You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
คู่มือชมฝนดาวตกเจมินิดส์ "ราชาแห่งฝนดาวตก" ประจำปี 2025
มันพุ่งตกลงจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็วและกราดเกรี้ยว แหวกชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 260,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหลังเป็น "ดาวตก" ที่สุกสว่างละลานตา แม้ไม่ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องส่องทางไกล ทุกคนก็มองเห็นมันได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า
ในเดือนนี้ปรากฏการณ์ฝนดาวตก (meteor shower) ก็จะกลับมาอีกครั้ง โดยฝนดาวตกเจมินิดส์ (Geminids) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งฝนดาวตก" ที่สุกสว่างและหนาแน่นที่สุดของปี จะออกมาอวดโฉมให้ผู้คนมองเห็นได้จากทั่วทุกมุมโลก
องค์การนาซาเรียกฝนดาวตกเจมินิดส์ว่า "หนึ่งในฝนดาวตกที่ดีที่สุด และเชื่อถือได้มากที่สุดของปี" นั่นหมายความว่าฝนดาวตกเจมินิดส์มีโอกาสสูงที่จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในทุกครั้ง ลูกไฟและดาวตกแต่ละดวงยังมีสีสันที่แตกต่างกัน ทำให้ฝนดาวตกเจมินิดส์มีความสวยงามยิ่งกว่าใครอีกด้วย
ในคืนเดือนมืดที่ท้องฟ้าโปร่ง เราสามารถจะเห็นดาวตกจากปรากฏการณ์นี้ได้หนาแน่นถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ความเร็วของดาวตกเหล่านี้ยังชะลอลงมาอยู่ที่ 130,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ผู้คนมองเห็นมันได้ง่ายขึ้น
วิธีชมฝนดาวตกเจมินิดส์
อันที่จริงฝนดาวตกเจมินิดส์จะปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายามราตรี ระหว่างวันที่ 4-20 ธ.ค. ของปีนี้ แต่จะมีดาวตกหนาแน่นสวยงามที่สุด ในช่วงเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร หรือประมาณ 20.00 น. – 02.30 น. ในประเทศไทย ตามที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) แนะนำ
ฝนดาวตกเจมินิดส์นั้น สามารถรับชมได้จากทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ แต่จะปรากฏเด่นชัดบนท้องฟ้าของซีกโลกเหนือมากกว่า ชื่อของมันมาจากชื่อของกลุ่มดาวคนคู่ "เจมิไน" (Gemini) เพราะฝนดาวตกนี้ปรากฏขึ้น และแผ่รัศมีความสว่างออกมาจากตำแหน่งของกลุ่มดาวดังกล่าว
ดร.แม็กกี อาเดอริน-โพค็อก นักวิทยาศาสตร์อวกาศและหนึ่งในพิธีกรรายการ "ท้องฟ้ายามราตรี" (The Sky at Night) ของบีบีซี แนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดในการชมฝนดาวตกเจมินิดส์ คือให้มองขึ้นไปบนฟ้าที่ตำแหน่งใดก็ได้ "คุณไม่จำเป็นจะต้องมองตรงไปที่กลุ่มดาวคนคู่ แต่หากสามารถค้นหาตำแหน่งของกลุ่มดาวนี้ได้ ก็จะเป็นการดีกว่า"
"อันดับแรกให้มองหากลุ่มดาวนายพรานหรือโอไรออน จากนั้นมองไปทางซ้ายเล็กน้อย ก็จะเห็นกลุ่มดาวคนคู่ในทันที และนั่นคือจุดกำเนิดของฝนดาวตกเจมินิดส์นั่นเอง" ดร.อาเดอริน-โพค็อก กล่าวอธิบาย
การชมฝนดาวตกครั้งนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ เข้าช่วย เพราะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ควรออกไปหาสถานที่โล่งแจ้งนอกเมือง โดยหาจุดชมฝนดาวตกให้มืดมิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมลภาวะทางแสงในเมืองจะรบกวนการมองเห็นฝนดาวตก
เมื่ออยู่ในที่มืดแล้ว ควรให้เวลาดวงตาปรับตัวให้ชินกับความมืดสักครู่ และไม่ควรมองจอโทรศัพท์ที่สว่างจ้าในระหว่างนั้น
ดร.คิม มินแจ นักวิจัยด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวอร์ริกของสหราชอาณาจักร แนะนำให้ผู้สนใจดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับการดูดาว มาเป็นตัวช่วยในการค้นหาตำแหน่งฝนดาวตกให้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น "ฝนดาวตกครั้งนี้คือปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่งดงาม ดาวตกนับร้อยนับพันดวงนั้น ดูเหมือนว่าจะหล่นลงมาจากฟากฟ้าในบริเวณเดียวกัน หากคุณสามารถหาตำแหน่งของกลุ่มดาวคนคู่ได้ การชมฝนดาวตกครั้งนี้ก็เป็นเพียงเรื่องกล้วย ๆ"
เกร็ดความรู้สนุก ๆ ของฝนดาวตกเจมินิดส์
- นอกจากฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids) แล้ว ฝนดาวตกเจมินิดส์เป็นฝนดาวตกขนาดใหญ่หนึ่งเดียว ที่ไม่ได้ถือกำเนิดจากดาวหาง
- อันที่จริงแล้ว ส่วนหางของดาวตกที่เห็นเป็นเส้นยาว อาจเกิดจากอนุภาคขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย
- นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นฝนดาวตกเจมินิดส์ครั้งแรกในปี 1862 ซึ่งนับว่าล่าช้ากว่าการค้นพบฝนดาวตกอื่น ๆ อย่างเช่นฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ และฝนดาวตกลีโอนิดส์มาก
- นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า ฝนดาวตกเจมินิดส์จะสุกสว่างขึ้นและหนาแน่นขึ้นทุกปี
(ที่มา: พิพิธภัณฑ์หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์หลวงกรีนิช)
ความแตกต่างระหว่างดาวตก, อุกกาบาต, ดาวเคราะห์น้อย, และดาวหาง
ดาวตก (meteor) คือเส้นแสงที่เป็นทางยาวบนท้องฟ้า ซึ่งเกิดจากหินอวกาศที่ระเหยกลายเป็นไอ หลังชนปะทะและเสียดสีอย่างรุนแรงกับชั้นบรรยากาศโลก อย่างไรก็ตาม ก้อนของหินอวกาศนั้นเรียกว่า "สะเก็ดดาว" (meteoroid) เพราะเป็นเศษวัสดุอย่างหินหรือน้ำแข็ง ที่หลุดออกมาจากดาวเคราะห์น้อยและดาวหางนั่นเอง
หากหินอวกาศนั้นไม่ถูกเผาไหม้จนหมดไปในชั้นบรรยากาศ โดยยังเหลือส่วนที่เป็นของแข็งเมื่อตกถึงพื้นโลก หินอวกาศดังกล่าวจะถูกเรียกว่า "อุกกาบาต" (meteorite)
ดาวเคราะห์น้อย (asteroid) คือหินอวกาศขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่นอกโลก ทั้งยังโคจรวนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย ส่วนดาวหางนั้นก็โคจรวนรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่องค์ประกอบหลักของมันคือน้ำแข็งและฝุ่นละออง ไม่ใช่หินแข็งอย่างดาวเคราะห์น้อย
สะเก็ดดาวพุ่งชนโลกบ่อยครั้งแค่ไหน ?
ข้อมูลขององค์การนาซาระบุว่า มีฝุ่นละอองและวัตถุขนาดเล็กกว่าเม็ดทรายในห้วงอวกาศ พุ่งเข้าชนโลก 100-300 ตันต่อวัน แต่มีวัตถุจำพวกสะเก็ดดาวแค่ 44 ตัน ที่สามารถตกถึงพื้นโลกในช่วงเวลาเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่า มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เท่ารถยนต์พุ่งเข้าชนโลกราวปีละครั้ง ทำให้ผู้คนมองเห็นเป็นลูกไฟดวงโต แต่มันจะถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศก่อนตกถึงพื้นโลก
ทว่าในทุกรอบ 2,000 ปี สะเก็ดดาวยักษ์ที่มีขนาดเท่าสนามฟุตบอล จะพุ่งเข้าชนโลกและสร้างความเสียหายหนักเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่หนึ่งได้
ฝนดาวตกคืออะไร
ฝนดาวตกคือเหตุการณ์ที่จำนวนของดาวตกเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน อาจเกิดขึ้นปีละครั้งหรือในช่วงเวลาที่เป็นรอบ เช่นเกิดขึ้นในตอนที่โลกกำลังโคจร ผ่านเข้าไปในเส้นทางของเศษวัสดุในห้วงอวกาศพอดี ตัวอย่างเช่นฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือมากที่สุดนั้น จะปรากฏขึ้นในเดือนส.ค. ของทุกปี โดยฝนดาวตกนี้เกิดจากชิ้นส่วนขนาดเล็กหรือเศษฝุ่นของดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิล (Swift-Tuttle)
ส่วนดาวหางฮัลเลย์ (Halley) ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้น คือสาเหตุที่ทำให้เกิดฝนดาวตกเอตาอะควาริดส์ (Eta Aquarids) และฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (Orionids)
ตามปกติฝนดาวตกเจมินิดส์จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาที่โลกของเราโคจรผ่านเข้าไปในสายธารของเศษวัสดุ ซึ่งหลุดออกมาจากดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่เช่นกัน
เมื่อดาวเคราะห์น้อยนี้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น ความร้อนจะทำให้ผิวของมันแตกละเอียดเป็นผุยผง ซึ่งมีตั้งแต่ฝุ่นขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายไปจนถึงเม็ดถั่ว และเมื่อดาวเคราะห์น้อยมุ่งหน้าเดินทางต่อไปโดยออกห่างจากดวงอาทิตย์ ก็จะทิ้งร่องรอยของเศษฝุ่นเหล่านี้เป็นทางยาวไว้เบื้องหลัง
โลกของเราโคจรผ่านเข้าไปในกระแสของฝุ่นอวกาศนี้ทุกปี ทำให้พวกมันสุกสว่างขึ้นเป็นแสงวาบบนท้องฟ้า เมื่อพุ่งเข้าชนปะทะชั้นบรรยากาศโลก ทำให้บางครั้งฝนดาวตกจึงดูคล้ายกับกลุ่มเมฆหมอกอยู่บ้าง "อันที่จริงแล้ว ดาวตกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับดวงดาวเลย มันเป็นเพียงเศษวัสดุเล็ก ๆ ในห้วงอวกาศ ที่เกิดการเผาไหม้" ดร.อาเดอริน-โพค็อกกล่าว
ดาวตกส่วนใหญ่เป็นเศษวัสดุที่หลุดออกจากดาวหาง ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ "ลูกบอลหิมะสกปรก" นั่นเอง แต่ฝนดาวตกเจมินิดส์นั้นมีความพิเศษกว่าฝนดาวตกอื่น ๆ เพราะไม่ได้เกิดจากเศษน้ำแข็งของดาวหาง แต่มาจากเศษหินแข็งและแร่ธาตุของดาวเคราะห์น้อย
"นั่นทำให้ฝนดาวตกเจมินิดส์สวยงามตระการตากว่า เพราะต้นกำเนิดของมันคือหินแข็ง ไม่ใช่น้ำแข็งแบบฝนดาวตกทั่วไป ทำให้ฝนดาวตกเจมินิดส์บางส่วนมีสีสันต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุที่ปะปนอยู่ในอนุภาคฝุ่นละอองนั้น" ดร.อาเดอริน-โพค็อก อธิบาย
ดาวตกส่วนใหญ่มีสีขาวและสว่างจ้า แต่บางส่วนอาจเป็นสีเหลือง, เขียว, แดง, หรือน้ำเงินได้ หากมีโลหะจำพวกโซเดียมหรือแคลเซียมปะปนอยู่ ซึ่งแร่ธาตุทั้งสองนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของดอกไม้ไฟนั่นเอง
คนเราเสี่ยงถูกสะเก็ดดาวตกใส่ได้มากน้อยแค่ไหน ?
ข้อมูลขององค์การนาซาระบุว่า ตามปกติแล้วสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็กมาก โดยมีตั้งแต่เล็กจิ๋วเท่าฝุ่นผงไปจนถึงขนาดเท่ากับหินก้อนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเล็กมากจนถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศโลก
แต่ถึงกระนั้น วารสาร International Comet Quarterly ซึ่งติดตามและบันทึกข้อมูลการตกของอุกกาบาต รายงานว่าในอดีตเคยมีเหตุการณ์อุกกาบาตตกใส่คนเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในปี 1994 ที่เมืองเคตาเฟ (Getafe) ประเทศสเปน มีอุกกาบาตตกใส่กระจกหน้าของรถยนต์ BMW คันหนึ่ง ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน แต่โชคดีที่คนขับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เพียงนิ้วหักไปนิ้วหนึ่งเท่านั้น
ในปี 1992 เกิดฝนดาวตกเหนือเมืองอึมบาเล (Mbale) ของประเทศยูกันดา ซึ่งถือว่ามีประชากรหนาแน่น ทำให้มีเศษหินอุกกาบาตหนัก 3.6 กรัม ตกใส่ศีรษะของเด็กชายคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักและฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา เพราะสะเก็ดหินอวกาศนั้นตกใส่ใบตองของต้นกล้วยก่อน ทำให้มันชะลอความเร็วลงก่อนตกใส่ศีรษะของเด็กชาย
ในปี 1954 ที่รัฐแอละแบมาของสหรัฐฯ อุกกาบาตขนาดเท่าผลเกรปฟรุตหรือผลส้มขนาดใหญ่ พุ่งทะลุหลังคาบ้านลงมาโดนเครื่องรับวิทยุ แล้วกระเด้งกระดอนไปโดนนางแอน ฮอดจ์ ซึ่งกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องนั่งเล่น ทำให้เกิดรอยฟกช้ำขนาดใหญ่บนตัวของเธอ
ส่วนที่ประเทศรัสเซีย ผู้คนที่นั่นเคยประสบกับเหตุการณ์ใหญ่ ที่หินอวกาศเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงบนท้องฟ้าถึงสองครั้ง โดยเมื่อเดือนก.พ. ปี 2013 ลูกไฟดวงใหญ่ที่สว่างเจิดจ้าอย่างมาก (superbolide) เกิดระเบิดเหนือเมืองแห่งหนึ่งในภูมิภาคอูราล (Ural) ทำให้มีเศษอุกกาบาตตกลงมา จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 1,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเศษกระจกหน้าต่างที่แตกละเอียดบาดและทิ่มแทง หลังคลื่นกระแทกจากการระเบิดทำลายอาคารบ้านเรือนดังกล่าว
อีกครั้งหนึ่งในปี 1908 ที่เขตตุงกัสคา (Tunguska) ในภูมิภาคไซบีเรีย หินอวกาศขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าเหนือบริเวณดังกล่าว ทำให้พื้นที่ป่า 2,000 ตารางกิโลเมตรโดยรอบ พังพินาศจนราบเป็นหน้ากลอง มีชายสองคนเสียชีวิต และกวางเรนเดียร์อีกหลายร้อยตัวต้องตายลงในครั้งนี้ด้วย