สำรวจ “สถานีตำรวจลับ” ของจีนในต่างแดน หลัง ททท. เผยแนวคิด ตำรวจไทยลาดตระเวนกับตำรวจจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
“เรามีการคุยกับทางสถานทูตจีนที่จะมีโครงการที่เรียกว่า โครงการลาดตระเวน... เราจะเอาตำรวจจากประเทศจีน มาที่เมืองไทย มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเมืองหลัก”
นี่คือคำพูดของ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ในการแถลงข่าวหลังประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และจุดประเด็นในสังคมออนไลน์ว่า ทำไมประเทศไทยต้องใช้ “ตำรวจจีน” มารักษาความปลอดภัย
ประเด็นนี้สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก เพราะต่อมาไม่นาน ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า “ข่าวที่จะให้ตำรวจจีนมาตระเวนดูแลความปลอดภัยนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” เพราะความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น คือการให้ตำรวจจีนมาสนับสนุนด้านข้อมูลกับตำรวจไทย ในการปราบปรามกลุ่มจีนสีเทา
นับแต่ 25 ก.ย. 2566 รัฐบาลภายใต้นายกฯ เศรษฐา ได้ดำเนินโครงการ “วีซาฟรี” ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการดึงดูดคนจีนให้เดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าว ยังไม่เป็นไปตามเป้า ที่ตั้งไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย 4.4 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้
ผู้ว่าการ ททท. มองว่า การดึงตำรวจจีนมาร่วมลาดตระเวนกับตำรวจไทย จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการในยุโรป โดยเฉพาะที่อิตาลี
แต่ในความเป็นจริงนั้น ช่วงปลายปี 2565 รัฐบาลอิตาลีได้ยุติโครงการ “ลาดตระเวนร่วม” กับตำรวจจีน ที่ทำร่วมกับจีนระหว่างปี 2559-2562 (2562-2565 เว้นว่างไปจากโควิด) หลังรัฐบาลอิตาลีพบหลักฐานว่า มี “สถานีตำรวจจีนลับ” อยู่ 110 แห่งใน 53 ประเทศทั่วโลก โดยอยู่ในอิตาลีมากที่สุดถึง 11 แห่ง ตามรายงานของ เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่แสวงผลกำไรในสเปน
ลาดตระเวนร่วม สู่ สถานีตำรวจลับ ?
ย้อนไปเมื่อปี 2559 ตำรวจอิตาลีได้ประกาศความร่วมมือการลาดตระเวนกับตำรวจจีน เพื่อนำไปสู่ “ความร่วมมือในระดับสากลมากขึ้น รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากร เพื่อจัดการกับกลุ่มอาชญากรและก่อการร้าย ที่มุ่งทำร้ายประเทศต่าง ๆ”
อันที่จริง รัฐบาลจีนได้ดำเนินข้อตกลงทวิภาคีด้านการตรวจการของตำรวจในต่างแดนกับหลายประเทศมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งรวมถึงประเทศโครเอเชียและเซอร์เบียระหว่างปี 2561-2562 ด้วย ในฐานะส่วนหนึ่งของนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

ที่มาของภาพ, Safeguard Defender
แต่แล้วในเดือน ก.ย. 2565 เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่แสวงผลกำไรในสเปน ได้เปิดเผยหลักฐานถึง “สถานีตำรวจลับ” ที่พบว่ามีมากถึง 110 แห่งใน 53 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นประเทศอิตาลี ซึ่งดำเนินโครงการลาดตระเวนร่วมกับตำรวจจีนมายาวนานสุด ที่มีสถานีตำรวจลับของจีนมากที่สุดถึง 11 แห่ง รองลงมาคือสเปน มี 9 แห่ง
สถานีตำรวจจีนแห่งหนึ่งในกรุงโรม ถึงกับจัดพิธีเปิดโดยมีเจ้าหน้าที่อิตาลีเข้าร่วมด้วยในปี 2561 โดยนี่เป็นหลักฐานจากวิดีโอที่โพสต์บนเว็บไซต์ของจีน แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างตำรวจสองประเทศ
สถานีตำรวจลับเช่นนี้ ยังพบว่าอยู่ในเอเชียด้วย ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา (2 แห่ง) ญี่ปุ่น (1) เกาหลีใต้ (1) เมียนมา (2) บรูไนดารุสซาลาม (1) แต่ยังตรวจไม่พบว่ามีในประเทศไทยหรือไม่
“นี่อาจเป็นเพียงแค่ยอดผู้เขาน้ำแข็ง ตัวเลขที่เราพบจากเอกสารอย่างเป็นทางการของจีนเอง เราไม่ได้กุเรื่องขึ้นมา สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ ความอุกอาจของสถานีตำรวจจีนลับเหล่านี้ ที่พยายามชักจูงให้คนจีนออกจากประเทศนั้น ๆ ด้วยวิธีการทั้ง การข่มขู่ การคุกคาม และการลงโทษสมาชิกในครอบครัวที่ยังอาศัยอยู่ในจีน ” ลอว์รา ฮาร์ธ ผู้อำนวยการโครงการเคลื่อนไหว เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ ให้สัมภาษณ์บีบีซี เมื่อปี 2565
“นี่เป็นมาตรการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง และไล่ล่าผู้คนข้ามโลก เพื่อให้มั่นใจว่า คนจีนในต่างแดน ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ และนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง จะปิดปากเงียบ และเลือกกลับจีน”
ปฏิบัติการ “ลาดตระเวนและจูงใจ”
สถานทูตจีนในสหรัฐฯ และแคนาดา ระบุว่า สถานที่ที่เป็น “ศูนย์บริการโพ้นทะเล” ถูกเปิดขึ้นในช่วงที่โลกเผชิญการระบาดของโควิด-19 เป้าประสงค์ของสถานีเหล่านี้ คือการสนับสนุนชาวจีนที่อยู่ในต่างประเทศ อาทิ การต่อใบขับขี่ และปัญหาอื่น ๆ
แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า จีนใช้สถานีโพ้นทะเลเหล่านี้ เพื่อข่มขู่และสังเกตการณ์ชาวจีนที่อาศัยในต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ ชี้ว่า สถานีตำรวจลับของจีนในนานาประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเพื่อบีบให้คนจีนในต่างแดน “เดินทางกลับประเทศอย่างไม่สมยอม” ด้วยวิธีการหลัก ๆ ดังนี้
- หนึ่ง คุกคามครอบครัวในจีน - ยกตัวอย่างเช่น เสี่ย เหวยดง อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของจีนที่ย้ายไปอยู่แคนาดา หลังวิจารณ์ระบบตุลาการจีน โดยตำรวจได้จับกุมน้องสาวและลูกชายของเขาในจีน อีกทั้งยังติดต่อไปหาอดีตภรรยาของเขา รวมถึงส่งทนายไปหา เหวยดง ในแคนาดา เพื่อชักจูงให้เขากลับประเทศ แต่ท้ายสุดเขาปฏิเสธ
- สอง พุ่งเป้าในต่างแดน - ยกตัวอย่างเช่น ตง เฟิง ที่ได้สถานะพลเรือนออสเตรเลีย และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่นำเที่ยว แต่เขาก็เป็นผู้ฝึกวิชาฝ่าหลุนกง ที่จีนสั่งห้ามด้วย โดยตำรวจนอกเครื่องแบบจีน เข้าหาเขาในนครเมลเบิร์น เพื่อชักจูงให้เขากลับประเทศไปรับโทษ ซึ่งช่วงแรกเขาตกลง เพราะมีการขู่ทำร้ายครอบครัวในจีน แต่ท้ายสุดเขาปฏิเสธ และอยู่ในออสเตรเลียต่อไป
- สาม ลักพาตัวจากต่างแดน - ยกตัวอย่างเช่น นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนชาวจีน ตง กวงปิง ที่เคยถูกจำคุกในจีน 3 ปีฐานะปลุกปั่น และเคยหายตัวไป 8 เดือนในปี 2557 ก่อนที่จะหลบหนีเข้ามาในไทย โดยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แต่ระหว่างรอการทำเรื่องย้ายถิ่นฐานไปแคนาดาอยู่ที่ศูนย์กักตัวชาวต่างชาติของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก็มีตำรวจจีนเดินเข้ามาใส่กุญแจมือเขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ไทย แล้วพาตัวเขาออกไป ในเวลาต่อมาปรากฏว่า ตง กวงปิง ไปอยู่ในศูนย์ควบคุมของจีน และถูกจำคุกนาน 3 ปี ก่อนได้รับการปล่อยตัวในปี 2562

ที่มาของภาพ, IMDB
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการโทรคมนาคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการลักพาตัวชาวจีนไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ไม่นับชาวจีนที่หลบหนีเข้าไปยังประเทศเหล่านี้อย่างผิดกฎหมาย
เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ เปิดเผยข้อมูลที่รวบรวมมาจากคำประกาศของรัฐบาลท้องถิ่นจีน ที่ใช้วิธีการออกเส้นตายให้ชาวจีนที่อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในเมียนมาและกัมพูชา ให้เดินทางกลับประเทศ หากไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับครอบครัว หรือให้เงื่อนไขว่าจะลดโทษเหลือเพียงค่าปรับ
รายงานของ เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ ยังระบุด้วยว่า หนึ่งในคำประกาศเตือนของทางการจีน นับแต่เดือน พ.ย. 2564 คือการเตือนประชาชนชาวจีน “ไม่ให้เดินทางไปยัง 9 ประเทศ” ที่เป็นแหล่งอาชญากรรมด้านโทรคมนาคมร้ายแรง คือ ไทย กัมพูชา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา สปป.ลาว มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย
คำเตือนของรัฐบาลจีนระบุว่า หาก “ไม่มีความจำเป็น” หรือ “เหตุผลฉุกเฉิน” ประชาชนชาวจีนไม่ควรเดินทาง หรืออาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้ และควรกลับมาจีนให้เร็วที่สุด

ที่มาของภาพ, Safeguard Defender
กรณีล่าสุดในนิวยอร์ก
ย้อนไปเมื่อกลางเดือน เม.ย. 2566 ทางการสหรัฐฯ ได้จับกุมชายสองคนในนครนิวยอร์ก ฐานตั้ง “สถานีตำรวจลับ” ของจีนในย่านไชนาทาวน์
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า “นายหลูแห่งบร็องซ์” และ “นายเฉินแห่งแมนฮัตตัน” ร่วมกันจัดตั้งสถานีตำรวจสำหรับชาวจีนในสหรัฐฯ ตามคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของรัฐบาลจีน
สถานีตำรวจลับแห่งนี้ ถูกปิดลงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2565 หลังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถูกสำนักสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ สืบสวน
“รัฐบาลจีนกระทำการล้ำเส้น จนยากที่จะยอมรับได้ เราจะพิทักษ์เสรีภาพของประชาชนที่อาศัยในประเทศของเรา จากภัยคุกคามจากการกดขี่ของเผด็จการ” ผู้ช่วยอัยการสูงสุด นายแมทธิว โอลเซน จากแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าว
ตามข้อมูลของอัยการสหรัฐฯ นายหลู เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายของจีน และได้รับการชักชวนให้มาช่วยรัฐบาลจีน ดำเนิน “การกระทำที่กดขี่” ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งรวมถึงการคุกคามผู้เห็นต่างที่อาศัยในสหรัฐฯ ด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อปี 2561 นายหลูเผชิญข้อกล่าวหาว่า พยายามผลักดันให้ชาวจีนที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ กลับไปประเทศจีน รวมถึงการรังควาน ข่มขู่ คุกคาม บุคคลและครอบครัวที่อาศัยในจีนและสหรัฐฯ ไม่เพียงเท่านั้น
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า นายหลูถูกชักชวนจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ให้ควานหานักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนประชาธิปไตยในจีน อย่างไรก็ดี นายหลูปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีเหล่านี้
ทางการสหรัฐฯ ได้สอบปากคำนายหลู และนายเฉิน เมื่อเดือน ต.ค. 2565 หลังเอฟบีไอดำเนินการตรวจค้นสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นสถานีตำรวจลับ โดยมีการยึดโทรศัพท์มือถือไป
นายหลูและนายเฉินยอมรับว่า ได้ลบข้อมูลการติดต่อกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เชื่อว่า อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการลับในแผ่นดินสหรัฐฯ











