ปิดเทอมนี้ สามเณรภาคฤดูร้อนจะปลอดภัยจากการล่วงละเมิดทางเพศเพียงใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ในทุก ๆ ปีจะมีรายงานข่าวว่าสามเณรถูกพระล่วงละเมิดทางเพศ จนทำให้เกิดคำถามว่าเด็กผู้ชายซึ่งกำลังจะสมัครเข้าบวชสามเณรภาคฤดูร้อนในช่วงปิดเทอมใหญ่นี้ จะมีความปลอดภัยเพียงใด ในเมื่อวัดอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเสมอไป
ถึงแม้จำนวนสถิติคดีละเมิดทางเพศเณรในแต่ละปีจะมีไม่มากนัก แต่นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เนื่องจากสามเณรส่วนใหญ่ยังหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย หากต้องออกมาร้องเรียนหลังตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัด
ด้านนายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ยืนยันว่าปัจจุบันทางคณะสงฆ์มีมาตรการป้องกันและเอาผิดผู้ล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงเปิดช่องทางการร้องเรียนหลากหลายช่องทาง พร้อมกับกำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในระดับจังหวัดคอยให้ข้อมูลกับวัดต่าง ๆ ว่า หากพระละเมิดทางเพศเด็กที่เข้ามาบวชเป็นสามเณร ผู้กระทำความผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาด้วย
เมื่อวัดไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเสมอไป
แม้วัดเป็นพื้นที่ทางศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่านักบวชทุกคนจะยึดมั่นในศีลธรรม และควบคุมความปรารถนาทางเพศได้
บีบีซีไทยพูดคุยกับชายคนหนึ่งซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เขาเล่าย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ว่าตนเองต้องเข้าพิธีบวชพระตามที่ครอบครัวร้องขอ เนื่องจากผัดผ่อนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ชายคนนี้เล่าว่า เขาตั้งใจบวชกับอีกวัดหนึ่งซึ่งเป็นสายวัดป่า แต่เนื่องจากครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทของภาคอีสาน ได้อุปถัมภ์วัดประจำหมู่บ้านมาอย่างยาวนาน เขาจึงจำเป็นต้องเข้าพิธีบวชกับพระรูปดังกล่าวที่มาจากวัดประจำหมู่บ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ทราบดีว่าพระสูงวัยที่กำลังจะเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับเขานั้นมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก จากคำนินทาและการบอกต่อ ๆ กันของชาวบ้านและเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
“เขาก็บอกต่อ ๆ กันว่า พระองค์นี้ชอบจับจุดสงวน เราก็พอรู้มาบ้าง พอถึงวันที่ต้องเข้าพิธีบวช เราก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับแกที่วัด แล้วนั่งรอที่หน้ากุฏิ พอแกเสร็จธุระ ก็ขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือเอามือลูบไปที่เป้ากางเกง” ชายคนดังกล่าวเล่าให้บีบีซีไทยฟัง
เขาค้างคืนอยู่ที่วัดดังกล่าวเพียง 1 คืนเท่านั้นหลังจากเข้าพิธีบวช ก่อนจะย้ายไปจำพรรษาที่วัดสายป่าตามความตั้งใจเริ่มแรกจนจบการบวช แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจที่จะนอนที่วัดแห่งนี้
“โดยปกติเขาก็เหมือนพระทั่วไป ทำตัวดี พัฒนาอะไรหลาย ๆ อย่างจนชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ แต่ส่วนหนึ่งเราคิดว่าด้วยความที่มันเป็นสังคมบ้านนอก เขาไม่ได้มีความตระหนักเรื่องนี้มากนักว่าอะไรทำได้ไม่ได้ เลยไม่มีใครทำอะไรพระรูปนี้”
จนถึงวันนี้ เขาเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ จึงไม่แน่ใจว่าพระรูปดังกล่าวในวัยประมาณ 75 ปี ยังคงทำพฤติกรรมเช่นเดิมอยู่หรือไม่ แต่เขาเห็นด้วยว่าวัดไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยเสมอไป

ที่มาของภาพ, TICAC
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์ เข้ารวบพระสงฆ์วัย 23 ปีซึ่งจำพรรษาอยู่ในวัดแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากได้รับเบาะแสว่าพระรูปนี้ตั้งกรุ๊ปลับในแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขายคลิปโป๊เด็กผู้ชายโดยเฉพาะ
พ.ต.ท.ณัฐพงค์ เผือกเนียม สารวัตรกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ตำรวจไซเบอร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ทางตำรวจแฝงตัวอยู่ในกรุ๊ปลับต่าง ๆ ที่ขายสื่อออนไลน์และพบเห็นพระดังกล่าวใช้บัญชีปลอมประกาศโฆษณาเชิญชวนให้คนในกลุ่มสมัครเข้ากลุ่มลับซึ่งเขาเปิดใหม่ได้ไม่นาน โดยผู้เข้าต้องโอนเงินให้กับพระรูปนี้เป็นเงิน 150 บาท เพื่อจ่ายค่าเข้ากลุ่มลับ
ตำรวจใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สืบได้ว่าแอดมินหรือผู้ดูแลกลุ่มตั้งใหม่คนนี้เป็นใคร ชุดสืบสวนจึงเดินทางไปยัง จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอศาลออกหมายจับ
“เราเดินทางถึงวัดวันที่ 20 ก.พ. ก็ไปดูลาดเลาก่อน” พ.ต.ต.จิรเมธ บุตรน้ำเพชร สารวัตรกลุ่มงาน TICAC เล่าย้อนเหตุการณ์วันจับกุม “เขาก็ออกบิณฑบาตตอนเช้าตามปกติ ดูจากภายนอกแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากพระทั่วไปเลย”
พ.ต.ต.จิรเมธ พร้อมกับชุดจับกุมทำทีเข้าไปถวายอาหารเพลกับพระรูปดังกล่าว ก่อนจะแจ้งว่าขอจับกุมในข้อหาละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการครอบครองสื่อลามกเด็ก ในวันที่ 21 ก.พ. 2567
เมื่อเก็บหลักฐานพยานภายในกุฏิ พบว่ามีคลิปโป๊เด็กผู้ชายในกิจกรรมต่าง ๆ จำนวนกว่า 6,000 คลิป ขนาดรวมกันกว่า 70 กิกะไบต์ โดยพระรูปดังกล่าวจำนนต่อหลักฐานพยาน พร้อมกับรับสารภาพว่าตนเองเป็นแอดมินกลุ่มลับจริงและเป็นเจ้าของสื่อลามกทั้งหมด

ที่มาของภาพ, TICAC
นอกจากนี้ ตำรวจยังพบหลักฐานว่า พระรูปนี้ใช้วิธีการเข้าหาเด็กหรือเยาวชนเพื่อให้เด็กเชื่อใจและไว้ใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ หรือที่เรียกว่า child grooming
“เราพบว่าเขาทักไปหาเด็กผู้ชาย ถามว่าทำอะไรอยู่ พอเด็กผู้ชายตอบกลับมาว่าไม่ได้ทำอะไร ทางพระก็ถามว่าอยากดูอะไรเด็ด ๆ ไหม แล้วก็ส่งคลิปโป๊เด็กผู้ชาย 2-3 คลิปไปให้เด็กทางแชทเฟซบุ๊ก” พ.ต.ท.ณัฐพงค์ บอกถึงพฤติกรรมของพระรูปนี้ จากข้อความที่ปรากฏในแชทของแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ (Messenger)
อย่างไรก็ดี ตำรวจยังไม่พบคลิปที่พระรูปดังกล่าวลงมือถ่ายทำด้วยตนเอง โดยสื่อลามกทั้งหมดได้มาจากการสะสมผ่านกลุ่มลับและเว็บโป๊ต่าง ๆ
ทั้งนี้ เมื่อระบบของเฟซบุ๊กตรวจจับได้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กของพระรูปดังกล่าวส่งคลิปโป๊เด็ก บัญชีของเขาได้ถูกระงับทันที แต่ตำรวจไซเบอร์พบว่าเขาสร้างบัญชีใหม่ขึ้นในเวลาต่อมา
ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 ผู้แทนจากศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (U.S. National Center for Missing and Exploited Children หรือ NCMEC) และ TICAC ได้ลงนามในข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลเพื่อต่อต้านการแสวงประโยชน์จากเด็ก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าถึงรายงานเกี่ยวกับคดีการแสวงประโยชน์จากเด็กของ NCMEC ได้ทันที
พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับการกลุ่มงาน TICAC บอกว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ จะมีเอไอคอยตรวจจับและรายงานมายัง NCMEC ทันที หากตรวจพบการเผยแพร่สื่อลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
ข้อตกลงนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยสามารถเข้าถึงรายงานของ NCMEC ที่เกี่ยวกับคดีการแสวงประโยชน์จากเด็กได้โดยตรง ทาง TICAC จึงสามารถปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วขึ้น
จากประวัติพบว่า พระรูปดังกล่าวบวชมา 14 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการบวชเณรก่อน พ.ต.อ.รุ่งเลิศ มองว่า พระรูปนี้มีรสนิยมชอบเด็กผู้ชายซึ่งสื่อถึงอาการทางจิตในลักษณะใคร่เด็ก หรือ Pedophilia ด้วย
“เขาเริ่มจากการเป็นผู้เสพ [สื่อโป๊เด็กผู้ชาย] ก่อน จากนั้นจึงผันตัวเป็นพ่อค้า” ผู้กำกับการกลุ่มงาน TICAC ตำรวจไซเบอร์ บอกกับบีบีซีไทย
สถิติจากกลุ่มงาน TICAC ของตำรวจไซเบอร์พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทางเพศเด็กผ่านอินเทอร์เน็ตในช่วงปี 2563-2567 ทั้งหมด 103 คดี ในจำนวนนี้พบว่าผู้กระทำความผิดเป็นเณรหรือพระ จำนวน 4 คดี แต่ไม่ใช่ทุกคดีที่พระเผยแพร่หรือขายสื่อลามกเด็ก เพราะบางคดีพบว่าพระแอบถ่ายคลิปวิดีโอขณะล่วงละเมิดทางเพศเณรไว้เป็นของสะสมส่วนตัว
พบเณรถูกพระล่วงละเมิดทางเพศต่อเนื่อง
ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนซึ่งกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง คือช่วงที่วัดตามจังหวัดต่าง ๆ เปิดรับสมัครเด็กชายวัยเริ่มต้นตั้งแต่ 10-19 ปี เข้าบวชสามเณรภาคฤดูร้อนระยะเวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนถึง 1 เดือน แล้วแต่โครงการของวัดแต่ละแห่ง เพื่อให้เด็กและเยาวชนศึกษาพระธรรม ขณะที่ครอบครัวก็มีโอกาสร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแต่ละปีมีข่าวเณรถูกล่วงละเมิดทางเพศปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเณรที่บวชภาคฤดูร้อนระยะสั้นหรือเณรที่ศึกษาในระบบโรงเรียนของคณะสงฆ์ก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้กระทำคือพระผู้ใหญ่หรือพระพี่เลี้ยงที่จำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกัน
ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว พบเณรทางภาคใต้ที่เข้าโครงการบวชภาคฤดูร้อนจำนวน 7 รูป ถูกพระอายุ 76 ปี ซึ่งจำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศ โดยเรียกให้เด็กเข้าไปในกุฏิตอนสองทุ่ม
หรือช่วงเดือน ธ.ค. 2566 สื่อมวลชนรายงานข่าวการล่วงละเมิดทางเพศเณรวัย 15 ปี ซึ่งอยู่ในวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ โดยผู้กระทำความรุนแรงทางเพศคือเจ้าอาวาสวัย 41 ปี และพบว่าเณรหลายรูปถูกล่วงละเมิดเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 2 ปี
“ตอนเช้าเป็นพระที่มีคนกราบไหว้นับถือ กลางคืน เขาคือปีศาจมาก่อเหตุ” สามเณรที่ถูกล่วงละเมิดกล่าวกับสื่อมวลชนในขณะนั้น
บีบีซีไทยพบว่าในปี 2566 มีข่าวเณรถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างน้อย 6 ข่าว โดยผู้กระทำล้วนเป็นคนรู้จัก เช่น พระผู้ใหญ่หรือพระพี่เลี้ยงในวัดเดียวกัน
ขณะที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และทำงานด้านการแก้ไข-ป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศ ได้รวบรวมสถิติการละเมิดทางเพศเณรที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ และพบว่าในปี 2565 มีเณรถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างน้อย 5 รูป โดยผู้กระทำเป็นพระจำนวน 5 รูป
“แต่ละปี เราจะพบเหตุล่วงละเมิดทางเพศในเณรไม่มากนัก ประมาณ 3-5 คดี แต่เยอะสุดคือปี 2562 ที่พบมากถึง 21 เหตุ ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเณรถึง 21 คน และทั้งหมดถูกพระผู้ใหญ่ล่วงละเมิดทางเพศ” นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล บอกกับบีบีซีไทย แต่เขาเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เนื่องจากเณรส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาร้องเรียนหรือแจ้งความ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุใด “เณร” จึงเลือกที่จะเงียบ เมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ
นายจะเด็จ ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล วิเคราะห์ว่า ตัวเลขเณรที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมีมากกว่าที่เห็น แต่เด็กส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาร้องเรียนหรือแจ้งผู้ปกครอง เพราะเห็นว่าตนเป็นเพียงนักบวชชั้นผู้น้อย ขณะที่ผู้กระทำนั้นเป็นถึงพระผู้ใหญ่
“เขาก็จะกลัวว่าพูดไปแล้วใครจะเชื่อว่าโดนพระรูปนี้ล่วงละเมิดทางเพศจริง ในเมื่อพระรูปนั้นเป็นถึงพระผู้ใหญ่มีหน้ามีตาในสังคม ผู้คนเคารพนับถือกันมากหน้าหลายตา และมีคนศรัทธาเยอะ พอพูดว่าพระรูปนี้ทำอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่คนเชื่อ เณรก็กลัว ก็ไม่ออกมาร้องเรียน เพราะร้องเรียนแล้วไม่มีใครปกป้อง” นายจะเด็จ กล่าว
ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยกตัวอย่างคดีเณรถูกเจ้าคณะระดับจังหวัดล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วทางมูลนิธิฯ เข้าไปช่วยมารดาของเณรต่อสู้คดีในเวลาต่อมา ซึ่งพบปัญหาว่าครอบครัวของเณรถูกข่มขู่จากลูกศิษย์ที่ศรัทธาพระรูปดังกล่าว ขณะที่เณรได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการถูกละเมิด ส่วนแม่รู้สึกท้อใจอยู่ตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าลูกชายไม่น่าได้รับความยุติธรรมจากเรื่องนี้ได้
“ผู้เป็นแม่ส่งลูกมาบวชเณรเพื่อให้ได้เรียนหนังสือ แล้วทางบ้านก็ยากจนมาก ขณะที่พระรูปนั้นมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นข้าราชการก็มี เป็นตำรวจก็มี แม่ก็รู้สึกว่าจะไปสู้อะไรเขาได้ ในเมื่อเรายากจน ไม่มีเงิน แล้วเด็กก็เป็นแค่เณรธรรมดา ๆ” นายจะเด็จเล่าย้อนความหลัง
“คณะสงฆ์เป็นระบบอำนาจนิยมจากชายเป็นใหญ่ เราจะเห็นว่าปัญหาการคุกคามทางเพศมันเกิดขึ้นในแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน ที่ทำงาน หรือที่บ้าน ซึ่งเกิดจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าทั้งนั้น” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าว
สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมยืนยันมีมาตรการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศเณร
นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ บอกกับบีบีซีไทยว่า มีจำนวนพระสงฆ์อยู่ประมาณ 300,000 รูป และมีสามเณรประมาณ 50,000 รูปทั่วประเทศ โดยทางคณะสงฆ์มีเจ้าคณะผู้ปกครองคอยกำกับดูแลหมู่คณะสงฆ์อยู่แล้ว เบื้องต้นคือเจ้าอาวาสผู้มีหน้าที่ต้องดูแลเณรและพระสงฆ์ในวัดของตนเองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย
“หากสามเณรถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสหรือพระผู้ปกครองที่ต้องไปดูแลให้ความช่วยเหลือ การสอบสวนเบื้องต้นจะดำเนินการโดยคณะสงฆ์ผู้ปกครอง ว่าถูกล่วงละเมิดอย่างไรและผู้กระทำล่วงละเมิดทางเพศจะได้รับโทษอย่างไร ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเป็นผู้คอยสนับสนุนข้อมูล” ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าว
หากมาตรการนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สามเณรมีช่องทางร้องเรียนไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผ่านไปรษณีย์หรือทางโทรศัพท์ 02-4417936-7 และ 02-4417992 รวมถึงทางเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังเปิดให้ร้องเรียนผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. สายด่วน 1374
“หากผู้ล่วงละเมิดเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองทำผิดเสียเอง คณะสงฆ์ก็มีลำดับชั้นในการปกครอง ลำดับชั้นที่สูงกว่าก็เข้ามาตรวจสอบ ทางคณะสงฆ์จะเป็นผู้ตัดสินการกระทำความผิดทางพระวินัย ขณะที่ตำรวจซึ่งเป็นฝ่ายบ้านเมืองก็ดำเนินคดีอาญาควบคู่กันไป” ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม อธิบาย เพื่อให้มองเห็นภาพว่าการเอาผิดผู้ล่วงละเมิดทางเพศในคณะสงฆ์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ตรวจสอบกันเองเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อบีบีซีไทยสอบถามว่าผู้ปกครองจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น จะมีความปลอดภัยจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างที่เคยปรากฏเป็นข่าว
นายสุพัฒน์ ตอบว่า ก่อนมีการจัดกิจกรรมประเภทนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้กำชับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประจำจังหวัดต่าง ๆ ให้เข้าไปดูแลและสนับสนุนข้อมูลวัดต่าง ๆ ที่จัดบวชสามเณรภาคฤดูร้อน
“เป็นการถวายข้อมูลเรื่องการดูแล [สามเณร] ซึ่งตัวข้อมูลชุดนี้ทางเจ้าอาวาสที่เป็นผู้จัดโครงการเขาก็รู้อยู่แล้ว ก็ไปบอกท่านว่าเนื่องจากคนที่จะบวชเข้ามา เขาเป็นสามเณรที่มีอายุไม่มาก หากกระทำความผิดแล้ว นอกจากละเมิดกฎทางสงฆ์ ก็มีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย”
ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ยังกล่าวเสริมว่า พระพี่เลี้ยงที่ดูแลสามเณรก็ถูกคัดกรองมาแล้วตั้งแต่ตอนบวชโดยพระอุปัชฌาย์แล้วว่า มีคุณสมบัติบวชพระได้หรือไม่
“แต่อย่างว่าแหละ ตอนที่ท่านมาบวชครั้งแรก เราก็ไม่รู้หรอกว่าท่านจะก่อเหตุอะไรแบบนี้ไหม มันเป็นปัญหาส่วนบุคคล เพราะตอนขอบวชทุกคนก็เป็นคนดีหมด แต่พอบวชแล้วก็อาจไปหลงผิด” นายสุพัฒน์ กล่าว
ด้านนายจะเด็จ เห็นต่าง เขาบอกว่า “พระสงฆ์มีทั้งดี ไม่ดี ดังนั้นเรามองว่ามันเป็นปัญหาส่วนบุคคลไม่ได้ เพราะมันคือปัญหาเชิงโครงสร้างองค์กร หากมหาเถรสมาคมไม่ยอมรับว่าเกิดปัญหานี้ขึ้นจริง ก็จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในวัดไม่ได้”
ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมองว่า องค์กรศาสนาต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ความคุ้มครองผู้ร้องเรียน คณะกรรมการที่เข้ามาสอบเรื่องนี้ต้องมีความเป็นกลาง “ไม่ใช่พวกเดียวกันเอง” นอกจากนี้ มหาเถรสมาคมต้องออกแนวปฏิบัติว่าด้วยการล่วงละเมิดทางเพศเพื่อบังคับใช้กับคณะสงฆ์ทั่วประเทศ
“ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสงฆ์หรือโครงการบวชภาคฤดูร้อน เณรก็คือลูกของชาวบ้าน เมื่อเอาลูกเขาไปบวชแล้ว วัดก็ต้องคุ้มครองเขาให้ดีที่สุด หากไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยสำหรับเณรเลย” นายจะเด็จ กล่าว











