จีน-ไต้หวัน : มหาเศรษฐีไทเปจะปลุกคนธรรมดาจับอาวุธสู้กับปักกิ่งได้ไหม

ฟรานเชส เหมา

บีบีซีนิวส์

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, โรเบิร์ต เฉา มหาเศรษฐีไต้หวันวัย 75 ปี ประกาศว่าเขาต้องการช่วยพลเมืองชายหญิงของประเทศของเขาต่อสู้กับจีน

เมื่อเดือน ก.ย. ปีนี้ มหาเศรษฐีวัยเกษียณแห่งวงการเทคโนโลยีในไทเปผมขาวโพลนพร้อมสวมแว่นสายตา เรียกสื่อในไต้หวันมาร่วมในงานแถลงข่าวที่เขาบอกว่าจะใช้เงินส่วนตัวจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.2 พันล้านบาทเพื่อสร้างกองกำลังพลเรือน

เขาสวมใส่เสื้อเกราะกันกระสุนทับบนเสื้อเชิ้ต โรเบิร์ต เฉา มหาเศรษฐีไต้หวันวัย 75 ปี ประกาศว่าเขาต้องการช่วยพลเมืองชายหญิงของประเทศของเขาต่อสู้กับจีน

เป้าหมายของนายเฉา คือการฝึกฝนพลเมืองมากกว่า 3 ล้านคนให้เป็นนักรบ ซึ่งจำนวนนี้เป็นสัดส่วน 1 ใน 7 ของประชากรไต้หวัน โดยจะใช้เวลาฝึกพลเรือนธรรมดาให้เป็นนักรบภายใน 3 ปี

กลุ่มคนเหล่านี้ที่จะเข้าร่วมเป็นกองกำลัง มีทั้งพนักงานบริษัท นักเรียน เจ้าของกิจการ ผู้ปกครอง พวกเขาจะเรียนรู้การหยิบจับปืน โดยนายเฉาบอกว่า เขาต้องการนักแม่นปืนจำนวน 3 แสนคน

เขายอมรับว่า ภารกิจนี้ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง แต่เขาประกาศว่าจะทำให้สำเร็จ ในการแถลงข่าว เขายังหยิบบัตรประจำตัวประชาชนไต้หวันขึ้นมา ซึ่งเขากลับมาเป็นพลเรือนไต้หวันอีกครั้งหลังจากสละความเป็นพลเมืองสิงคโปร์ เขาบอกว่าจะไม่วิ่งหนีอีกต่อไปและไม่เกรงกลัว

"ผมคิดว่า ตราบเท่าที่ยังมีคนอยู่ในไต้หวัน พวกเขาจะต้องการปกป้องประเทศ คนเหล่านั้นไม่กลัวการรุกรานของทหารจีน" เฉา กล่าวกับบีบีซีในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา

โรเบิร์ต เสา คือใคร

โรเบิร์ต เฉา เกิดในจีนแต่เติบโตในไต้หวัน เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครชิป ยูไนเต็ด ไมโครอิเล็กทรอนิคส์ คอร์ป (United Microelectronics Corp) บริษัทไมโครชิปที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ในฐานะนักธุรกิจ นายเฉามีข้อตกลงทางธุรกิจมากมายกับจีน แต่ในความเป็นตัวตนของเขา เฉาเป็นนักเรียนชั้นเรียนประวัติศาสตร์ที่กระตือรือร้น นายเฉาสร้างชื่อจากการเป็นผู้ให้ความเห็นเรื่องนโยบายมาหลายทศวรรษ ในปี 2007 เขายังเป็นผู้เสนอแนวคิดการออกเสียงประชามติว่าไต้หวันจะกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่

ทว่าในขณะนี้ โรเบิร์ต เฉา เป็นหนึ่งในคนไต้หวันจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่รู้สึกว่าจะต้องเตรียมตัวสำหรับการรุกรานของจีนที่อาจเกิดขึ้น

"หนึ่งประเทศ สองระบบ" บทเรียนจากฮ่องกง ถึงไต้หวัน

ในฝั่งของจีน สี จิ้นผิง กำลังจะเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนต่อเนื่องเป็นวาระที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคของเหมา เจ๋อตุง ภารกิจสำคัญของสี จิ้นผิงที่เขาประกาศไว้ คือการผนวกรวมเอาไต้หวันเข้ากับจีน ซึ่งจะเป็นการผนึกให้สถานะของเขามั่นคงมากขึ้น

ในยุคของสี จีนถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยเป็นอย่างมากและแผ่ขยายขีดความสามารถทางการทหารออกไป กองกำลังประชาชนของจีน ยังได้เพิ่มกิจกรรมทางการทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน ซึ่งมีระยะห่างทางทะเลระหว่างเกาะไต้หวันกับจีนเพียง 160 กิโลเมตร ความเคลื่อนไหวทางการทหารเช่นนี้ สร้างความโกรธเคืองให้กับชาวไต้หวันมานานหลายทศวรรษ

การปราบปรามการลุกฮือในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในเรื่องนี้ ฝ่ายสนับสนุนจีนพยายามบอกว่า สิ่งที่เกิดในฮ่องกง เป็นรูปแบบที่ไต้หวันอาจจะเผชิญหากถูกรวมเข้ากับจีน นั่นคือ ไต้หวันจะกลายเป็นอีกเขตแดนหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และความเป็นประชาธิปไตยก็จะถูกยึดไปในที่สุด

ทว่าในปีนี้ นายโรเบิร์ต เฉา กล่าวว่า การรุกรานของรัสเซียในยูเครน เหมือนเป็นการปลุกให้ชาวไต้หวันตื่นขึ้นอีกครั้ง

สถานการณ์ในปีนี้

เดือน ส.ค. สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันคุกรุ่นขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เดินทางไปไต้หวัน

จีนตอบโต้ด้วยการฝึกซ้อมรบเต็มพิกัด แต่นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ใช่เพียงการขู่เท่านั้น แต่เป็นการซ้อมรบสำหรับการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ ในไต้หวัน เพราะมีการใช้อากาศยานกว่า 100 ลำ เรือพิฆาต 10 ลำ พร้อมเรือสนับสนุน กำลังรบดังกล่าวปฏิบัติการรอบไต้หวันกว่า 1 สัปดาห์ โดยจีนส่งเรือดำน้ำ อากาศยานบรรทุก และยิงขีปนาวุธจำนวนหลายสิบนัด

Reuters

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เครื่องบินจีนซ้อมรบที่เกาะแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ไต้หวันมากที่สุด เมื่อ 5 ส.ค. 2565

สำหรับโรเบิร์ต เฉา นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เขาเริ่มมองเห็นแล้วว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นเป็น "มาเฟีย องค์กรอาชญากรรมที่อยู่ในคราบของรัฐบาลแห่งชาติ"

"ผมอยากจะแสดงความตั้งใจ... ผมคิดว่า ผมสามารถปลุกใจคนจำนวนมากได้ รวมทั้งนักธุรกิจอื่น ๆ หรือผู้นำที่อาจจะก้าวตามมา" นายเฉา ระบุ พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้เงินลงทุนพัฒนาโดรนทหาร ส่วนหนึ่งของ “ยุทธศาสตร์เม่น” ยุทธศาสตร์การป้องกันที่สำคัญของไต้หวัน

สำรวจพละกำลังของไต้หวัน

งบประมาณป้องกันประเทศของไต้หวันมีสัดส่วนราว 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ตั้งแต่ปี 2010 สหรัฐฯ ได้ขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นมูลค่าราว 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะปี 2020 ปีเดียวมีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้าน แต่จีนนั้นใช้งบประมาณด้านการทหารมากกว่านี้ ถึง 15 เท่า รัฐบาลจีนมีกองกำลังทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทหารกองกำลังประชาชนที่ประจำการมีจำนวนมากกว่า 2 ล้านนาย และกองหนุนที่เรียกประจำการเพิ่มได้อีก 5 แสนนาย ดังนั้น ไต้หวันจึงใช้กลยุทธ์การป้องกันแบบอสมมาตร (asymmetric defence)

 "การสู้รบในปัจจุบัน เหมือนกับสิ่งที่เราเห็นในยูเครน มันไม่ใช่การเปรียบเทียบจำนวนทหารหรือรถถัง มันเป็นสงครามที่ขับเคลื่อนด้วยสมองกล" นายเฉา ระบุ

นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความยืดหยุ่นและคำมั่นในการรบ กองทัพไต้หวันมีขนาดเล็กลงตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 และรัฐบาลไต้หวันเองก็ลดจำนวนปีของการเกณฑ์ทหาร จาก 2 ปี เหลือ 4 เดือน ขณะนี้ในไต้หวันมีการถกเถียงกันอีกครั้งว่าจะขยายเวลาการเกณฑ์ทหารเพิ่มขึ้นหรือไม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งโพลสำรวจความเห็นนั้นชี้ว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย

หลังจากการเยือนของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นายเฉา ได้พบสถาบันฝึกกองกำลังป้องกันพลเรือนที่ชื่อว่า "คุมา" ซึ่งตั้งเมื่อปี 2021 โดยเขาประกาศว่าจะขยายให้สถาบันแห่งนี้ใหญ่ขึ้น

"ท่านประธานเฉาไม่ใช่คนกลุ่มน้อยของสังคม ผมอยากจะกล่าวว่าเขาเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนสังคมไต้หวันที่เราอยู่ในขณะนี้" หวัง ติง หยู นักกฎหมายชาวไต้หวัน และอดีตประธานกรรมาธิการความมั่นคงและกลาโหมของสภาผู้แทนราษฎรไต้หวันระบุ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อไปดูที่ประชาชนไต้หวันแล้วพบว่า พวกเขากระตือรือร้นอย่างยิ่ง บางกลุ่มถึงกับนั่งเครื่องบินไปยังเกาะกวมของสหรัฐฯ เพื่อฝึกยิงปืนจริง เนื่องจากในไต้หวันกฎหมายการถือครองปืนนั้นเข้มงวด

นายหวัง กล่าวว่า นี่เป็นธุรกิจที่กำลังรุ่ง "โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พวกเขากระหายที่จะเรียนรู้เพื่อปกป้องประเทศของพวกเรา"

คนไต้หวันคิดอย่างไร

แคลร์ ลี วัย 27 ปี ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น "ผู้รักชาติ" บอกว่า เธอจะอยู่และปกป้องบ้านของเธอ แต่ทว่าตอนนี้ ยังไม่เห็นว่าภัยคุกคามจากจีนจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้จนถึงขนาดต้องไปเข้ารับการฝึกรบกับนายเสา

"ทุกคนรู้สึกว่า โอ้... เขากล้าหาญมาก พวกเราไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครคิดใช้เงินมหาศาลทำแบบนี้ คนรวยและผู้มีอิทธิพลส่วนมากในไต้หวันหรือเศรษฐีพันล้านคนอื่น ๆ เป็นพวกที่ ‘โปรจีน’ อย่างมาก และเห็นแก่ธุรกิจ" เธอระบุ

"ทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ แต่ฉันยังไม่ได้ยินเลยว่าจะมีใครไปทำแบบนั้นจริง ๆ และฉันก็คิดว่าฉันคงจะไม่ทำด้วย” แคลร์กล่าว

“ผู้คนไม่อยากจะคิดถึงฉากที่เลวร้ายที่สุด จนกว่าปืนจะมาจ่อที่หน้าพวกเขา”

เธอบอกด้วยว่า "คนไต้หวันส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะสู้ และไม่ต้องการถูกผนวกรวมกับจีน หรือกระทั่งถูกบังคับให้แยกตัวเป็นอิสระ พวกเราแค่ต้องการใช้ชีวิตของพวกเราต่อไป"

 REUTERS

ที่มาของภาพ, Reuters

อย่างไรก็ตาม แคลร์ยอมรับว่า หลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้แต่แรก และค่อนข้างแน่ใจว่าสถานะของไต้หวันจะเปลี่ยนไป เป็นไปได้ว่าด้วยการเกิดสงคราม ในช่วงชีวิตของเธอเอง

แม้ว่านายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวถึงสองครั้งว่า สหรัฐฯ พร้อมช่วยเหลือไต้หวันหากถูกจีนโจมตี แต่โรเบิร์ต เฉา บอกว่า ชาวไต้หวันจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อความมั่นคงของพวกเขาเอง

"สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ คือ เพื่อให้ชาวไต้หวันมั่นใจในตัวพวกเขาเอง" เฉาระบุ "ในจีน ผมเรียกตัวเองว่า เป่า ชวน หยิน ยู"

นี่เป็นสำนวนจีนที่แปลว่า "เขวี้ยงก้อนอิฐเพื่อให้ได้หยก" หมายถึง การลงทุนทำบางอย่างด้วยแรงระดับปานกลางหรือเพียงเล็กน้อยนั้นจะดึงดูดให้เกิดปัญญา เขาหวังว่า การบริจาคจำนวนมากของเขา จะได้รับผลกลับคืนมาที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ "ระลอกคลื่นของจิตวิญญาณที่ต่อสู้ของชาวไต้หวัน"