มนุษย์จะสามารถหยุดยั้ง "เชื้อรามรณะ" ไม่ให้แพร่กระจายทั่วโลกได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, BSIP/Education Images/Universal Images Group/Getty Images
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) นำมาซึ่งภัยธรรมชาติอย่างเช่นไฟป่าและอุทกภัยรุนแรง ซึ่งสร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนรวมทั้งพืชผลทางการเกษตร แต่มีน้อยคนที่จะทราบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยังทำให้โรคร้ายที่เกิดจากเชื้อรา แพร่ระบาดลุกลามไปยังภูมิภาคบางแห่งของโลกที่เคยมีอากาศหนาวเย็น ทั้งที่เชื้อราไม่สามารถเจริญเติบโตในภูมิภาคนั้นได้มาก่อน
งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ชี้ว่า "เชื้อรามรณะ" ที่ทำให้ประชากรโลกในเขตร้อนล้มป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายล้านคนต่อปี อาจแพร่ระบาดลุกลามมายังภูมิภาคยุโรปในเร็ววันนี้ และจะกระจายตัวไปทั่วซีกโลกเหนือได้มากขึ้น หากภาวะโลกร้อนยังคงทวีความรุนแรงอยู่ต่อไป
คาดว่าเชื้อราแอสเพอร์จิลลัส (Aspergillus) ซึ่งทำให้เกิดโรคปอดรุนแรงจนสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้นั้น ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อราดังกล่าวแล้วถึง 1.8 ล้านรายต่อปี ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ว่า มันจะแพร่ลามจากภูมิภาคอเมริกาใต้และแอฟริกา ขึ้นสู่พื้นที่ทางตอนเหนือในไม่ช้า
คำเตือนดังกล่าวฟังดูคล้ายกับละครซีรีส์แนวไซไฟทางโทรทัศน์ The Last of Us ซึ่งแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงสถานการณ์อันน่ากลัวที่จะเกิดขึ้น หากเชื้อราเข้าควบคุมสมองคนและทำลายล้างประชากรโลกไปเป็นจำนวนมหาศาล
แม้ละครซีรีส์ดังกล่าวจะฉายภาพของมหันตภัยจากเชื้อราแบบร้ายแรงเกินจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจำนวนผู้ป่วยหนักด้วยโรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง โดยศาสตราจารย์อดิเลีย วอร์ริส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก จากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ของสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีว่า
"โรคจากเชื้อรานั้นมีหลายแบบ ตั้งแต่โรคที่อาการไม่รุนแรงและแค่สร้างความรำคาญให้เล็กน้อย อย่างเช่นโรคน้ำกัดเท้า (athlete's foot) ไปจนถึงโรคร้ายแรงที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต อย่างการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือในสมอง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยถึงตายได้"
เท้านั้นเป็นอวัยวะที่เหมาะกับการดำรงชีวิตของเชื้อรา เพราะมีร่องและรอยแตกที่เปิดให้เซลล์เชื้อรารุกรานเข้าไปในชั้นผิวหนังได้ ซอกกับง่ามเท้ายังเป็นสภาพแวดล้อมที่มืดและอบอุ่นชื้นแฉะไปด้วยเหงื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสวมถุงเท้าหรือรองเท้าเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม หากเชื้อราก่อโรคอีกชนิดหนึ่งเข้าสู่ปอดผ่านการสูดลมหายใจ มันจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต่างออกไปจากโรคน้ำกัดเท้ามากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายกำลังอ่อนแอ เพราะเชื้อรามรณะชนิดนี้จะปลดปล่อยสปอร์ที่สามารถฟักตัว จนเจริญเป็นโครงสร้างคล้ายเนื้อนุ่มฟูของขนมปัง ซึ่งโครงสร้างของเชื้อรานี้สามารถเติบโตและแพร่กระจายในเนื้อเยื่อปอด ทำให้เกิดโรคร้ายแรงที่ถึงแก่ชีวิตได้
นอกจากนี้ยังมีเชื้อรากลุ่มหลักอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งก็คือ "เชื้อยีสต์" ที่พบได้ทั่วไปในร่างกายคนเรา โดยเชื้อยีสต์ในธรรมชาติที่รู้จักกันดีที่สุดได้แก่ Candida albicans ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบจุลชีวนิเวศตามปกติของมนุษย์ "เราจะพบเชื้อยีสต์นี้ได้ในลำไส้ของคนที่มีสุขภาพดีจำนวนมาก เชื้อยีสต์นี้มีประโยชน์เพราะทำให้ลำไส้แข็งแรง และหากมันได้อยู่ร่วมกับแบคทีเรียชนิดดีอีกจำนวนหนึ่ง ก็จะดียิ่งขึ้น" ศ.วอร์ริสกล่าว
แต่หากเชื้อยีสต์ในลำไส้ชนิดนี้หลุดเข้าสู่กระแสเลือด ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิคุ้มกันของคนผู้นั้นอ่อนแอลง หรือเพราะเกิดบาดแผลจากการผ่าตัด หรือเกิดความเสียหายแบบอื่น ๆ ที่ลำไส้ก็ตาม ศ.วอร์ริสบอกว่า "คนไข้จะเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) ซึ่งรุนแรงเทียบเท่ากับการติดเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายเลยทีเดียว"
พายุมหาวินาศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นับตั้งแต่โบราณกาล มีเชื้อราจำนวนนับไม่ถ้วนห้อมล้อมรอบตัวคนเราอยู่แล้วในทุกวัน ทำให้เกิดคำถามที่ชวนสงสัยอย่างยิ่งว่า เหตุใดเชื้อราจึงมาก่อปัญหารุนแรงเอาในตอนนี้ ?
ศาสตราจารย์ริตา โอเดเล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาเชิงคลินิก จากมหาวิทยาลัยลากอสของไนจีเรีย บอกว่าปัจจุบันเราควรมุ่งให้ความสนใจต่อโรคจากการติดเชื้อราให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เพราะยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเชื้อก่อโรคชนิดใหม่ ๆ ปรากฏตัวออกมาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำให้อายุขัยของคนเรายืนยาวมากขึ้น ก็มีส่วนทำให้ชีวิตในบั้นปลายเสี่ยงต่อภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้มากกว่าเดิม "ปัจจุบันเราผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะได้แทบจะทุกส่วน นอกจากนี้ยังมีคนไข้โรคมะเร็งจำนวนมากที่ต้องรับเคมีบำบัดด้วย การรักษาเหล่านี้และทุกสิ่งที่ทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกันร่างกายตกต่ำลง จะส่งผลให้คนไข้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรามรณะได้" ศ.โอเดเลกล่าว
ศ.โอเดเลยังเน้นย้ำด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมทางรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้นั้น ทำให้ระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ มีความสามารถในการวินิจฉัยโรค, บำบัดรักษาโรค, รวมทั้งบริหารจัดการผู้ป่วยที่เสี่ยงจะติดเชื้อราก่อโรคได้ไม่เท่ากัน นอกจากประเทศยากจนจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอแล้ว การเข้าถึงยาต้านเชื้อราที่มีประสิทธิภาพก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ด้วย
การติดเชื้อราก่อโรคชนิดต่าง ๆ มักพบได้บ่อยในเขตร้อน ซึ่งหลายประเทศในเขตภูมิอากาศดังกล่าว มีการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่อาจนำไปสู่โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์ (AIDS) ซึ่งผู้ป่วยมักเสี่ยงต่อการติดเชื้อราอย่างรุนแรงได้ "แม้ภาระหนักทางสาธารณสุขในด้านนี้ จะตกอยู่กับซีกโลกใต้เป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหาสุขภาพดังกล่าวจะผลักดันให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานมากขึ้น เพราะผู้คนต้องการแสวงหาบริการสาธารณสุขที่ดีกว่า" ศ.โอเดเลกล่าว
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อเชื้อราอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.อาร์ตูโร กาซาเดวาล ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและชีววิทยาระดับโมเลกุล จากสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์บลูมเบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ในสหรัฐฯ กล่าวอธิบายว่าเมื่อโลกร้อนขึ้น โรคภัยที่เกิดจากเชื้อราจะแพร่กระจายไปยังสถานที่ที่ไม่เคยพบเห็นมันมาก่อนในอดีต
"เราต่างทราบกันดีว่า สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวสามารถจะอยู่รอดได้ แต่น่ากลัวว่าเมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เชื้อราก่อโรคหลายชนิดในสิ่งแวดล้อม เช่นที่อยู่ในพืชและแมลงซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในอุณหภูมิห้อง จะสามารถปรับตัวจนอยู่รอดได้ในระดับอุณหภูมิที่สูงกว่านั้น และหากเกิดเรื่องที่ว่านี้ขึ้นจริง เราจะได้เห็นโรคเชื้อราชนิดใหม่ ที่ไม่มีอยู่ในตำราแพทย์ยุคปัจจุบัน" ศ.ดร.กาซาเดวาลกล่าว
ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาผู้นี้ยังบอกว่า "ความชื้นคือปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเชื้อรา เชื้อราต้องการน้ำปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง"
อย่างไรก็ตาม ศ.กาซาเดวาลบอกว่าความแห้งแล้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายตัวของเชื้อราด้วยเช่นกัน "ตัวอย่างเช่นเชื้อรา coccidioides immitis ที่ทำให้เกิดโรคไข้หุบเขา (valley fever) ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทราย ปัจจุบันพื้นที่แห้งแล้งดังกล่าวกำลังขยายตัว ส่งผลให้เชื้อราชนิดนี้แพร่กระจายได้ในวงกว้างขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นผมจึงเห็นว่าความชื้นเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก และเนื่องจากความชื้นเปลี่ยนแปลงไปได้มากจากระดับอุณหภูมิของกระแสอากาศ ทั้งสองสิ่งนี้จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างแน่นอน"
ขณะนี้ทีมวิจัยของ ศ.ดร.กาซาเดวาล กำลังศึกษาพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองบัลติมอร์ในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ เพื่อสร้างแบบจำลองที่สามารถทำนายได้ว่า การแพร่กระจายตัวของโรคเชื้อราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรภายใต้ภาวะโลกร้อน
ผลการศึกษาทดลองข้างต้นพบว่า เชื้อราในเมืองบัลติมอร์ได้เริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ในภาวะที่สภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าแนวโน้มดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลกด้วย
"เรากำลังพยายามทำความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นอย่างไรในอนาคต เพราะแม้อุณหภูมิจะสูงขึ้นในบางพื้นที่ของเมือง แต่ก็ยังมีย่านที่อยู่ใกล้เคียงหลายแห่งซึ่งมีอากาศเย็นกว่า โดยเขตที่มีต้นไม้และสนามหญ้าอยู่มาก สามารถจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าเขตที่เป็นป่าคอนกรีตได้ 4-5 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว" ศ.ดร.กาซาเดวาลกล่าว
อุณหภูมิร่างกายคนเราเริ่มลดต่ำลง
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว ในร่างกายของคนเราที่เคยอบอุ่นเกินไป จนเชื้อราไม่อาจเติบโตและแพร่กระจายตัวได้ดีนัก ก็กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะระดับอุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์กำลังเย็นลงด้วย
"ระบบภูมิคุ้มกันที่เหนือชั้นกว่าสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดของคนเรา ช่วยป้องกันเชื้อราตัวร้ายไม่ให้ก่อโรคได้เป็นอย่างดี" ศ.ดร.กาซาเดวาลอธิบาย "เราเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ซึ่งจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่วิวัฒน์ไปมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้อุณหภูมิภายในของคนยังสูงถึง 37 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนมากจนเชื้อราส่วนใหญ่ไม่อาจอาศัยอยู่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อคนเราติดเชื้อรา มักจะติดเชื้อตรงบริเวณผิวหนังภายนอกซึ่งเย็นกว่า อย่างเช่นติดเชื้อราที่เล็บเป็นต้น"
ทว่าในปัจจุบันคนเรามีอุณหภูมิร่างกายลดลง 1 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของเราที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 100 ปีก่อน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อราได้ "นั่นเป็นเพราะการแพทย์สมัยใหม่สามารถรักษาโรคติดเชื้อได้มากขึ้น มนุษย์ยังเปลี่ยนมาอาศัยในสภาพแวดล้อมที่สะอาดกว่าเมื่อก่อน จึงทำให้ระดับของการอักเสบภายในร่างกายลดลง ซึ่งพลอยส่งผลให้ระดับอุณหภูมิลดลงตามไปด้วย" ศ.ดร.กาซาเดวาลกล่าว
เราจะสู้กลับเพื่อตอบโต้เชื้อราก่อโรคได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Universal Images Group/Getty Images
แม้โลกจะร้อนขึ้น แต่คนยุคใหม่ที่ร่างกายติดเชื้อน้อยครั้งจนภูมิคุ้มกันไม่ค่อยได้ขยับทำงาน กลับตัวเย็นลงจนไม่อาจป้องกันการติดเชื้อรามรณะได้ดีเท่าเดิม จึงน่าสงสัยว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เพื่อปกป้องตัวเองจากโรคภัยดังกล่าว ?
ยาต้านเชื้อราที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ยากลุ่ม "อะโซล" (Azoles) ที่ออกฤทธิ์โดยเข้าแทรกแซงกลไกการทำงานและการเจริญเติบโตของเซลล์เชื้อรา โดยนิยมใช้รักษาโรคเชื้อราหลายชนิดในมนุษย์ และยังใช้กันแพร่หลายในภาคการเกษตรด้วย เพื่อป้องกันและรักษาโรคเชื้อราในพืช แต่การใช้ยาต้านเชื้อรามากเกินไปดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาเชื้อราปรับตัวจนดื้อยาขึ้น
ศาสตราจารย์ไมเคิล บรอมลีย์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคเชื้อรา จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร บอกว่า "เราพบการดื้อยาของเชื้อราเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมาก สาเหตุที่เชื้อราพัฒนาความสามารถในการต้านทานยาเหล่านี้ มาจากการตกค้างของยาต้านเชื้อราปริมาณมากในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้ยาฆ่าเชื้อรา ที่มักผสมลงในผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องพืชผลชนิดต่าง ๆ ไม่ให้ติดเชื้อราตั้งแต่แรก"
ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การใช้ยาต้านเชื้อรากลุ่มอะโซลในภาคการเกษตรกันอย่างหนัก คือสาเหตุหลักที่ทำให้เชื้อราก่อโรคในมนุษย์ดื้อยาอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวอย่างเช่นเชื้อราแอสเพอร์จิลลัส ที่ทำให้พืชผลเสียหายและอาหารเน่าเสียได้นั้น ขณะนี้เกิดการปรับตัวต้านทานยาฆ่าเชื้อราแล้ว เนื่องจากมีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรากลุ่มอะโซลปริมาณมหาศาลในพื้นที่การเกษตร โดยในภูมิภาคยุโรปเพียงแห่งเดียวมีการฉีดพ่นยานี้กันถึง 10,000 ตันต่อปี ทำให้เชื้อราแอสเพอร์จิลลัสที่อยู่ในดินและซากอินทรีย์เน่าเปื่อยที่กองทับถมกัน ดื้อยากลุ่มอะโซลที่ใช้กับพืช ซึ่งยานี้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับยารักษาโรคเชื้อราที่ใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาล
ทางออกของปัญหา
ศ.บรอมลีย์บอกว่า คนบางกลุ่มเรียกร้องให้ห้ามการใช้ยาฆ่าเชื้อรากลุ่มอะโซลกับพืชผลทางการเกษตรอย่างสิ้นเชิง แต่การทำเช่นนี้จะส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยลง และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกได้
วิธีแก้ปัญหาดังกล่าว อาจเป็นการวิจัยเพื่อค้นหายาฆ่าเชื้อราชนิดใหม่ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นมาอีก โดย ศ.บรอมลีย์และคณะกำลังพัฒนายาต้านเชื้อราทางเลือก ซึ่งเป็นสารประกอบชนิดใหม่ที่สามารถรบกวนการทำงานของดีเอ็นเอในเซลล์เชื้อรา จนทำให้มันตายลงในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีผู้คิดค้นยาต้านเชื้อราชนิดใหม่ที่เรียกว่า Fosmanogepix ซึ่งมีประสิทธิภาพดีในการกำจัดเชื้อราและเชื้อยีสต์ เนื่องจากยานี้จะไปรบกวนการทำงานของโครงสร้างรูปตะขอในเซลล์เชื้อรา ที่ใช้เกี่ยวดึงโปรตีนเพื่อเปิดทางให้มันเข้าสู่เซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ซึ่งกระบวนการนี้สำคัญต่อความอยู่รอดของเชื้อราอย่างมาก
ศ.บรอมลีย์บอกว่ายาต้านเชื้อราขนานใหม่เหล่านี้ จะนำออกมาใช้รักษาคนไข้ทั่วไปได้ ภายในระยะเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น โรคจากการติดเชื้อราแอสเพอร์จิลลัส (aspergillosis) ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยทั่วโลกนับล้านคนต่อปี เพราะเชื้อราชนิดนี้เติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระดับเดียวกับภายในร่างกายมนุษย์ ยังคงมีข้อจำกัดใหญ่ในการแพร่กระจายเชื้ออยู่
"เรายังไม่ค่อยเห็นการติดเชื้อราแอสเพอร์จิลลัสจากคนสู่คนบ่อยนัก มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากมาก ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะติดเชื้อราชนิดนี้จากสิ่งแวดล้อมภายนอกมากกว่า" ศ.บรอมลีย์อธิบาย "ดังนั้นหากเราสามารถหยุดยั้งการดื้อยาฆ่าเชื้อรา ที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรและในสิ่งแวดล้อมได้ ก็มีหวังว่ายาใหม่ตัวใดตัวหนึ่งที่กำลังพัฒนากันอยู่ จะรักษาโรคเชื้อราในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว"
ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถพัฒนายาต้านเชื้อราชนิดใหม่ได้ทันเวลา เพื่อปกป้องมนุษย์จากเชื้อราตัวร้ายที่ดื้อยาอย่างรุนแรงได้หรือไม่ ในขณะที่จำนวนประชากรโลกซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น ก็เรียกร้องต้องการความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องอาศัยการใช้ยาฆ่าเชื้อราในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
บทความนี้ดัดแปลงจากเนื้อหาตอนหนึ่งของรายการวิทยุ The Inquiry ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส











