พบเชื้อมาลาเรียดื้อยาระบาดหนักขึ้นในแอฟริกา – เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยโรคไข้มาลาเรียออกมาเตือนว่า ขณะนี้เชื้อที่ดื้อยาตัวหลัก “อาร์ทีมิซินิน” (Artemisinin) เริ่มแพร่ระบาดลุกลามเป็นวงกว้างในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา จนทำให้ประชากรหลายล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะติดโรคและเสียชีวิตได้ หากไม่เร่งดำเนินมาตรการป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งโดยด่วน
รายงานดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันมีการพบเชื้อปรสิตที่ก่อโรคไข้มาลาเรียแพร่ระบาดอย่างหนัก จนแทบจะกลายเป็นเชื้อประจำถิ่นในพื้นที่แถบตะวันออกของทวีปแอฟริกาไปแล้ว โดยภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการพบเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่พบน้อยกว่า 1% มาเป็นมากกว่า 20% ของคนไข้ทั้งหมดแล้ว
ครั้งล่าสุดที่อุบัติการณ์เชื้อมาลาเรียดื้อยาเกิดขึ้นในแอฟริกา มีประชากรวัยเด็กต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยโรคไข้มาลาเรีย 28 คน จาก 10 ประเทศ ออกมาเตือนภัยและเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการป้องกันก่อนจะสายเกินแก้ โดยพวกเขาเผยแพร่แถลงการณ์ข้างต้นและตีพิมพ์รายงานวิจัยลงในวารสาร Science ฉบับวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ยาอาร์ทีมิซินินสามารถฆ่าเชื้อปรสิตที่ก่อโรคไข้มาลาเรียได้เป็นอย่างดี แต่ต่อมากลับพบเชื้อบางสายพันธุ์มีวิวัฒนาการจนสามารถต้านทานยาดังกล่าว โดยพบเชื้อกลายพันธุ์เป็นครั้งแรกในประเทศรวันดา จากนั้นก็มีรายงานการพบเชื้อดังกล่าวเพิ่มเติมในประเทศยูกันดาและเอริเทรีย แต่คาดว่าเป็นการกลายพันธุ์แบบแยกเดี่ยวในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันโดยไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่ทว่าไม่นานหลังจากนั้น เชื้อกลายพันธุ์ดังกล่าวได้แพร่ระบาดลุกลามข้ามพรมแดนของประเทศต้นกำเนิดไปยังเพื่อนบ้านข้างเคียง จนขณะนี้พบผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 10% ของผู้ป่วยไข้มาลาเรียทั้งหมด ในประเทศเอธิโอเปียและแทนซาเนีย รวมถึงในสามประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดเชื้อดื้อยาข้างต้นด้วย
ศาสตราจารย์ โอลุกเบงกา โมกูโอลู จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลอรินของไนจีเรีย บอกว่า “ถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนที่คนนับล้านจะต้องตายลง เพราะการรักษาด้วยยาที่ใช้ไม่ได้ผลมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อปี 2016 อัตราการพบเชื้อดื้อยานั้นมีน้อยมากในทางตอนเหนือของยูกันดา แต่ในปี 2019 กลับพบกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาสูงกว่า 20% ในหลายภูมิภาคของประเทศ ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาแถลงเตือนถึงภัยร้ายนี้ระบุว่า หากยังปล่อยให้เชื้อดื้อยาแพร่ระบาดต่อไป สถานการณ์จะเลวร้ายลงจนไม่สามารถจะหยุดยั้งหรือแก้ไขได้
นายแพทย์เมหุล โฑรทา จากหน่วยวิจัยเวชศาสตร์เขตร้อนมหิดล – อ็อกซ์ฟอร์ด ในประเทศไทย บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า จุดวิกฤตที่โลกไม่อาจยับยั้งการระบาดของเชื้อดื้อยารักษาไข้มาลาเรียนั้น ยังคงไม่แน่นอนว่าจะมาถึงเมื่อใด แต่ขณะนี้สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เริ่มประสบกับภาวะเดียวกัน เนื่องจากผู้ป่วยไข้มาลาเรียที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาอาร์ทีมิซินิน กำลังมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม นพ. โฑรทา แสดงความเห็นว่า “ช่วงเวลาที่พบการติดเชื้อดื้อยากรณีแรก ไปจนถึงการระบาดหนักอย่างเต็มรูปแบบ อาจใช้เวลาประมาณ 10-15 ปี”
บทเรียนจากประวัติศาสตร์
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชื้อก่อโรคไข้มาลาเรียเกิดการดื้อยา เหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันเคยอุบัติขึ้นมาแล้วในทางตะวันออกของแอฟริกา ในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเชื้อที่ดื้อยาคลอโรควิน (Chloroquine) ได้แพร่ระบาดลุกลามไปจนถึงบริเวณฝั่งตะวันตกของทวีป ในช่วงทศวรรษ 1980
นับแต่นั้นเป็นต้นมา จำนวนชาวแอฟริกันผู้เสียชีวิตจากโรคไข้มาลาเรีย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 493,000 คน ในปี 1980 มาเป็น 1.6 ล้านคนในปี 2004
นพ. โฑรทา กล่าวย้ำว่า “เราหวังว่าจะไม่เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับแอฟริกาในอนาคต แต่หากการรักษาแบบผสมผสานที่ใช้ยาอาร์ทีมิซินินร่วมด้วยล้มเหลว อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตก็จะพุ่งสูงขึ้นในไม่ช้า”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ออกแถลงการณ์เตือนภัย ได้ให้คำแนะนำถึงมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ไว้ด้วย โดยมุ่งเป้ากำจัดทั้งเชื้อปรสิตที่เป็นสาเหตุของโรคและยุงที่เป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์
คำแนะนำดังกล่าวชี้ว่า ควรเพิ่มยาขนานที่สามเข้ามาในการรักษาที่ใช้อาร์ทีมิซินินร่วมกับยาอื่น เพื่อให้เชื้อปรสิตมีวิวัฒนาการต้านทานยาได้ยากขึ้น ซึ่งนพ. โฑรทา ชี้ว่า วิธีนี้อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ “แต่มันจะดีกว่าหากเราจ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อยในตอนนี้ ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องจ่ายราคาแพงในภายหลัง เพื่อดับเพลิงที่โหมไหม้ลุกลามไปมากแล้ว แทนที่จะรีบดับกองไฟเล็ก ๆ เสียแต่แรก”
ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยโรคไข้มาลาเรียเรียกร้อง ยังได้แก่
- ขยายการเข้าถึงมุ้งชุบน้ำยาฆ่าแมลง รวมทั้งบริการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงที่ออกฤทธิ์ยาวนานในบ้านเรือน โดยขยายให้ครอบคลุมประชากรจำนวนมากขึ้น
- ขยายการเข้าถึงวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรียตัวที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด โดยมุ่งเป้าไปยังทุกกลุ่มอายุแทนที่จะเน้นฉีดให้เด็กเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เชื้อกลายพันธุ์ระบาดหนัก
- สนับสนุนการทำงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขในชุมชน เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงการรักษาได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน
- ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่า มีการแบ่งปันข้อมูลเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ เนื่องจากในปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสำคัญในหลายพื้นที่ยังคงล่าช้า
อึนตูลี คาโปล็อกเว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันโรค ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขของแทนซาเนีย ระบุว่า “เราได้ร้องขอไปยังผู้ให้ทุนสนับสนุนรายสำคัญ อย่างเช่นกองทุนโลกเพื่อการต่อสู้กับโรคเอดส์, วัณโรค, และมาลาเรีย รวมทั้งโครงการความริเริ่มด้านมาลาเรียของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อยกระดับวิสัยทัศน์และเพิ่มการมอบทุนให้กิจกรรมควบคุมและกำจัดโรค เพื่อไม่ให้เชื้อดื้อยาอาร์ทีมิซินินแพร่ระบาดหนักขึ้นในแอฟริกา"











