หลังเผชิญข่าวอื้อฉาวมากมาย เหตุใดเจ้าชายแอนดรูว์จึงตัดสินพระทัยสละพระอิสริยยศในตอนนี้ ?

Prince Andrew The Duke of York arrives at the Headquarters of CrossRail in Canary Wharf on March 7, 2011

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ฌอน คอฟลัน
    • Role, ผู้สื่อข่าวราชสำนัก

เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร ทรงสละพระอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมดภายหลังจากทรงเผชิญกับเหตุการณ์อื้อฉาวหลายครั้ง

นับแต่นี้ไป พระองค์จะไม่ทรงสามารถลงพระนามในนามดยุคแห่งยอร์ก และจะไม่ทรงใช้คำว่า 'เคจี (KG)' ซึ่งหมายถึงอัศวินแห่งภาคีการ์เตอร์ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอัศวินในยุคกลางได้อีกต่อไป

ในส่วนพระนามและบรรดาศักดิ์ ได้มีการถอดถอนตำแหน่งเอิร์ลแห่งอินเวอร์เนส และบารอนแห่งคิลลีลีห์ออกโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับชื่อ "แอนดรูว์ อินเวอร์เนส" ซึ่งเคยปรากฏในธุรกรรมทางธุรกิจบางประการ ก็ถูกถอดออกไปด้วย

การประกาศเรื่องนี้อย่างกะทันหันได้สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะเมื่อการเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการลบล้างภาพลักษณ์สุดท้ายของพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งราชวงศ์ อย่างไรก็ดี การประกาศนี้ยังส่งผลกระทบต่อถ้อยแถลงยืนยันความบริสุทธิ์ และข้อความที่พระองค์เคยตรัสว่า "ข้าพเจ้ายังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างแข็งขัน"

Prince Andrew and the King at the Order of Garter parade

ที่มาของภาพ, PA Media

คำบรรยายภาพ, เจ้าชายแอนดรูว์จะไม่เสด็จเข้าร่วมพิธีภาคีการ์เตอร์ (Order of the Garter) อีกต่อไป

แม้เจ้าชายแอนดรูว์จะทรงประกาศยุติการใช้พระอิสริยยศโดยสมัครพระทัย แต่ก็ปรากฏชัดว่าพระองค์ทรงอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ "ทรงกระโดดก่อนจะถูกผลัก"

การประกาศครั้งนี้เปิดโอกาสให้ราชสำนักสามารถดำเนินการภายในได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐสภาเข้ามาแทรกแซง ซึ่งโดยปกติแล้วหากจะถอดถอนพระอิสริยยศดยุคแห่งยอร์กอย่างเป็นทางการจำเป็นต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายและนำไปสู่ความยุ่งยาก

เหตุนี้เองพระราชวังบักกิงแฮมจึงได้ส่งสัญญาณชัดว่าได้เตรียมดำเนินการโดยเปิดทางให้เจ้าชายแอนดรูว์ทรงสละพระอิสริยยศโดยสมัครพระทัยเพื่อเป็นช่องทางให้พระองค์ทรงรักษาเศษเสี้ยวแห่งศักดิ์ศรีที่กำลังเลือนหายไป ซึ่งในทางทฤษฎียังไม่ถือว่าเป็นการถอดถอนอย่างเป็นทางการ ทั้งยังเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาและความคิดเห็นของสาธารณชน

อย่างไรก็ดี พระราชวังบักกิงแฮมก็ไม่ได้ปิดบังความรู้สึกเหนื่อยหน่ายต่อกระแสข่าวอื้อฉาวที่โหมกระหน่ำรายล้อมพระองค์อยู่เนืองนิจ แหล่งข่าวจากราชสำนักถึงกับเรียกสถานการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น "ขบวนพาดหัวข่าวที่ไม่มีวันสิ้นสุด"

พระองค์กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่พวกเขาขนานพระนามว่า "ดยุคสารพัดภัย" เพราะตกเป็นข่าวในทางลบอยู่เสมอ

กระแสการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าชายแอนดรูว์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ ได้กลบกระแสข่าวการปฏิบัติพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นเสียจนหมดสิ้น ยังไม่นับรวมถึงข้อกังขาในเรื่องการเงินของพระองค์ และความสัมพันธ์กับบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับจากจีนอีกด้วย

Prince Andrew and King Charles at the funeral of the Duchess of Kent

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เจ้าชายแอนดรูว์และกษัตริย์ชาร์ลส์ ในพิธีพระศพของดัชเชสแห่งเคนต์ เมื่อเดือนที่แล้ว

ในสัปดาห์หน้า สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สามและสมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรมีกำหนดเสด็จเยือนนครรัฐวาติกันอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์

กระนั้นก็ดี ความกังวลยังคงปกคลุมอยู่ไม่น้อยว่าพิธีอันเคร่งขรึมครั้งนี้อาจถูกกลบด้วยกระแสข่าวอื้อฉาวที่ยังคุกรุ่นเกี่ยวกับเจ้าชายแอนดรูว์และเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ด้วยเหตุนี้ แหล่งข่าวจากราชสำนักเปิดเผยว่าขณะนี้สถานการณ์ภายในจึงได้ดำเนินมาถึง "จุดเปลี่ยน" ซึ่งจำต้องมีการดำเนินการบางประการโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แม้บางฝ่ายจะเห็นว่าการตัดสินพระทัยครั้งนี้ควรเกิดขึ้นเสียแต่เนิ่น ๆ หากแต่การดำเนินการเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายจากราชสำนักว่า เจ้าชายแอนดรูว์ยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของราชวงศ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีถ้อยแถลงยืนยันมาโดยตลอดว่า ในฐานะ "พระบรมวงศานุวงศ์ผู้มิได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ" ปัญหาทั้งปวงของพระองค์ย่อมต้องทรงรับผิดชอบด้วยพระองค์เอง

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับโดยนัยว่า แม้เจ้าชายแอนดรูว์จะพ้นจากความรับผิดชอบโดยตรงของราชวงศ์แล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้ยิ่งยากแก่การปล่อยผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ ก็คือการที่มีการเผยแพร่อีเมลฉบับหนึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาในนั้นชี้ชัดว่า เจ้าชายแอนดรูว์ยังคงมีการติดต่อกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนอย่างต่อเนื่อง ยาวนานกว่าที่พระองค์เคยทรงกล่าวอ้างไว้ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ นิวส์ไนท์ ของบีบีซี

แหล่งข่าวจากราชสำนักระบุว่า ขณะนี้คือห้วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เพราะได้ปรากฏ "ข้อพิรุธ" อย่างชัดเจนในคำอธิบายของพระองค์ต่อเหตุการณ์ทั้งหลายที่ผ่านมา

น่าสังเกตว่า อีเมลฉบับเดียวกันนี้เคยมีการเผยแพร่บางส่วนมาแล้วเมื่อเดือน ม.ค. โดยมีเนื้อหาบ่งชี้ว่า เจ้าชายแอนดรูว์ไม่ได้ทรงตัดขาดความสัมพันธ์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ตามที่ทรงกล่าวอ้าง

ทว่าในเดือน ต.ค. ปีนี้ ผลสะเทือนกลับรุนแรงยิ่งขึ้น ประหนึ่งก้อนหินเล็ก ๆ ที่กลิ้งลงจากยอดเขา ก่อนจะกลายเป็นหิมะถล่มครั้งใหญ่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากกรณีที่มีปรากฎอีเมลของ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ซึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างในที่สาธารณะว่าเธอได้ตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนแล้วโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากบันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จูฟเฟร ซึ่งมีกำหนดจะตีพิมพ์ในสัปดาห์หน้า เธอคือผู้เสียหายจากคดีเอปสตีน ซึ่งเคยบรรลุข้อตกลงทางการเงินกับเจ้าชายแอนดรูว์ และได้เสียชีวิตลงจากการฆ่าตัวตายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

Virginia Giuffre with a photo of herself as a teenager

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จูฟเฟร จุดประกายข้อกังขาในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแอนดรูว์และเจฟฟรีย์ เอปสตีนให้เพิ่มยิ่งขึ้น

ในตอนหนึ่งของบันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จูฟเฟร ได้โยงพระนามของเจ้าชายแอนดรูว์กับความสัมพันธ์อันเป็นพิษกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนอีกครั้งหนึ่ง

ข้อกล่าวหาที่ปรากฏในหนังสือระบุว่า พระองค์ทรงมีความรู้สึกว่า "สมควรได้รับสิทธิพิเศษ (entitle)" ซึ่งเป็นคำเดียวกับชื่อหนังสือชีวประวัติล่าสุดของเจ้าชายที่เขียนโดยแอนดรูว์ โลว์นี และกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกที่สั่นคลอนภาพลักษณ์ของพระองค์อย่างรุนแรง

กระแสข่าวร้ายยังคงถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้จบตลอดระยะเวลาเดือนแล้วเดือนเล่าโดยไร้วี่แววว่าจะสงบลงในเร็ววัน พระองค์จึงทรงกลายเป็นประหนึ่งผู้นำทางการเมืองผู้หมดสิ้นความชอบธรรมหรือผู้จัดการทีมฟุตบอลผู้ล้มเหลวซึ่งแม้จะไร้ผลงานและเต็มไปด้วยข้อครหาแต่ก็ยังไม่ปรากฏหนทางอันชัดเจนที่จะนำไปสู่การปลดจากตำแหน่ง โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ของพระองค์ในปัจจุบันเปรียบได้กับผู้จัดการทีมที่มีพี่ชายดำรงตำแหน่งประธานสโมสร

ในทุกสถาบัน ย่อมมีความตึงเครียดระหว่างการเลือกว่าจะปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรหรือจะปลดบุคคลภายในออกไปจากระบบ และเมื่อสถาบันนั้นคือครอบครัว ความซับซ้อนก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก จนดูราวกับเป็นภาพยนตร์ เดอะก็อดฟาเธอร์ (The Godfather) ผสมกับซีรีส์ทางโทรทัศน์เดอะคราวน์ (The Crown)

ท้ายที่สุด ราชสำนักก็ไม่อาจนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ดำเนินมาถึงจุดวิกฤต และเจ้าชายแอนดรูว์ก็ทรงจำต้องส่งคืน "กุญแจ" แห่งชีวิตในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมทั้งเสด็จจากไปโดยสงบ

ยังมีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า สหรัฐอเมริกาอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งจะปรากฏจากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับเจ้าชายแอนดรูว์ คือการที่โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตผู้ทรงอิทธิพลในคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ตอบสนองต่อคดีนี้อย่างรวดเร็วในค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาและกำลังผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนโดยปราศจากข้อยกเว้น

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนสมาชิกสภาฯ ของการ์เซียเพิ่งเปิดเผยเอกสารที่ระบุว่ามีบุคคลชื่อ "แอนดรูว์" รับบริการนวดบนเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน สมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวว่า "การตัดสินพระทัยสละพระอิสริยยศของเจ้าชายแอนดรูว์นั้นล่าช้าเกินไป"

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "เราทราบดีว่าบุคคลร่ำรวยและมีอำนาจนั้นจะใช้เงินและอิทธิพลในการล่วงละเมิดเด็กหญิงและหญิงสาวอายุน้อย ทั้งยังหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมได้ การตัดสินพระทัยของเจ้าชายแอนดรูว์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานของคณะกรรมาธิการในการส่งมอบความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย"

แม้เจ้าชายแอนดรูว์จะทรงปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่เรื่องนี้ได้กลายเป็นข่าวระดับโลกเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ กลุ่มผู้ประท้วงได้ฉายภาพของเจ้าชายแอนดรูว์และเอปสตีนขึ้นบนกำแพงปราสาทวินด์เซอร์

การตัดสินพระทัยของเจ้าชายแอนดรูว์ในการสละพระอิสริยยศที่ยังทรงดำรงอยู่ยังเป็นการนำพระองค์กลับไปสู่ตำแหน่งเดียวกับอดีตพระชายา ซึ่งขณะนี้ก็ไม่ได้ดำรงพระอิสริยยศดัชเชสแห่งยอร์กอีกต่อไป ทั้งสองจึงเสมือนย้อนคืนสู่วาระแรกที่ได้พบกันในนามเจ้าชายแอนดรูว์ และซาราห์ เฟอร์กูสัน

ทั้งสองยังคงพำนักอยู่ร่วมกันในพระตำหนักรอยัลลอดจ์ (Royal Lodge) ซึ่งเจ้าชายแอนดรูว์ทรงถือสัญญาเช่าระยะยาว และยังคงทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ ณ สถานที่นั้นตามเดิม สมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่สามได้ทรงตัดงบประมาณสนับสนุนทางการเงินของเจ้าชายแอนดรูว์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ พระองค์ต้องทรงจัดการหาแหล่งที่มาทางการเงินใหม่ด้วยพระองค์เอง

อย่างไรก็ดี การสละพระอิสริยยศโดยสมัครพระทัย แทนที่จะถูกถอดถอนอย่างเป็นทางการ หมายความว่าพระธิดาทั้งสองยังคงดำรงพระอิสริยยศในฐานะเจ้าหญิงต่อไป

เจ้าชายแอนดรูว์จะไม่เสด็จเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองคริสต์มาสของราชวงศ์ที่แซนดริงแฮมในปีนี้ และเป็นที่คาดการณ์ว่าจะไม่ปรากฏพระองค์ในพิธีพาเหรดภาคีการ์เตอร์อีก

แต่คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระองค์จะสิ้นสุดลงจริงหรือ