ก้าวไกลเตรียมพยานกว่า 10 ปาก ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญเปิดไต่สวนคดียุบพรรค

ศาลรธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่สรุปชัดเจนว่าจะเปิดให้มีการไต่สวนคดียุบพรรคก้าวไกล จากข้อกล่าวหามีพฤติการณ์ “ล้มล้าง-เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง” หรือไม่ แต่สั่งให้คู่กรณีเข้ามาตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 ก.ค.

วันนี้ (18 มิ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญ ในจำนวนนึ้คือ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

เอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงผลการพิจารณา 4 ข้อ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า

  • เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณากำหนดให้บุคคลเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นล่วงหน้าต่อศาลรัฐธรรมนูญตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
  • มีคำสั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 มารวมไว้ในสำนวนคดีนี้เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
  • กำหนดนัดพิจารณาต่อไปในวันที่ 3 ก.ค.
  • กำหนดให้คู่กรณีเข้ามาตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 ก.ค.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องคดียุบพรรค ก.ก. ไว้พิจารณาวินิจฉัยตั้งแต่ 3 เม.ย. โดยขยายเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามาแล้ว 3 ครั้ง ตามที่พรรค ก.ก. ร้องขอ ก่อนที่พรรคสีส้มจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อ 4 มิ.ย. ขณะที่ กกต. ได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาล 2 ครั้ง ในวันที่ 14 มิ.ย. และ 17 มิ.ย. ตามคำสั่งศาล

คดีนี้มี กกต. โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้อง กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)

ประชาชนฝ่ายคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ร่วมเกาะติดการอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครองฯ” เมื่อ 31 ม.ค. 2567

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประชาชนฝ่ายคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ร่วมเกาะติดการอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครองฯ” เมื่อ 31 ม.ค. 2567

สำหรับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ที่ กกต. อ้างถึงคือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อ 31 ม.ค. 2567 ว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพรรค ก.ก. ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

คำร้องของ กกต. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ก.ก. สรุปใจความสำคัญได้ว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ สส. สังกัดก้าวไกลรวม 44 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ.... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 25 มี.ค. 2564 ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ พิธา และพรรค ก.ก. มีพฤติการณ์รณรงค์ให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าวเรื่อยมา โดยการเข้าร่วมชุมนุมจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกมาตรา 112 มี กก.บห. สส. สมาชิกพรรค เป็นผู้ต้องหาหรือเป็นนายประกันผู้ต้องคดี 112 และเคยแสดงความคิดเห็นทั้งให้แก้ไขและยกเลิกกฎหมายดังกล่าวผ่านการจัดกิจกรรมทางการเมืองและสื่อสังคมออนไลน์หลายครั้ง ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญบรรยายไว้ในคำวินิจฉัยคดีที่ 3/2567 “จึงมีหลักฐานอันควรเชื่อและมีความเห็นว่าพรรค ก.ก. กระทำการล้มล้างการปกครองฯ”

ก้าวไกลลุ้น 10 พยานขึ้นไต่สวน

เมื่อบีบีซีไทยพิจารณาเนื้อหาในเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และสอบทานข้อมูลจากนักกฎหมายมหาชน พบว่า ศาลยังไม่สรุปชัดเจนว่าจะให้มีการเปิดไต่สวน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคสอง ซึ่งโดยปกติหากจะออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน จะมีการระบุเอาไว้ในเอกสารข่าวอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามเมื่อศาลเรียกคู่กรณีเข้ามาตรวจพยานหลักฐาน “จึงมีความเป็นไปได้สูง” ที่จะกำหนดวันนัดไต่สวนในอีก 7-15 วันหลังจากนั้น ทั้งนี้เป็นไปตามบรรทัดฐานในอดีต ทั้งคดีหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคดีหุ้นไอทีวี ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. ที่ศาลให้มีการสอบพยาน

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวในพรรค ก.ก. ว่า ได้เตรียมพยานบุคคลเอาไว้กว่า 10 ปาก ซึ่งมีทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญที่จะสนับสนุนข้อต่อสู้ทางกฎหมาย และพยานที่เป็นนักการเมืองของพรรคที่จะต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องนโยบายหาเสียง รวมถึงการเป็นนายประกันให้ผู้ต้องหา/จำเลยคดี 112 จึงคาดหวังว่าศาลจะเปิดไต่สวน ทว่าในส่วนของพยานผู้เขี่ยวชาญ ศาลอาจกำหนดให้จัดทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับคดีล้มล้างการปกครองฯ ที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากพยานนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ที่มีความเป็นกลาง 4 คน

ส่วนกรณีที่ศาลสั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีล้มล้างการปกครอง” มารวมไว้ในสำนวนคดียุบพรรค ก.ก. เพื่อประกอบการพิจารณานั้น มีข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ 2 แนวทางคือ ศาลอาจใช้ข้อเท็จจริงของคดีล้มล้างฯ มาเป็นฐาน แล้วให้สอบข้อเท็จจริงเพิ่ม หรืออาจใช้ข้อเท็จจริงชุดเดิมพิจารณาเลย

ด้าน พิธา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก.ก. ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาภายหลังรับทราบผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการตรวจพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายแล้ว จะให้มีการสืบพยานหรือไม่ “หากมีโอกาสไต่สวนหรือสืบพยาน ก็อาจจะได้อธิบายเหตุผลและสิ่งที่พวกเราพยายามจะทำ”

เขาย้ำด้วยว่า มั่นใจใน 9 ข้อต่อสู้ และคิดว่าสู้ในทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้

ข้อโต้แย้งก้าวไกล vs กกต.

พิธา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แม้ศาลรัฐธรรมนูญเตือนคู่กรณี “ไม่สมควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่เป็นการชี้นำสังคมอันอาจกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล” แต่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังเดินหน้าเปิดแถลงข่าวเมื่อ 9 มิ.ย.

ก่อนหน้านี้ พิธา แถลงเปิด 9 แนวทางต่อสู้คดียุบพรรค โดยข้อต่อสู้ประเด็นกฎหมายคือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ และกระบวนการยื่นคำร้องของ กกต. “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะไม่เปิดโอกาสให้พรรค ก.ก. รับทราบ โต้แย้ง หรือแสดงพยานหลักฐานของตน ซึ่งขัดต่อระเบียบที่ กกต. ออกไว้เองเมื่อปี 2566

ส่วนการต่อสู้ประเด็นข้อเท็จจริง พรรค ก.ก. หักล้างว่า คดีล้มล้างการปกครองฯ เป็นโทษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 คือเตือนให้เลิกการกระทำ ส่วนคดียุบพรรคเป็นโทษตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 คือยุบพรรคและตัดสิทธิ กก.บห. “คดีแรกจึงไม่มีผลผูกพันมาถึงคดีปัจจุบัน จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ทั้งหมดด้วยมาตรฐานที่สูงกว่า”

ในอีก 4 วันต่อมา ปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต. ตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 31 ม.ค. มีผลผูกพันกับ กกต. และมีผู้มาร้องเรียนในเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา “หาก กกต. ไม่ยื่นคำร้องอาจจะมีความผิดตามกฎหมายได้”

กรรมการ กกต. ย้ำว่า การยื่นคำร้องให้ยุบพรรค ก.ก. เป็นไปตามตามมาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพียงแต่ "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" จึงไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวน ซึ่ง กกต. ปฏิบัติในลักษณะเดียวกันในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ส่วนการการดำเนินการตามมาตรา 93 เป็น “กรณีความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำ” ซึ่งนายทะเบียนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก่อนเสนอความเห็นต่อ กกต. ซึ่งมาตรา 93 ไม่เกี่ยวกับมาตรา 92 และทั้ง 2 มาตรามีความแตกต่างกัน

กกต.

ที่มาของภาพ, Facebook/EC

คำบรรยายภาพ, ปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต. (คนกลาง) แถลงเมื่อ 13 มิ.ย. ว่าคำวินิจฉัยคดี “ล้มล้างการปกครอง” มีผลผูกพันให้ กกต. ต้องส่งคำร้องขอให้ศาลสั่งยุบพรรคก้าวไกล

11 กก.บห.ก้าวไกล ที่จ่อถูกแบน 10 ปี

สำหรับ กก.บห.ก้าวไกล ที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี มีทั้งหมด 11 คน ครอบคลุมถึง กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 25 มี.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันที่ สส.ก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ต่อประธานสภา จนถึง 31 ม.ค. 2567 อันเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองฯ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  • พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ชุดที่ 1
  • ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ชุดที่ 1 ต่อมาขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ชุดที่ 2
  • ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เหรัญญิกพรรค
  • ณกรณ์พงศ์ ศุภนิมิตตระกูล นายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • ปดิพัทธ์ สันติภาดา กก.บห.สัดส่วนภาคเหนือ (ต่อมาลาออกจากสมาชิกพรรค ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคเป็นธรรม เพื่อรักษาสถานะรองประธานสภา)
  • สมชาย ฝั่งชลจิตร กก.บห.สัดส่วนภาคใต้
  • อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กก.บห.สัดส่วนภาคกลาง
  • อภิชาต ศิริสุนทร กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชุดที่ 1 ต่อมาขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค ชุดที่ 2
  • เบญจา แสงจันทร์ กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออก
  • สุเทพ อู่อ้น กก.บห.สัดส่วนปีกแรงงาน
  • อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ กก.บห.

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ในรายชื่อ กก.บห.ก้าวไกล ทั้งหมดนี้ มีอยู่ 6 คนที่เป็น สส. ในปัจจุบัน ได้แก่ พิธา, ชัยธวัช, ปดิพัทธ์, อภิชาต, เบญจา และ สุเทพ นั่นหมายความว่า หาก พรรค ก.ก. ถูกสั่งยุบพรรค และตัดสิทธิ กก.บห. จะมีผู้แทนฯ เหลืออยู่ในสภา 143 คน (ไม่นับปดิพัทธ์ที่ย้ายพรรคไปแล้ว) จากปัจจุบัน 148 คน