ศาลสั่งจำคุก 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จัดแฟลชม็อบปี 2562

ที่มาของภาพ, BBC Thai
วันนี้ (5 ก.พ.) ศาลแขวงปทุมวันนัดฟังคำพิพากษาคดีแฟลชม็อบปี 2562 ซึ่งนำโดยแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช, และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมกับจำอื่นเลยอีกรวม 8 คน โดยศาลตัดสินว่าจำเลยทั้ง 8 มีความผิดจริง ลงโทษจำคุก 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี พร้อมปรับเป็นเงิน 11,200 บาท
บีบีซีไทยรวบรวมที่มาที่ไปของคดีแฟลชม็อบปี 2562 ของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในการชุมนุมที่เป็นแรงกระเพื่อมการเมืองบนท้องถนนของไทยในช่วงปี 2563-2565
ชนวนแฟลชม็อบปี 2562

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันที่ 11 ธ.ค. 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมีติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ซึ่งมีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) 81 เสียง มากเป็นอันดับ 3 ในรัฐสภาจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562
เนื่องจาก กกต. เห็นว่า กรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอนาคตใหม่ ให้พรรคกู้ยืมเงินเพื่อทำกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 191.2 ล้านบาท เป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นออกมาโต้มติ กกต. ว่าเงินที่ได้จากการกู้เงิน เป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตรงไหน เพราะตามมาตรา 72 พรรคการเมืองที่รับเงินผิดกฎหมาย เช่น ซ่องโจร ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด เมื่อสำรวจกฎหมายหมดแล้ว ไม่มีมาตราใดที่เอาผิดได้
ธนาธรนัดชุมนุม "ไม่ถอยไม่ทน" หลัง กกต. ส่งคำร้องยุบ อนค.ให้ศาลธรรมนูญ
คำร้องคดียุบพรรคอนาคตใหม่ของ กกต. ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 13 ธ.ค. 2562 วันเดียวกันนั้น นายธนาธร ซึ่งเพิ่งพ้นสมาชิกภาพ สส. มาได้ไม่ถึงเดือนจากกรณีถือหุ้นบริษัทสื่อ ได้นัดหมายประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้เข้าร่วมกิจกรรมแฟลชม็อบชื่อว่า “เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง" โดยใช้สกายวอร์ก เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่จัดการชุมนุมในช่วงเวลา 17.00-18.00 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. 2562
"นี่คือเวลาที่เราจะต้องส่งเสียงของประชาชนให้ดัง นี่คือเวลาที่เราจะต้องส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยิน ถ้าท่านเห็นด้วยกับผมว่าเวลานี้ประชาชนต้องลุกขึ้นสู้ จะต้องลุกขึ้นทวงคืนความชอบธรรม ทวงคืนความยุติธรรมกลับคืนมา เจอกัน" นายธนาธรกล่าวในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางแฟนเพจของเขา ซึ่งมียอดผู้นับชมเกือบ 4 แสนคน และถูกแชร์ต่อออกไปกว่า 8,000 ครั้ง ภายในวันเดียว
“ในช่วงปีใหม่ ทุกคนจะมีความสุข มันควรไหมล่ะ มันเป็นปัญหาส่วนตัวของใครหรือเปล่า มันเป็นปัญหาของคนอื่นด้วยหรือเปล่า” กล่าวโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งมองว่านายธนาธรเอาปัญหาส่วนตัวมาปลุกกระแสทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Getty Images
เย็นวันที่ 14 ธ.ค. 2562 แกนนำพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นปรากฏตัวพร้อมกันหน้ากันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น นายธนาธร, นายปิยบุตร, น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ นายไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 5 นครปฐม
ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมนับพันคน จากเดิมที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่คาดการณ์ว่าน่าจะมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมประมาณ 500 คน จนทำให้นายธนาธรที่ยืนบนเก้าอี้และปราศรัยผ่านโทรโข่ง ต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องเสียงในช่วงท้าย เนื่องจากจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น
ตลอดระยะเวลาการชุมนุม 1 ชั่วโมง แกนนำพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร นายปิยบุตร น.ส.พรรณิการ์ และนายพิธา ต่างขึ้นปราศรัยกันหมด เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดยส่วนหนึ่งของการปราศรัยของนายธนาธร เขาเป็นต้นเสียงประกาศชวนประชาชนให้ตะโกนดัง ๆ พร้อมกันว่า "ประชาธิปไตยจงเจริญ" และ "เผด็จการออกไป"
ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมต่างแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงให้กำลังใจพรรคอนาคตใหม่ หรือขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงแฮชแท็กการชุมนุมในสื่อสังคมออนไลน์ #ไม่ถอยไม่ทน
อัยการสั่งฟ้องแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่จากเหตุจัดแฟลชม็อบ
เดือน ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคอนาคตใหม่และสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี
แต่แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่เข้าร่วมชุมนุมแฟลชม็อบเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2562 ตั้งแต่นายธนาธร, นายปิยบุตร, นส.พรรณิการ์, นายพิธา และ นายไพรัฎฐโชติก์ ถูกพนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวันเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563
ในข้อหาร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง, ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะ โดยกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานีรถไฟ, ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะ โดยไม่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะฯ, ทำการชุมนุมสาธารณะในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากพระราชวัง และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่าละเมิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมชนสาธารณะ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ในกลุ่มคดีนี้ พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวันไม่พร้อมกัน โดยแยกฟ้องออกเป็น 3 สำนวนคดี
- คดีที่ 1 จำเลย คือ นายธนวัฒน์ วงค์ไชย นักกิจกรรมการทางการเมืองซึ่งเคยเป็นแกนนำจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นจำเลย
- คดีที่ 2 มี น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ นักกิจกรรมทางการเมือง อดีตแกนนำคนอยากเลือกตั้ง และ นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือ เพนกวิ้น แกนนำกลุ่มราษฎร เป็นจำเลย
- คดีที่ 3 มีแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เป็นจำเลย รวมจำเลยทั้งสิ้น 8 คน

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ศาลสั่งลงโทษจำคุก 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี
วันจันทร์ที่ 5 ก.พ. นี้ เวลา 9.00 น. ศาลศาลแขวงปทุมวันนัดฟังคำพิพากษา หมายเลขคดี อ.767/2563 หรือ คดีแฟลชม็อบปี 2562 เพื่อตัดสินว่าจำเลยทั้ง 8 คน มีความผิดตาม พ.ร.บ. การชุมชนสาธารณะ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ดังที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องจริงหรือไม่
อัตราโทษสูงสุดของของข้อหาที่ถูกฟ้องฐานละเมิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่ ข้อหาร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ล่าสุดในเวลาประมาณ 11.00 น. ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 8 คนในฐานะผู้จัดการชุมนุม ละเมิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ เนื่องจากไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความเรียบร้อย และกีดขวางประชาชนในพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ จึงสั่งจำคุกคนละ 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนความผิดตามข้อหาอาญาเเละความผิดพินัยไม่เเจ้งการชุมนุม เเละใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมปรับจำนวนเงิน 11,200 บาท










