เปิดเรี่ยไรเงิน "พิธีต่อชะตาให้พระองค์ภา" ผิดกฎหมายหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ประธานยุทธศาสตร์วิชาการสถาบันทิศทางไทย ประกาศผ่านเฟซบุ๊กจะประกอบ “พิธีต่อชะตาให้พระองค์ภา” ที่กำลังประชวรและประทับรักษาพระอาการอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมกล่าวเชิงเรี่ยไรเงินสนับสนุนพิธี เพราะต้อง “แข่งกับเวลา” และ “วัดใจกับเบื้องบน”
แม้ ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียน และประธานยุทธศาสตร์วิชาการสถาบันทิศทางไทย แจ้งขอปิดรับบริจาคแล้ว โดยให้เหตุผลว่า "ทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ที่ผมนับถือ"
แต่นักกฎหมายบางคนมองว่า การกระทำนี้ เข้าข่ายผิดกฎหมายไทย ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การควบคุมการเรี่ยไร กฎหมายอาญาว่าด้วยการฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“ใครที่อยากสนับสนุนผมในเรื่องค่าทำพิธีต่อชะตาให้พระองค์ภา สามารถร่วมทำบุญผ่านช่องนี้ได้นะครับ” พร้อมลงรายละเอียดเลขที่บัญชีธนาคาร ทั้งบัญชีส่วนตัว และบัญชีของเลขาฯ ชมรมมังกรธรรม
นี่คือโพสต์ของ ดร.สุวินัย ที่สังคมออนไลน์กำลังถกเถียงว่าเหมาะสมหรือไม่
เหตุผลที่เขาเปิดเรี่ยไรเงินบริจาค มีการชี้แจงในโพสต์อย่างละเอียดว่า "ผมจะช่วยองค์ภาด้วยวิธีการทางจิตได้หรือไม่และอย่างไร” และ “ผมทราบดีแก่ใจว่าการเข้าไปแทรกแซงกฏแห่งกรรมและกฏสวรรค์ด้วยพลังขององค์มหาเทพ มันมีราคาที่ต้องจ่าย”
“มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยพระองค์ได้ ผมกำลังขอให้องค์ญาณทำพิธีอธิษฐานจิตต่อเบื้องบนหรือองค์พ่อทั้งสอง เพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์กับองค์ภา” ก่อนจะลงข้อความเชิงเรี่ยไรเงินผู้สนับสนุน ในการทำพิธีต่อชะตาให้พระองค์ภา ทั้งในโพสต์ต้นทาง และในคอมเมนต์

ที่มาของภาพ, Suvinai Pornavalai/Facebook
โพสต์ดังกล่าวของ ดร.สุวินัย มีผู้แชร์ไปมากกว่า 3,600 ครั้ง (15.00 น. วันที่ 17 ธ.ค.) และมีการโพสต์รูปการโอนเงินหลักร้อยถึงหลักหมื่นในส่วนของคอมเมนต์ เป็นจำนวนมาก พร้อมข้อความสนับสนุน
ดร.พีรภัทร ฝอยทอง ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ที่ผู้คนมักเรียกกันว่า “ดร.พีท” ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า จากการตรวจสอบโพสต์ดังกล่าว ที่ไม่เปิดเผยเอกสารการขออนุญาตการขอเรี่ยไร อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ซึ่งมีข้อบัญญัติว่า ต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง และต้องระบุจำนวนเงินที่ต้องการ ให้ชัดเจน
แต่ความผิดที่มองว่าร้ายแรงกว่า คือ ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 14 (2) คือ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ... หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”
โดยเฉพาะถ้อยคำในโพสต์ของ ดร.สุวินัยว่า ที่อ้างถึงข้อมูล "จากการตรวจสอบข่าววงใน" และ “การวัดใจกับเบื้องบน” ที่ ดร.พีท มองว่า กำลัง "สร้างความตื่นตระหนก เหมือนคุณไม่บริจาคแล้วจะเกิดบางอย่างขึ้น”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“คำกล่าวอ้างเหล่านี้ ตรวจสอบไม่ได้” ดร.พีท ระบุ
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
จำนวนเงินเท่าไหร่แล้ว
เวลาราว 11.00 น. บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังสำนักพิมพ์มังกรบูรณา ชมรมมังกรธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในบัญชีผู้รับเงินสนับสนุนพิธีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่า มีการอัพเดทตัวเลขจำนวนเงินผู้โอนเงินสนับสนุนพิธีต่อชะตาให้พระองค์ภา ได้รับคำตอบว่า จะมีการอัพเดทผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ดร.สุวินัย ต่อไป
ต่อมาเมื่อเวลา 11.51 น. วันที่ 17 ธ.ค. ดร.สุวินัย ชี้แจงในคอมเมนต์ของโพสต์ว่า ยอมรวมบริจาคจนถึงตอนนี้ เกือบ 700,000 บาทแล้ว และจะปิดรับบริจาคในช่วงเที่ยงวันที่ 18 ธ.ค.
เขายังโพสต์ภาพ “บายศรีต่อชะตา” ที่นำโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเปิดรูป “พระองค์ภา” วางอยู่ด้านบน สำหรับการทำพิธีที่เขาอธิบายว่า ใช้สำหรับ ถวายบายศรีต่อชะตา วาระที่ 1 เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธ.ค. “โดยองค์ญาณเป็นผู้ประกอบพิธี” ส่วนการถวายบายศรีต่อชะตาวาระที่ 2 และวาระที่ 3 จะมีขึ้นในวันนี้ (17 ธ.ค.) และพรุ่งนี้ (18 ธ.ค.)
กระทั่งเวลา 13.00 น. ดร.สุวินัยประกาศปิดรับบริจาค ตามคำแนะนำของ "ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือ"

ที่มาของภาพ, Suvinai Pornavalai/Facebook
จากการตรวจสอบเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์มังกรบูรณา ชมรมมังกรธรรม บีบีซีไทยพบว่า มีการอัพเดทตัวเลขการโอนเงินสนับสนุนพิธีกรรมของ ดร.สุวินัย ครั้งก่อน ๆ โดยปรากฏเป็นรายละเอียดผู้โอนเงินของพิธีกรรมในชื่อ “กองบุญพระศรีอริยเมตไตรย-พระชัยพุทธมหานาถ” ที่เปิดให้ร่วมบุญตามกำลังศรัทธา
กองบุญฯ นี้จะเป็นการสนับสนุน “พิธียันต์จักรวาลเพื่ออธิษฐานจิตถึงพระศรีอริยเมตไตรยอีกครั้งในค่ำวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ปีหน้า (2023) โดยครั้งนี้ ผมจะนำพระนาคปรกขอมหรือ "พระชัยพุทธมหานาถ" ไปร่วมพิธีทางจิตเพื่อบ้านเมืองในครั้งนี้ และประดิษฐานที่อาศรมเทพมังกร จังหวัดชัยภูมิ”
หากินกับความทุกข์ของประชาชน ?
ดร. พีท ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ด้วยพฤติการณ์การโพสต์เชิงเรี่ยไรเงิน เพื่อนำไปประกอบพิธีตามความเชื่อของตนเอง โดยไม่เปิดเผยหลักฐานเอกสารการขออนุญาต เข้าข่ายผิด พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ซึ่งมีบทลงโทษต่ำเพียงหลักร้อยบาท หรือจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
“เข้าข่าย (ผิด พ.ร.บ.) แล้ว การที่คุณได้รับอนุญาต คุณต้องแสดงหลักฐานเอกสารแล้ว ต้องบอกเงื่อนไขหลักเกณฑ์ คุณก็ผิดฐานไม่แจ้งแล้วกัน”

ที่มาของภาพ, Dr. Pete Peerapat
แต่โพสต์และพฤติการณ์ของ ดร.สุวินัย อาจเข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ที่ระบุว่า ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อความอันเป็นเท็จ ในที่นี้คือ ทราบได้อย่างไรว่าพิธีต่อชะตา จะประสบความสำเร็จจริง และการปกปิดความจริงจากการไม่ระบุชัดถึงแหล่งที่มาว่า พระอาการของพระองค์ภา เป็นไปตามที่ระบุจริงหรือไม่
ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในมาตรา 14 (2) คือ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ... หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”
แล้ว “คุณรู้ข้อมูลได้อย่างไร แล้วคุณติดต่อกับเบื้องบน อันนี้มันไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้จะดูเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา แต่หากตำรวจดำเนินคดี ดร.พีท ระบุว่า จะใช้ตามหลัก “กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท” คือ ยึดตามโทษหนักสุด ซึ่งในที่นี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในมาตรา 14 ซึ่งมีบทลงโทษเท่ากัน คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ยังไม่นับการตรวจสอบภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากร เพราะการเปิดเรี่ยไรด้วยบัญชีธนาคารส่วนตัว ถือว่า “เป็นรายได้” และต้องแจ้งต่อกรมสรรพากร ซึ่งเคยมีคดีตัวอย่างมาแล้วหลายครั้ง อาทิ เมื่อครั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ถูกเก็บภาษีย้อนหลัง 572 ล้านบาท และโดนฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย จากกรณี “สามเกลอ นปช.” ให้เปิดบัญชีรับเงินบริจาคสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง
ท้ายสุด ดร.พีท มองในฐานะศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สถาบันเดียวกับพระองค์ภาว่า “คุณจะทำอะไร คุณไม่ควรนำเรื่องนี้มาหากิน” ไม่ว่า ดร.สุวินัย จะกระทำไปด้วยจิตบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม เพราะด้วยจำนวนเงินบริจาคเฉียดล้านขนาดนี้ กับ “บายศรี” ที่ดูแล้วไม่น่ามีราคาถึงจำนวนเงินนั้น สะท้อนว่า “นำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองก็ทำได้”
ข้อกฎหมายรับบริจาคเงิน-เรี่ยไร
พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 กำหนดความหมายของการเรี่ยไรว่า “การเรี่ยไร” มีความหมายถึงการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้ หรือบริการ ซึ่งมีการแสดงโดยตรง หรือโดยปริยาย ว่ามิใช่ เป็นการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้ หรือบริการธรรมดา แต่เพื่อรวบรวมทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้ในกิจการอย่างหนึ่งนั้น
ตาม พ.ร.บ. ระบุ ห้ามการเรี่ยไร หากเป็นการชดใช้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจำเลย รวมถึงการเรี่ยไรที่เป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ด้านสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) อธิบายข้อกฎหมาย ถึงผู้ที่ห้ามให้มีการเรี่ยไร หรือเรี่ยไร ดังนี้
- อายุต่ำกว่า 16 ปี
- จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ/ไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ
- เป็นโรคติดต่อน่ารังเกียจ
- เคยต้องโทษฐานลักทรัพย์/วิ่งราวทรัพย์/ชิงทรัพย์/ปล้นทรัพย์/โจรสลัด/กรรโชก/ฉ้อโกง/ยักยอกทรัพย์/รับของโจร/ทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอาญา และพ้นโทษยังไม่ครบ 5 ปี
- เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีความประพฤติ/หลักฐานว่าไม่น่าไว้วางใจ
หากมีการเรี่ยไรในที่สาธารณะ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อโทรทัศน์ จะต้องระบุวัตถุประสงค์ กำหนดวิธีการ จำนวนเงินที่ต้องการ และสถานที่ทำการเรี่ยไรให้ชัดเจน โดยการขออนุญาต หากอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถยื่นเรื่องขออนุญาตได้ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือต่างจังหวัดติดต่อที่ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัด
แต่ก็มีการเรี่ยไรที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อน อาทิ การเรี่ยไรเพื่อกุศลสงเคราะห์ ในโอกาสที่บุคคลชุมนุมกันเพื่อประกอบศาสนกิจ การเรี่ยไรในงานออกร้านขายของ/ในที่ประชุมที่จัดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี หากเป็นการเรี่ยไรออนไลน์ จะถือว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ. นี้ แต่ถ้านำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการหลอกลวงหรือมีเจตนาฉ้อโกงประชาชน จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือมาตรา 343 แล้วแต่กรณี หรือถ้าเรี่ยไรผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท สุดท้าย อาจถูกตรวจสอบทรัพย์สิน ในความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกส่วนหนึ่งด้วย











