ไม่ถอยทำปฏิทินแจก- ซื้อรถหรูผู้บริหาร-ถูกรัฐค้างจ่ายหนี้: รวมสารพัดข้อครหาการบริหารเงิน ที่สำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญ

กว่าสามเดือนแล้วที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถูกตั้งข้อครหาถึงการใช้งบประมาณในการบริหารงาน ตั้งแต่การใช้งบประมาณในโครงการต่าง ๆ ทั้งการดูงานต่างประเทศ อบรมสัมมนา งบประชาสัมพันธ์ จัดทำปฏิทิน ไปจนถึงงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน

เวลาผ่านไป มีเรื่องใหม่ที่ สปส. ถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินหน้าจัดทำปฏิทินสวนทางเสียงประชาพิจารณ์ส่วนใหญ่ งบประมาณที่ใช้ในการซื้อรถหรู และการปลดประจำการรถเก่าโดยการบริจาควัดซึ่งส่งต่อให้กับบุคคลในเวลาต่อมา ไปจนถึงการใช้งบประมาณ 6,900 ล้านบาท ซื้ออาคารย่านพระราม 9 ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

บีบีซีไทย รวบรวม 4 ปัญหาการใช้จ่ายเงินในกองทุนประกันสังคมที่เป็นข้อถกเถียงอยู่ ณ ตอนนี้ ว่ากองทุนที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบกันทุกเดือน กำลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินเกี่ยวกับอะไรอยู่บ้าง

เดินหน้าทำปฏิทินสวนเสียงประชาพิจารณ์

การจัดทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะโฆษกกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อ 16 ก.พ. สืบเนื่องจากกิจกรรมของ กมธ. ที่ชื่อว่า "Hackathon งบประกันสังคม"

ในครั้งนั้นเธอเปิดเผยว่า สปส. ได้ใช้งบประมาณในการจัดทำปฏิทินประกันสังคม ช่วงปี 2559-2567 ปีละ 50-70 ล้านบาท โดยใช้วิธีอื่น ๆ ในการจัดซื้อจัดจ้าง มากกว่าใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ซึ่งต่อมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงกับรายการ "กรรมกรข่าว คุยนอกจอ" ว่า การแจกปฏิทินเป็นความพยายามสื่อสารให้ผู้ประกันตนทราบสิทธิประโยชน์ของตัวเอง เพราะจะมีการอธิบายรายละเอียดอยู่บนปฏิทิน โดยในแต่ละปีมีการพิมพ์ปฏิทินเป็นล้านฉบับ

หลังจากเรื่องการจัดทำปฏิทินกลายเป็นประเด็นขึ้นมา สปส. เปิดให้ผู้ประกันตนและนายจ้างทำแบบสำรวจประชาพิจารณ์การยกเลิกทำปฏิทินไปเมื่อวันที่ 1-30 เม.ย. โดยผลออกมาว่าผู้ประกันและนายจ้างส่วนใหญ่กว่า 60% ต้องการยกเลิกการทำปฏิทิน และมีผู้ประกันตนและนายจ้าง 38% เท่านั้นที่ต้องการให้จัดทำปฏิทินต่อ

23 พ.ค. กลุ่ม "ประกันสังคมก้าวหน้า" ที่นั่งอยู่ในอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาเปิดเผยผลการประชุมอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ของ สปส. ว่ายืนยันที่จะเดินหน้าทำปฏิทินต่อโดยใช้งบประมาณ 55 ล้านบาท ซึ่งประธานในที่ประชุมบอกว่าอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ ไม่มีอำนาจในการยกเลิกทำโครงการดังกล่าว และงบประมาณสำหรับจัดทำปฏิทินในปีนี้ถูกอนุมัติมาแล้ว

สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี รายงานการให้สัมภาษณ์ของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เมื่อ 26 พ.ค. ถึงกรณีนี้ ว่าแม้ผลสำรวจออกมาว่ามีคนไม่ต้องการมากกว่าก็จริง แต่จะละเลยเสียงส่วนน้อยที่ยังต้องการให้ทำปฏิทินได้อย่างไร

"คุณจะเอาคนจำนวนกว่า 60 คน มาบังคับคนอีกกว่า 30 คน เป็นผม ผมก็ไม่ยอม เพราะผมก็ถือว่ามีสิทธิของผม 1 สิทธิเท่ากันกับทุกคน ดังนั้น ควรเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย อย่าเอาคนหมู่มากมารังแกคนหมู่น้อย" รมว.แรงงาน ระบุ

ซื้อรถหรูให้ผู้บริหารใช้ ส่วนรถเก่าพบข้อสงสัยบริจาคให้วัด

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า สปส. ได้ใช้เงินผู้ประกันตนซื้อรถหรู เช่น โฟล์คสวาเกน รุ่น ที 6, รถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด 2.5 ไฮบริด เอสอาร์ซี เมื่อปี 2563-2564 ผ่านโครงการที่เรียกว่า "รถเพื่อสนับสนุนภารกิจกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม" ซึ่งเขามองว่าในทางพฤตินัยคือรถประจำตำแหน่ง

นายสหัสวัต เปิดเผยอีกว่านอกจากการซื้อรถแล้ว หน่วยงานราชการและสำนักงานประกันสังคม ได้บริจาครถให้กับสถานที่ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบเช่น วัด เป็นจำนวนมาก แล้วจากนั้นพบว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ต่อไปให้กับบุคคลเป็นผู้ถือครองมือที่สามด้วย

สส.พรรคประชาชน เปิดเผยภาพที่อ้างว่าเป็นหลักฐานการโอนรถระหว่างสำนักงานประกันสังคม จ.สกลนคร ผู้ซื้อรถมือ 1 ซึ่งบริจาคให้วัดสระแก้วเป็นผู้รับรถมือ 2 แล้ววัดสระแก้วโอนต่อให้ นางสาว XXX ผู้รับรถมือ 3

จากภาพที่นายสหัสวัตอ้างถึง ระบุวันที่ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย

  • 26 ก.ค. 54 แจ้งใช้รถใน อ.เมือง จ.สกลนคร
  • 28 พ.ย. 65 โอนกรรมสิทธิ์จากสำนักงานประกันสังคม (ประกันสังคมจังหวัดสกลนคร) ตามหนังสือที่ สน 0012/1359 ลว.24/11/2565
  • 3 เม.ย. 66 โอนกรรมสิทธิ์จากวัดสระแก้ว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวไทยพีบีเอส รายงานในเวลาต่อมาว่า ได้ตรวจสอบไปยังหญิงที่ถูกพาดพิงว่ารับโอนกรรมสิทธิ์รถจากวัดสระแก้วแล้ว พบว่าเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร ซึ่งเธอยืนยันว่ารถที่ได้รับโอนไม่ใช้รถหรู เป็นรถยนต์ฟอร์ดเรนเจอร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งวัดโอนให้เพราะอยู่ติดกับวิทยาลัย เมื่อวัดมีกิจนิมนต์มักขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยขับ และเมื่อมีการซ่อมบำรุงก็จะส่งให้วิทยาลัยช่วยดูแล และวัดมองว่าวิทยาลัยก็ได้ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนซึ่งมีประโยชน์มากกว่า

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน สปส. เปิดเผยกับรายการ "เรื่องเด่นเย็นนี้" เมื่อ 23 พ.ค. ว่ามูลค่าของรถที่ สปส. จัดซื้อในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นราว 100 ล้านบาท ซึ่งเขาเชื่อว่าต่อให้เป็นรถเก่า ก็สามารถขายออกไปได้มูลค่า 20-30 ล้านบาท ดังนั้นเขาจึงตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ในการบริจาครถของ สปส. ให้กับวัดต่าง ๆ ทั้งที่มีมูลค่าสามารถขายทอดตลาดได้ และอยากให้ประชาชนช่วยจับตาว่า หลังจากบริจาคให้กับวัดแล้ว รถเหล่านั้นถูกส่งต่อไปอยู่ในมือใคร ได้ใช้ประโยชน์ภายในวัดจริงหรือไม่ ซึ่งเขาได้ขอให้ สปส. เปิดเผยรายชื่อวัดทั้งหมดที่บริจาครถให้

"หวังว่าจะไม่ได้มีปัญหา... ว่าการรับของบริจาค การรับเงินบริจาค ไปเกี่ยวพันกับกระบวนการฟอกเงิน หรือกระบวนการค้ากำไร" รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน สปส. กล่าว

ในวันเดียวกัน (23 พ.ค.) นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงประเด็นนี้ว่าการโอนรถยนต์ของ สปส. สกลนคร ไปให้กับวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น ไม่ใช่รถใหม่ เป็นรถปลดประจำการ อายุเกิน 8 ปี ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อมีการร้องขอเข้ามาก็สามารถบริจาคเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อได้ ส่วนกรณีที่วัดโอนชื่อรถยนต์ไปให้กับหญิงรายหนึ่งในช่วง 6 เดือนให้หลังนั้น เขาบอกว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่โดยปกติแล้ววัดถือเป็นนิติบุคคล จะโอนต่อให้ใครไม่ได้

ต่อมาวันที่ 26 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ระบุว่าปัจจุบัน สปส. มีรถยนต์โฟล์คสวาเกน 2 คัน และรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ด 2 คัน โดยรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ดอยู่ที่ปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการ สปส. มีสิทธิ์ใช้โดยอำนาจหน้าที่ ส่วนรถโฟล์คสวาเกนนั้น เป็นรถที่มีเวลาการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไปแล้ว และการดำเนินการหลังจากยุติการใช้รถแต่ละคันแล้วนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกระทรวงว่าจะทำอย่างไร

ซื้อตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์

เป็นเวลากว่า 2 เดือนที่ สปส. ถูกตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณเกือบ 7,000 ล้านบาท ซื้ออาคารสำนักงานใหญ่ย่านพระราม 9 ที่ชื่อว่า สกายไนน์ เซ็นเตอร์ (SKYY9 Centre) โดย สส.พรรคประชาชน คือผู้ที่เริ่มออกมาตั้งข้อสังเกตถึงกรณีนี้

สอง สส. พรรคประชาชน ได้แก่ น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายสหัสวัต คุ้มคง พาสื่อมวลชนลงพื้นที่อาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มี.ค. โดย น.ส.รักชนก เปิดเผยว่า สปส. ซื้ออาคารแห่งนี้สูงกว่าราคาประเมินเกือบ 4,000 ล้านบาท จากที่เคยมีการประเมินราคาไว้ในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ว่าอาคารมีมูลค่าเพียงราว 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่นายสหัสวัตก็ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนในการลงทุนซื้ออาคารดังกล่าว เพราะเป็นการตั้งกองทรัสต์ขึ้นมากองหนึ่ง และใช้เงินส่วนหนึ่งในกองทรัสต์ไปซื้อบริษัทหนึ่งที่มีสินทรัพย์อย่างเดียวก็คืออาคารนี้

หลังจากนั้นนางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการ สปส. ชี้แจงในวันต่อมา (11 มี.ค.) โดยสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สปส. ได้ส่งคำชี้แจงเข้ามาในไลน์กลุ่มนักข่าวกระทรวงแรงงาน ก่อนที่จะลบข้อความในเวลาต่อมาโดยไม่แจ้งสาเหตุ

อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดคำชี้แจงระบุว่า การลงทุนในอาคารดังกล่าวของ สปส. เป็นการลงทุนที่ต่ำกว่าราคาประเมินแล้ว เพราะเข้าลงทุนในราคา 6,900 ล้านบาท จากราคาที่ผู้ประเมินอิสระ 2 รายประเมินได้ประมาณ 7,300 ล้านบาท และ 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันสกายไนน์ เซ็นเตอร์ มีอัตราการเช่าพื้นที่ประมาณ 45% ที่เซ็นสัญญาเช่าแล้ว ซึ่ง สปส. เชื่อว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาว เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 10 ปี และมูลค่าที่ดินกรรมสิทธิ์ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต

ข้อกล่าวหาของสอง สส. พรรคประชาชน เชื่อมโยงไปถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในขณะที่มีการซื้ออาคารสกายไนน์ ทำให้เขาฟ้องดำเนินคดีกับ สส. ทั้งสองคนในข้อหา "หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา" โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการในศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และเพิ่งมีการเบิกความไต่สวนไปเมื่อ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา

ถูกรัฐขอหมื่นล้านช่วยวิกฤตเศรษฐกิจ

ประเด็นนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน สปส. เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง เมื่อ 22 พ.ค. ว่าบอร์ด สปส. มีนัด "ประชุมเฉพาะกิจ" ที่สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีวางงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามกรอบคณะรัฐมนตรีในวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีการคืนเงินที่รัฐค้างจ่ายสบทบกองทุนประกันสังคม 10,000 ล้านบาท จากที่ค้างอยู่ทั้งหมด 50,000 ล้านบาท ให้กับ สปส. แต่มีข้อแม้ว่า สปส. ต้องนำ 10,000 ล้านบาทที่รัฐคืนให้ ไปร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ภายหลังการประชุมบอร์ดประกันสังคมเมื่อ 23 พ.ค. ว่ากรรมการประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตนได้ยืนยันในที่ประชุมไปว่า วงเงิน 10,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลให้มานั้น เป็นวงเงินจากใช้หนี้ ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรมีเงื่อนไขกำหนดว่าจะให้นำเงินไปทำอะไร และเขายังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้หนี้ในส่วนที่เหลืออีก 40,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนด้วย

กรณีนี้นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกมาชี้แจงโดยยืนยันว่าที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ และต้องมีการหารือและหาข้อสรุปกันในการประชุมครั้งถัดไป