You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จากกรณีขบวนเสด็จฯ สู่การอดอาหารประท้วงกระบวนการยุติธรรมของ "ตะวัน" และ "แฟรงค์"
เป็นระยะเวลากว่า 10 วันแล้ว ที่ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และนายณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร หรือแฟรงค์ นักกิจกรรมกลุ่ม "ทะลุวัง" ได้ตัดสินใจอดอาหารประท้วงในระหว่างการถูกฝากขังนับตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. เป็นต้นมา ท่ามกลางความกังวลต่อสภาพร่างกายที่อ่อนแอลง
วันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว นักกิจกรรมทั้งสองคน ซึ่งถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์บีบแตรใส่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินของกรมสมเด็จพระเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567
แม้ว่า นายสมหมาย ตัวตุลานนท์ พ่อของตะวันและในฐานะนายประกันของนายณัฐนนท์ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม
ด้วยความกังวลว่าอาจจะเกิดอันตรายจากการอดน้ำและอาหารมาเป็นเวลาหลายวัน และทราบมาว่าสภาพร่างกายของทั้งสองคนอ่อนแอลงโดยเฉพาะนายณัฐนนท์ จึงทำให้นายสมหมายและนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมายื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญาอีกครั้งเพื่อร้องขอความเมตตา
หนังสือดังกล่าวมีใจความดังนี้
“ตามที่ศาลอาญามีคำสั่ง ไม่ให้ปล่อยชั่วคราวนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ บุตรสาวของข้าพเจ้า และนายณัฐชนนท์ ไชยมหาบุตร นั้น ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านใดๆ แต่ขอให้ศาลอาญาดูแลรับผิดชอบในชีวิตของผู้ต้องหาทั้ง 2 ที่ท่านมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการสอบสวน
เขาทั้งสองเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาอัยการยังไม่มีคำสั่งฟ้องข้อแต่อย่างใดดังนั้นจึงถือว่าพวกเขาทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายหากเขาทั้งสองถึงแก่ความตายไปแล้วในขณะที่ฝากขังระหว่างสอบสวน โดยคำสั่งของศาลอาญา ก็ขอท่านได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ดวงวิญญาณของพวกเขาทั้งสองด้วยว่า ใครจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของพวกเขาทั้ง 2 จากการที่ท่านมีคำสั่งไว้ให้ประกันตัวชั่วคราว
ขอท่านได้โปรดพิจารณา และหาทางออกด้วย ควรมิควร แล้วแต่จะโปรด”
สำหรับเอกสารดังกล่าวลงนามโดยนายสมหมาย บิดาของ น.ส.ทานตะวัน
อย่างไรก็ตาม ผลจากคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา นักกิจกรรมทั้งสองคนจะยังคงถูกฝากขังผัดที่ 2 ต่อไปจนถึงวันที่ 8 มี.ค. นี้
สถานการณ์นักกิจกรรมอดอาหารประท้วงเป็นอย่างไร
นับตั้งแต่นักกิจกรรมทั้งสองถูกฝากขัง โดย น.ส.ทานตะวัน ถูกควบคุมตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนนายณัฐนนท์ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พวกเขาก็ประกาศอดอาหารเพื่อประท้วง โดยมี 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 2.ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะเห็นต่างอีก 3.ประเทศไทยไม่ควรได้เป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด นายกฤษฎางค์เปิดเผยในวันที่ 26 ก.พ. ว่า น.ส.ทานตะวันถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และจากการพิจารณาจากเอกสารการส่งตัว น.ส.ทานตะวันไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว และจากการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์พบว่า อาการของ น.ส.ทานตะวันถือว่าเกินศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว
ส่วนกรณีนายณัฐนนท์ ปัจจุบันกำลังทำเรื่องของส่งตัวไปยังโรงพยาบาลภายนอก แต่ยังไม่มีใครตอบรับ โดยมีอาการเจ็บป่วยค่อนข้างหนัก และเอกสารส่งตัวก็ระบุว่า อาการเกินศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว
ทนายความย้ำ พวกเขาควรได้สิทธิการปล่อยตัวชั่วคราว
นายกฤษฎางค์ กล่าวยอมรับต่อสื่อมวลชนว่า ในตอนนี้ไม่สามารถยื่นประกันใหม่หรือไม่ หรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงเลือกมายื่นคำแถลงต่อศาลอาญาทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากกรณีของทั้ง น.ส.ตะวันและนายณัฐนนท์ ไม่ใช่การขังไว้เพื่อพิจารณาคดี ซึ่งไม่มีกำหนด แต่กรณีนี้เป็นการขังไว้ระหว่างการสอบสวนของ สน. ดินแดง โดยที่ไม่ทราบว่าอัยการจะสั่งฟ้องข้อหาคือ มาตรา 116 หรือไม่
ขณะที่ในชั้นไต่สวนขอฝากขังดังกล่าว นายนายกฤษฎางค์ได้ซักถามตำรวจเจ้าของคดีแล้วได้ความชัดเจนทราบว่า สอบสวนพยานไปหมดแล้ว เหลือสอบสวนเพิ่มเติมอีกห้าปาก ที่เกี่ยวกับตำรวจผู้จับกุมและชาวบ้านที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร และรอตรวจลายนิ้วมือของผู้ต้องหา ส่วนผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาที่ไม่มีอิทธิพลใด ๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้
"หากข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ และผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการในการหลบหนี ศาลก็ควรจะให้ประกันตัว แต่ในที่สุดก็ไม่ให้ ซึ่งเราก็รู้สึกเสียใจ โดยหลัก ควรจะให้สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวกับผู้ต้องหา ซึ่งเขาไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมีพฤติการหลบหนี...เป็นที่น่าเสียใจที่คุณสมหมายประกันตัวไม่ได้" เขากล่าว
"หากเกิดอะไรขึ้น ทางคุณจะต้องรับผิดชอบ"
นายสมหมายยอมรับว่า หมดหนทางแล้ว สิ่งที่ต้องการดำเนินการในขณะนี้คือ นำตัวลูกสาวและนายณัฐนนท์ออกมารักษาตัว และได้อ้างอิงถึงคำพูดของทนายความที่ระบุว่า ขั้นตอนในขณะนี้เป็นเพียงการสอบสวนยังไม่ใช่การสั่งฟ้อง ที่สำคัญคือ ผู้ต้องหาทั้งสองมีที่พำนักแน่นอน ยุ่งเหยิงกับพยานไม่ได้
"ถ้าไม่ให้ผมนำตัวของทั้งสองคนไปรักษา ถ้าเกิดอะไรขึ้นทางคุณต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ร่างกายของน้องนะ ตอนนี้มันแย่ไปหมดแล้ว แต่คุณกลัวว่าน้องจะหนีคุณเอาตำรวจไปตามเลย แต่ถ้าน้องหนี ก็หนีไปนานแล้วไม่ต้องรอจนถึงตอนนี้หรอก" พ่อของ น.ส.ทานตะวันกล่าว
เกิดอะไรขึ้นในกรณีขบวนเสด็จฯ
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 เวลาราว 18.30 น. บัญชีเฟซบุ๊ก Tawan Tantawan ของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ได้เผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่รถยนต์ที่เธอโดยสาร จอดอยู่บริเวณทางลงทางด่วนใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและมีการบีบแตร โดยมีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดการจราจรเพื่อถวายความปลอดภัยต่อขบวนเสด็จฯ ที่ใช้ทางร่วมต่างระดับมักกะสัน
วิดีโอดังกล่าวบันทึกช่วงเวลาที่ น.ส.ทานตะวัน พร้อมกับบุคลที่สามที่นั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถยนต์ที่ปิดถนนออก ฝั่งรถยนต์ของ น.ส.ทานตะวัน จึงขับไปอีกทาง และวิดีโอจบลงด้วยความยาวราว 2.55 นาที
ต่อมาในวันที่ 7 ก.พ. บัญชีเฟซบุ๊กของ น.ส.ทานตะวัน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเพิ่มเติม ซึ่งเป็นวิดีโอจากกล้องหน้ารถที่ น.ส.ทานตะวันโดยสาร โดยแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการปิดถนน ก่อนที่รถยนต์ที่ น.ส.ทานตะวันนั่งจะเดินทางผ่านจุดดังกล่าวและขับรถยนต์ต่อด้วยความเร็วบนทางด่วน จนไปถึงจุดทางลงทางด่วนใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเกิดการปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดังที่ปรากฏในคลิปที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ก.พ.
ต่อมาวันที่ 10 ก.พ. น.ส.ทานตะวัน ได้จัดกิจกรรมทำโพลตั้งคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ในเวลาราว 12.30 น. โดยในขณะที่เธอกำลังจัดกิจกรรมอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น เมื่อสมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้ปะทะกับกลุ่มนักกิจกรรมที่มาพร้อมกับ น.ส.ทานตะวัน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพาตัว น.ส.ทานตะวัน ออกไปที่สถานีตำรวจปทุมวัน เพื่อควบคุมสถานการณ์
ทั้งนี้ น.ส.ทานตะวัน ได้กล่าวขอโทษที่ขับรถเร็วในเหตุการณ์ดังกล่าวจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ด้วย