“ชายฝั่งของเรากลายเป็นสุสานไปแล้ว” บีบีซีเกาะติดปฏิบัติการสกัดเรือผู้อพยพในตูนิเซีย

ที่มาของภาพ, BBC / Zaid Abbour
- Author, บัสซัม บูวเนนนิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
- Author, Claire Press แคลร์ เพรส
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
- Author, ซาอิด อับบูวร์
- Role, ช่างภาพ
เรือลำน้อยผูกติดด้วยเชือกเข้ากับเรือเร็วสปีดโบ๊ท มันค่อย ๆ ถูกลากจูงเข้ามาหาเรา เรือลำนี้เป็นเรือผู้อพยพลำแรก จาก 9 ลำที่เราได้พบเจอตลอด 24 ชั่วโมงที่ทีมข่าวบีบีซีติดตามภารกิจของยามชายฝั่งตูนิเซีย
ยามชายฝั่งช่วยเหลือผู้อพยพได้กว่า 180 คน ทุกคนสวมห่วงยาง แต่ไร้เสื้อชูชีพ และทุกคนได้รับการช่วยเหลือจากเส้นทางอพยพทางน้ำสู่ยุโรปที่มีผู้อพยพใช้เดินทางมากที่สุดแห่งนี้
เราเดินทางออกจากเมืองชายฝั่งของตูนิเซีย ชื่อ สแฟกซ์ ด้วยเรือลาดตระเวนของยามชายฝั่งแห่งชาติตูนิเซีย และเมื่อผ่านไปได้เพียงครึ่งชั่วโมง เรดาร์ก็ตรวจจับสัญญาณแรกได้
เรือยามชายฝั่งที่เราโดยสารมาด้วยนั้น ทำงานร่วมกับเรือสปีดโบ๊ทอีก 2 ลำ ซึ่งมีขนาดเล็กและคล่องตัวกว่า เพื่อค้นหาเรือผู้อพยพ
เมื่อหาเรือผู้อพยพพบ ยามชายฝั่งจะสั่งกัปตันเรือให้ดับเครื่องยนต์ และสั่งให้ยอมให้เรือถูกลากจูงไปหาเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่กว่า เมื่อเรือผู้อพยพไปถึง เจ้าหน้าที่ยามชายฝั่ง 6 นายก็พร้อมเข้าช่วยเหลือทันที
เมืองสแฟกซ์ อยู่อีกฟากของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนห่างจากเกาะลัมเปดูซาของอิตาลี ไม่ถึง 200 กิโลเมตร ถือเป็นทางผ่านสำคัญสำหรับชาวแอฟริกันจากทางใต้ของทะเลทรายซาฮาราที่ต้องการเดินทางอพยพเข้าไปยังยุโรปอย่างผิดกฎหมาย เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ซ่อมสุมของกลุ่มผู้ลักลอบขนคนผิดกฎหมายที่อยากทำกำไรจากผู้อพยพเหล่านี้ด้วย
แต่ก่อน ผู้อพยพหลายคนใช้วิธีนั่งรถยนต์ไปยังลิเบีย แล้วจึงต่อเรือมุ่งหน้าสู่กรีซ
แต่เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลลิเบียได้ส่งผู้อพยพกลับหลายพันคน และเพิ่มการลาดตระเวนตลอดแนวชายฝั่งอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ผู้อพยพเปลี่ยนมาเดินทางผ่านตูนิเซียแทน
เมื่อเดือน ก.ค. 2023 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอเงินกว่า 4,000 ล้านบาทให้ทางการตูนิเซีย เพื่อเพิ่มการลาดตระเวนบริเวณพรมแดน รวมถึงให้ดำเนินปฏิบัติการค้นหา-ช่วยเหลือ และปราบปรามการลักลอบค้ามนุษย์
เงิน 4,000 ล้านบาทนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเงินช่วยเหลือที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เสนอให้ประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ตูนิเซียยังไม่ตอบรับเงื่อนไขว่าจะนำเงินเหล่านี้ไปใช้อย่างไรบ้าง
องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ยามชายฝั่งอิตาลีและตูนิเซียได้ช่วยเหลือผู้อพยพรวมกันถึง 54,049 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากทั้งปี 2022
ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงครึ่งปีแรกของ 2023 ยังมีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลมากกว่า 2,000 คน ตามตัวเลขของสหประชาชาติ
กลับมาที่ปฏิบัติการช่วยเหลือเรือผู้อพยพที่ทีมข่าวบีบีซีได้สังเกตการณ์ เมื่อผู้โดยสาร 46 คนขึ้นมาบนเรือยามชายฝั่ง พวกเขาต่างแสดงความโกรธเกรี้ยวใส่เจ้าหน้าที่
“ปล่อยผมไปอิตาลี” ชายคนหนึ่งตะโกน “ผมจะลองอีกครั้งอยู่ดี” ชายอีกคนกรีดร้อง
ผู้อพยพเหล่านี้ล้วนมาจากประเทศโกตดิวัวร์ และกินี พวกเขาบอกทีมข่าวว่า ความพยายามอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลรอบนี้ เป็นครั้งที่ 3 หรือ 4 ของพวกเขาแล้ว

ที่มาของภาพ, BBC / Zaid Abbour
แม้เราจะได้รับอนุญาตให้เป็นสักขีพยานต่อสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติการ แต่ลูกเรือยามชายฝั่งถูกสั่งไม่ให้ตอบคำถามใด ๆ ของพวกเรา ส่วนโฆษกยามชายฝั่ง คือ ฮูสแซมเอลดิน เอล-จาบับลี พูดคุยกับเราเพียงครั้งเดียวตอนที่อยู่ด้วยกันที่ท่าเรือ
“มีผู้อพยพที่ขู่จะกระโดดลงจากเรือ หรือแม้แต่ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาตัวเอง” เอล-จาบับลี บอกเรา
ภายหลังพาผู้อพยพกลุ่มแรกกลับไปยังผืนดินตูนิเซียแล้ว เรดาห์ก็ตรวจพบเรืออีกลำ และเช่นเคย มีการส่งเรือสปีดโบ๊ท 2 ลำไปตรวจสอบ
พวกเขาพบเรือทำจากเหล็ก ที่ถูกลากจูงมาจอดข้างเรือยามชายฝั่ง บนนั้นมีผู้อพยพ 20 คนที่ร้องขออาหารและน้ำ พวกเขาบอกเราว่า ลอยกลางทะเลมานานกว่า 12 ชั่วโมงแล้ว
ผู้อพยพบนเรือลำที่ 2 มาจากซูดาน เยเมน ลิเบีย และซีเรีย พวกเขาอธิบายว่า ได้หนีจากสงคราม ก่อนจะมาถึงตูนิเซีย สิ่งที่แตกต่างจากเรือลำแรกคือ ผู้อพยพเหล่านี้ต่างบอบช้ำทางจิตใจและเหนื่อยล้า
เมื่อพาพวกเขาไปถึงชายฝั่ง ทางการตูนิเซียเข้าจับกุมกัปตันเรือ พร้อมตั้งข้อหาค้ามนุษย์ ซึ่งเขาอาจต้องโทษจำคุกนานหลายปี หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง
ส่วนผู้โดยสารคนอื่น ๆ หลังเจ้าหน้าที่เสร็จสิ้นการตรวจค้นร่างกายแล้ว ก็ได้รับการปล่อยตัว และเป็นอิสระที่จะลองพยายามข้ามทะเลนี้อีกครั้ง
ค่าใช้จ่ายที่ผู้อพยพต้องจ่ายให้ผู้ลักลอบ เพื่อขึ้นเรือข้ามทวีปไปสู่ยุโรป จะแตกต่างกันไปตามแต่เชื้อชาติของผู้อพยพเอง คุณภาพของเรือ รวมถึงช่วงเวลาของปี
ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางจากเมืองสแฟกซ์ ตามที่มีการรายงาน จะอยู่ที่ 13,500 บาท จนถึง 73,600 บาท โดยคนที่จ่ายได้น้อยก็ต้องไปเสี่ยงชีวิตกับเรือที่ดูไม่ปลอดภัย
แต่ละครั้งที่ยามชายฝั่งสกัดพวกเขาไว้ได้ รวมถึงทุกครั้งที่ความพยายามในการเดินทางข้ามทะเลไม่ประสบความสำเร็จ ผู้อพยพจำนวนมากก็จะยิ่งจมอยู่ในวังวนหนี้สิน แม้กระนั้น พวกเขาก็ประกาศจะลองใหม่ ไปกู้เงินมาจ่ายผู้ลักลอบ เพียงเพื่อจะล้มเหลวอีก และจนหนักลงไปอีก

ที่มาของภาพ, BBC / Zaid Abbour
ตอนที่เราเดินทางกลับไปยังช่องแคบอีกครั้ง เสื้อผ้าและรองเท้านับสิบชิ้นลอยอยู่ในน้ำ แม้แต่ลูกเรือก็ยังนิ่งเงียบ ตอนที่เราเคลื่อนเรือผ่าน
ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขของเมือง คือ ฮาเทม อัล-ชาริฟ บอกกับบีบีซีว่า นับแต่ต้นปี 2023 มีบุคคลนิรนามกว่า 700 คน โดยในจำนวนนี้มีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย ที่ถูกฝังอยู่ในสุสานไร้ป้ายหลุมศพ นอกเมืองสแฟกซ์
หลายชีวิตที่ตายไป ถูกโทษว่าเป็นความผิดของผู้ลักลอบที่ใช้เรือเหล็กที่ผุพังและไม่ปลอดภัย
ทีมข่าวเห็นเรือเหล็กเหล่านี้ ถูกวางกองเป็นพะเนินสูง หลังยามชายฝั่งบุกเข้าตรวจค้นและยึดไว้ได้
ชาวประมงท้องถิ่นระบุว่า เวลาออกไปหาปลา พวกเขาจะระวังเรือเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงจมได้ง่าย ๆ จนทำให้อวนหาปลาของพวกเขาขาด เหล่าชาวประมงยังเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกเศร้าใจ เวลาค้นพบร่างผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะหากเป็นเด็ก
“ผมเห็นศพมามาก ผมไม่อยากให้ผู้อพยพเดินทางแบบนี้อีก ชายฝั่งของเรากลายเป็นสุสาน” อัล-จิลานี คาเมล ชาวประมงคนหนึ่งบอกเรา
ตลอดช่วงเวลา 1 ชั่วโมงต่อมา เราสังเกตการณ์ลูกเรือยามชายฝั่งที่ทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย และเข้าสกัดเรือผู้อพยพได้อีก 5 ลำติดต่อกัน
แล้วก่อนที่จะหมดช่วงเวรของพวกเขา ยามชายฝั่งก็ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเรือผู้อพยพที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมชาติของพวกเขา
ชาวตูนิเซีย คิดเป็น 15% ของกลุ่มคนที่พยายามเดินทางข้ามไปยุโรป แต่จากที่เราเห็น ความทุกข์ทรมานของผู้อพยพชาวตูนิเซียก็ไม่ต่างจากผู้อพยพชาติอื่น ๆ
เมื่อเรานำเรือเข้าไปเทียบข้างเรือผู้อพยพลำนี้แล้ว ชายชาวตูนิเซียคนหนึ่งลุกขึ้นและขู่ว่าจะโยนลูกสาวทิ้งทะเล ซึ่งนี่เป็นเหตุให้เขาถูกจับกุม
ส่วนชายอีกคนตะโกนสวนมาว่า นี่เป็นความพยายามครั้งที่ 4 ของเขาแล้ว "มันเหมือนผมตายไปแล้ว" เขาร้องไห้
เมื่อเราลงจากเรือยามชายฝั่ง และเริ่มเดินออกจากท่าเรือ เราเห็นผู้อพยพหลายสิบคนเดินอยู่ข้างถนน หลังได้รับการปล่อยตัว
“เราคงต้องค้างคืนในดงต้นมะกอกตรงนี้” อะบูบักเกอร์ ผู้อพยพจากโกตดิวัวร์ กล่าว
“แล้วเราก็จะลองอีก” ชายอีกคนพูด
เมื่อถามว่าพวกเขากลัวตายไหมเวลาข้ามทะเล ผู้อพยพจากซูดาน ชื่อ อะเดล อับดุลเลาะห์ ตอบว่า “ผมหนีจากสงครามมา ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นอะไรที่เลวร้ายไปกว่าสิ่งที่ผมได้เห็นแล้ว ผมไม่มีอะไรจะเสีย”











