เหล่านี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

"ประเด็นเรื่องแร่แรร์เอิร์ธทั้งหมดได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว และนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องของทั้งโลก" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ตอนนี้ไม่มีอุปสรรคกีดขวางจากทางจีนอีกต่อไปแล้ว"

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์เคยระบุว่า จีนใช้ความได้เปรียบในการครองอุตสาหกรรมแร่หายากเป็น "หมากต่อรองสำคัญ" ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

3. จีนเตรียมพูดคุยกับซีอีโอของเอ็นวิเดีย

ทรัมป์ เปิดเผยว่ารัฐบาลจีนจะมีการพูดคุยกับเจนสัน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเอ็นวิเดีย (Nvidia) โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น "เสมือนกรรมการกลาง" ในการหารือครั้งนี้

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือดังกล่าวจะ ไม่เกี่ยวข้องกับชิปแบล็คเวลล์ (Blackwell) ซึ่งถือเป็นชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงที่สุดของเอ็นวิเดีย ตามคำถามของผู้สื่อข่าว แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้

ทรัมป์กล่าว การพูดคุยที่จะเกินขึ้นนั้นจะเป็น "เรื่องของชิปจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา"

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกนโยบายการค้า "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First Trade Policy) โดยสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ "ปิดช่องโหว่ในการควบคุมการส่งออกที่มีอยู่" เพื่อ "รักษา ครอบครอง และยกระดับความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของประเทศ" เหนือคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์

ประเด็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์เป็นหนึ่งในนั้น และความพยายามของสหรัฐฯ ในการปิดกั้นการส่งออกชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงจากบริษัทของสหรัฐฯ อย่าง เอ็นวิเดีย จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้ในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง เอ็นวิเดีย (Nvidia) และ เอเอ็มดี (AMD) ตกลงจะจ่ายเงิน 15% ของรายได้จากตลาดจีนให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงที่ถูกระบุว่าเป็น "ครั้งแรกในประวัติศาสตร์" เพื่อแลกกับการได้รับ ใบอนุญาตส่งออกชิปไปยังจีน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้สั่งห้ามขายชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ให้กับจีน ภายใต้กฎควบคุมการส่งออกที่มักเชื่อมโยงกับ ประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ

Jensen Huang, chief executive officer of Nvidia Corp., during the keynote address at the Nvidia GTC (GPU Technology Conference) in Washington, DC, US, on Tuesday, Oct. 28, 2025. Nvidia Corp. plans to make a $1 billion equity investment in Nokia Oyj, an apparent vindication of the Finnish company's pivot from mobile networking kit into artificial intelligence by the sector's kingmaker. Photographer: Kent Nishimura/Bloomberg via Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เอ็นวิเดีย (Nvidia) ตกลงจะจ่ายเงิน 15% ของรายได้จากตลาดจีนให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ หลังรัฐบาลออกประกาศห้ามส่งออกชิปให้จีน

4. เป็นเวลาที่เหมาะสมในการทดสอบนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ขณะนี้เป็น "เวลาที่เหมาะสม" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังจากที่ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ได้เริ่มดำเนินการไปก่อนแล้ว

"เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเทศอื่น ๆ" เขากล่าว พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก

5. สหรัฐฯ ร่วมมือจีน เรื่องยูเครน

ทรัมป์ กล่าวว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ตกลงที่จะ "ร่วมมือกัน" ในประเด็นเกี่ยวกับยูเครน

"[สำหรับเรื่อง]ยูเครน เราทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน เราเห็นตรงกันว่าทั้งสองฝ่ายยังคงต่อสู้กันอยู่ และบางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปก่อน แต่เราจะทำงานร่วมกันในเรื่องยูเครน" ทรัมป์กล่าว

6. การหารือไม่มีการพูดถึงไต้หวัน

ทรัมป์เปิดเผยว่า ประเด็นเกี่ยวกับไต้หวันไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเลย ในการพบปะระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในวันนี้

ก่อนหน้าการประชุม มีความกังวลว่า เกาะไต้หวัน ซึ่งเป็นการปกครองตนเอง อาจถูกนำมาใช้เป็น "หมากการเมือง" ในการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจที่ทั่วโลกจับตา