ทหารข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อความอยู่รอด หลังคำสั่งแบนมีผลบังคับใช้

- Author, เมฆา โมหัน, ยูเซฟ เอลดิน, โซฟี อีสทาฟ
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
หลังเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ มานานถึง 17 ปี พันตรีคารา คอร์คอแรน วัย 39 ปี ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิต โดยเธอกำลังเตรียมเข้าพิธีจบการศึกษาจากหลักสูตรผู้นำทหารขั้นสูง
ไม่มีใครคาดคิดว่า ความสำเร็จที่อยู่แค่เอื้อมจะมีอุปสรรคมาขัดขวาง เพราะก่อนหน้าพิธีจบการศึกษาเพียงสองวัน คารากลับได้รับคำสั่งว่า เธอจะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกองทัพที่ตั้งไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารเพศชาย ซึ่งหมายความว่าเธอจะต้องเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบทหารชาย และจะต้องตัดผมยาวสลวยสีบลอนด์ทองทิ้งไป แม้คาราจะไว้ผมยาวนี้มานานตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งเป็นปีที่เธอแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาในกองทัพว่า ได้ตัดสินใจข้ามเพศมาเป็นหญิงอย่างเต็มตัว
คำสั่งที่ห้ามทหารข้ามเพศเข้ารับใช้ชาติในกองทัพสหรัฐฯ มาจากกระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอน ก่อนจะถ่ายทอดลงมาเป็นลำดับชั้นจนถึงฐานทัพฟอร์ตลีเวนเวิร์ธ (Fort Leavenworth) ในรัฐแคนซัส ซึ่งเป็นสถานที่ที่คาราประจำการอยู่
"ไม่มีอะไรในตัวฉันที่เป็นผู้ชายเลย แต่กองทัพของเราบังคับให้ฉันต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทหารชาย เพียงเพื่อให้ได้เดินขึ้นไปบนเวที และได้ร่วมพิธีจบการศึกษาพร้อมกับเพื่อน ๆ เท่านั้น" คารากล่าวก่อนพิธีจบการศึกษาจะเริ่มขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา "ฉันไม่ได้เลือกหั่นผมของตัวเองทิ้งอย่างเต็มใจ แต่ฉันทำไปเพราะจำใจต้องทำ"
คาราเป็นหนึ่งในทหารอเมริกันข้ามเพศหลายพันคน ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งแบนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศออกมาเมื่อช่วงต้นปีในเดือนม.ค. โดยคำสั่งดังกล่าวห้ามคนข้ามเพศเข้าทำงานในกองทัพอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในตำแหน่งใดก็ตาม
ทรัมป์เคยออกคำสั่งในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในสมัยแรกของการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อหลายปีก่อน แต่คราวนั้นสั่งห้ามแค่ไม่ให้รับทหารใหม่ที่เป็นคนข้ามเพศ ทว่ายังยอมให้ผู้ที่เข้าประจำการอยู่แล้วรักษาสถานะคนข้ามเพศไว้ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม คำสั่งแบนรอบใหม่ในปี 2025 นี้ หมายรวมถึงทหารทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น
ข้อมูลสถิติของทางการระบุว่า มีทหารข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ราว 4,200 คน แต่ตัวเลขประมาณการขององค์กรอื่น ๆ คาดว่าแท้จริงแล้วอาจมีมากถึง 10,000 คนเลยทีเดียว

ที่มาของภาพ, Kara Corcoran
นโยบายใหม่สำหรับกองทัพของรัฐบาลทรัมป์ ระบุว่าผู้ที่มีประวัติทางการแพทย์ซึ่งเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ gender dysphoria (GD) หรือภาวะที่รู้สึกว่าตนเองเป็นอีกเพศหนึ่งที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด "ถือว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับเกณฑ์มาตรฐานระดับสูงทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจำเป็นต่อการรับใช้ชาติ"
คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าว ยังเน้นย้ำถึงจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า "ทุกเหล่าทัพต่างได้รับความเสียหายจากอุดมการณ์ทางเพศแบบสุดโต่ง" แต่นโยบายใหม่นี้จะทำให้กองทัพมั่นใจได้ว่า "เหล่าทหารจะไม่มีความผิดปกติทางการแพทย์หรือความบกพร่องทางกายใด ๆ ที่เล็งเห็นได้ตามสมควรว่า อาจจะต้องลาป่วยนานหลายวันเพื่อเข้ารับการรักษาที่จำเป็น หรือต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล"
คำสั่งดังกล่าวยังระบุว่า "การที่ผู้ชายยืนกรานว่าตัวเองเป็นหญิง ทั้งยังเรียกร้องให้ผู้อื่นให้เกียรติต่อการโป้ปดมดเท็จของตนเองนั้น ไม่สอดคล้องกับคุณธรรมประจำใจด้านความถ่อมตนและความไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งทหารทุกคนจำเป็นต้องมี"
ผลการสำรวจของแกลลัปโพล (Gallup poll) ซึ่งทำขึ้นเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา พบว่าชาวอเมริกัน 58% ต้องการให้ชายข้ามเพศและหญิงข้ามเพศ สามารถเป็นทหารในกองทัพได้อย่างเปิดเผยต่อไปเช่นเดิม ทว่าตัวเลขสถิตินี้ลดลงจาก 66% ในปี 2021 และ 71% ในปี 2019
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า คำสั่งห้ามคนข้ามเพศเป็นทหารคือการกีดกันแบ่งแยกทางสังคม โดยมีทหารข้ามเพศในกองทัพจำนวนมาก รวมทั้งองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ยื่นฟ้องคัดค้านคำสั่งนี้ต่อศาล
นับตั้งแต่เดือนก.พ. ของปีนี้เป็นต้นมา ทีมข่าวบีบีซีได้ติดตามถ่ายทำชีวิตที่เปลี่ยนไปของพันตรีคารา คอร์คอแรน และเรือเอกเรย์ ทิมเบอร์เลก แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังพวกเขาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในเส้นทางอาชีพทหาร โดยทั้งสองได้บอกเล่าถึงความรู้สึกและความเห็นส่วนตัวในฐานะของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่โฆษกของกองทัพหรือตัวแทนของเพื่อนทหารแต่อย่างใด
อาชีพที่ถูกตั้งคำถาม

คาราใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่เกือบทั้งหมดในกองทัพ เคยออกรบทำสงครามหลายครั้ง รวมถึงภารกิจในอัฟกานิสถาน ซึ่งเธอเคยเป็นทั้งผู้หมวดและผู้บังคับการกองร้อย โดยตอนนั้นอัตลักษณ์ทางเพศของเธอยังคงเป็นชายอยู่ ทว่าหลังจากที่คาราได้ข้ามเพศแล้ว เธอได้เปลี่ยนชื่อและเพศในทะเบียนราษฎร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหันมาใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองแบบเพศหญิง
ในอดีตสหรัฐฯ มีนโยบายห้ามรับคนข้ามเพศเข้าทำงานทุกประเภทในกองทัพ แต่ในปี 2016 รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา อนุญาตให้คนข้ามเพศเป็นทหารและเข้าทำงานในกองทัพได้อย่างเปิดเผย ทำให้ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังจากนั้น เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในประเด็นดังกล่าวหลายครั้ง ดังต่อไปนี้
- ปี 2016 รัฐบาลโอบามายกเลิกคำสั่งห้ามคนข้ามเพศเป็นทหาร และอนุญาตให้พวกเขาได้รับเงินสวัสดิการของกองทัพ เพื่ออุดหนุนค่าบำบัดรักษาทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ
- ปี 2017 รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกสั่งแบนคนข้ามเพศไม่ให้เป็นทหารอีกครั้ง โดยอ้างว่าทำให้กองทัพต้องเสียค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูง และอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร
- ปี 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามในคำสั่งคืนสิทธิการเป็นทหารให้คนข้ามเพศ
- ปี 2025 รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง สั่งแบนคนข้ามเพศไม่ให้เป็นทหารโดยไม่มีข้อยกเว้นในทุกกรณี และสั่งให้กองทัพเริ่มกระบวนการแบ่งแยกทหารที่มีภาวะ GD ออกจากทหารทั่วไป
คาราแสดงความเห็นต่อสภาพการณ์ดังกล่าวว่า "ฉันเองได้แต่เงียบ ทำได้แค่สงบปากสงบคำมานานมาก" เธอบอกว่าเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงปี 2008 ซึ่งเธอเพิ่งเข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ใหม่ ๆ นั้น ทหารหญิงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกรบ ตัวเธอเองก็ตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงและมีลูกตามความคาดหวังของสังคม แต่ต่อมาก็ลงเอยด้วยการหย่าร้าง และเธอต้องต่อสู้กับการปิดบังตัวตนทางเพศที่แท้จริงเรื่อยมา
จนกระทั่งปี 2018 คาราตัดสินใจเปิดเผยอัตลักษณ์ของตนในฐานะผู้หญิงข้ามเพศ โดยเริ่มกระบวนการรับฮอร์โมนและผ่าตัดแปลงเพศในทันที เธอเล่าว่าตอนนั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขายังคงยึดถือกฎเกณฑ์ชุดเก่าที่ให้เสรีภาพทางเพศ แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์สมัยแรกจะออกคำสั่งห้ามคนข้ามเพศเป็นทหารตั้งแต่ปี 2017 แล้วก็ตาม
คาราบอกว่า กระบวนการข้ามเพศทำให้เธอสามารถรับใช้ชาติในฐานะทหารได้ดีขึ้น "มันทำให้ฉันมีสมาธิและความมุ่งมั่นสูงขึ้น ทั้งยังปรับตัวยืดหยุ่นได้ดีขึ้นอีกด้วย ผู้คนเข้าใจผิดกันมากว่าการข้ามเพศเป็นภาระของกองทัพ แต่สำหรับฉันแล้วมันตรงกันข้าม"

ที่มาของภาพ, REUTERS/Carlos Barria
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำสั่งแบนครั้งใหม่ของทรัมป์มีผลบังคับใช้ ผู้บังคับบัญชาบอกกับคาราว่า หากเธอไม่สมัครใจลาออกเอง ก็จะถูกกระบวนการเลิกจ้างโดยที่แรงงานไม่สมัครใจ (involuntary separation) บีบให้ต้องพ้นจากตำแหน่งในกองทัพไปในที่สุด ซึ่งการบังคับปลดประจำการแบบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับทหารข้ามเพศทุกคน ไม่ว่าเขาหรือเธอจะมีหน้าที่ต้องออกไปสู้รบหรือไม่ก็ตาม
ทหารข้ามเพศที่ถูกปลดประจำการโดยไม่สมัครใจ นอกจากจะเสียตำแหน่งงานที่มั่นคงไปแล้ว อาจจะต้องสูญเสียสวัสดิการเช่นเงินบำนาญ, เงินอุดหนุนค่ารักษาพยาบาล, และเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพด้วย ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกว่า ทหารข้ามเพศที่ไม่ยินยอมยื่นใบลาออก อาจได้รับเงินสวัสดิการต่าง ๆ เพียงครึ่งเดียวของคนที่สมัครใจลาออกเอง ซึ่งส่วนต่างนี้อาจสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว
แม้จะถูกบีบบังคับเช่นนั้น แต่คารายังคงไม่ต้องการอำลาจากกองทัพ "ฉันจะไม่ยื่นใบลาออกเองอย่างเด็ดขาด แต่จะเข้าสู่กระบวนการบังคับปลดประจำการ ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะทำให้มันเลวร้ายแค่ไหนสำหรับฉันและเพื่อนทหารคนอื่น ๆ ก็ตาม"
"คำกล่าวโง่เง่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพ"

หนึ่งในบรรดาผู้ที่สนับสนุนคำสั่งแบนทหารข้ามเพศของทรัมป์ ได้แก่คาร์ล ฮิกบี อดีตหน่วยซีลประจำกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้เขาเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ทางสถานีข่าว Newsmax ซึ่งเป็นช่องข่าวของฝ่ายอนุรักษนิยม
ฮิกบีเชื่อว่าคนข้ามเพศไม่เหมาะกับการเป็นทหาร เพราะผู้ที่มีภาวะ GD อาจต้องเข้ารับการบำบัดรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมทั้งอาจต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนเป็นพิเศษ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าประจำการในกองทัพ
ฮิกบีตั้งคำถามว่า "คุณจะรับยาริทาลิน (Ritalin) ที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น รวมทั้งยาที่แพทย์สั่งบางชนิดไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้คุณเป็นทหารที่ไม่พร้อมจะออกไปสู้รบ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องรับยาฮอร์โมน ซึ่งเรารู้กันดีว่ามันส่งผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ในบางครั้งด้วย ?"
เมื่อผู้สื่อข่าวบีบีซีถามความเห็นของฮิกบี ถึงกรณีที่บางคนซึ่งเป็นเพศหญิงโดยกำเนิด ต้องรับยาฮอร์โมนเพื่อรักษาอาการบางอย่างเหมือนกันเช่นภาวะหมดประจำเดือน คนกลุ่มนี้จะสามารถเป็นทหารได้หรือไม่ ? ฮิกบีตอบว่า "ในบางครั้งเราควรสนใจเรื่องจะสังหารคนเลวได้อย่างไร มากกว่าจะคอยห่วงเรื่องโควต้าทางเพศของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกองกำลังที่ต้องออกปฏิบัติการสู้รบ"
คำสั่งห้ามคนข้ามเพศเป็นทหาร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งพีท เฮกเซธ อดีตนายทหารและรัฐมนตรีกลาโหมที่ทรัมป์เป็นผู้แต่งตั้ง ได้ดำเนินตามแนวทางการบริหารประเทศของผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน โดยมุ่งลบล้างนโยบายเก่าของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ที่เน้นสร้างความหลากหลาย ความเท่าเทียม และโครงการที่ทลายกำแพงการกีดกันแบ่งแยกต่าง ๆ
เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เฮกเซธกล่าวที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนว่า "คำกล่าวโง่เง่าที่สุดข้อความเดียวในประวัติศาสตร์ของกองทัพ ก็คือคำกล่าวที่ว่า ความหลากหลายคือความแข็งแกร่งของเรา"
ต่อมาในเดือน เม.ย. เฮกเซธยังโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ "เอกซ์" (X) โดยระบุว่าเขาได้สั่งยุติโครงการ "ผู้หญิง สันติภาพ และความมั่นคง" ให้ปิดตัวลงด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะความริเริ่มที่เน้นเชิญชวนให้สตรีและเด็กหญิงมีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งมากขึ้นนี้ นับว่าเป็นสิ่งรบกวนภารกิจหลักของกองทัพ ซึ่งอันที่จริงจะต้อง "สู้รบในสงคราม" เป็นสำคัญ

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock
ครอบครัวคนข้ามเพศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
ทหารข้ามเพศบางคนเริ่มมองเห็นเค้าลางในอนาคตของตนเองได้ก่อนผู้อื่น อย่างเช่นเรือเอกเรย์ ทิมเบอร์เลก ได้ตัดสินใจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตทันที หลังพบว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ ในวันที่ 6 พ.ย. 2024
คนข้ามเพศกลุ่มนอนไบนารี (non-binary) ผู้นี้ เข้าเป็นทหารในกองทัพเรือตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี โดยเคยประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ "ยูเอสเอส นิมิตซ์" (USS Nimitz) และเคยปฏิบัติภารกิจในตะวันออกกลางมาแล้ว
เรย์บอกว่าตนเองเป็นคนข้ามเพศกลุ่มนอนไบนารี เพราะแม้จะมีเพศกำเนิดเป็นหญิง แต่กลับรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ทั้งหญิงและชาย ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "พวกเขา" (they / them) แทนคำว่าเขาหรือเธอซึ่งเป็นสรรพนามแทนเพศชายและเพศหญิง
เรย์บอกว่าได้เปิดเผยตัวตนในฐานะนอนไบนารีครั้งแรก เมื่อปี 2020 "ในทันทีที่ได้ยินคำว่านอนไบนารี ฉันรู้สึกได้เลยว่ามันเหมาะสมลงตัวกับฉันอย่างมาก"
เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2024 เรย์รับรู้ได้อีกครั้งว่า เวลาในเส้นทางอาชีพทหารกำลังจะหมดลง เรย์จึงขอโยกย้ายจากฐานทัพเรือเดิมในแถบชายฝั่งตะวันตก มาประจำการอยู่ใกล้ครอบครัวมากขึ้น ที่ฐานทัพเรือชายฝั่งตะวันออก เนื่องจากครอบครัวจะให้การสนับสนุนและกำลังใจได้ดีที่สุด

ที่มาของภาพ, Rae Timberlake
เรย์กับภรรยาและลูกสาว รีบย้ายมาที่บ้านหลังใหม่แม้จะยังเป็นช่วงกลางภาคการศึกษา เพราะคาดว่ามาตรการบังคับปลดประจำการทหารข้ามเพศจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ "มันน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเรา หากฉันจะถูกบังคับปลดประจำการเข้าจริง ๆ" เรย์กล่าว
บันทึกข้อความเชิงนโยบายที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาในเดือนก.พ. ระบุว่าฐานทัพต่าง ๆ ต้องแสดงตัวทหารที่มีอาการหรือได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ GD เส้นตายของการออกมาแสดงตัวโดยสมัครใจ คือภายในวันที่ 6 มิ.ย. สำหรับทหารที่ยังประจำการและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ส่วนกำลังพลสำรองและสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ที่เป็นคนข้ามเพศ ให้รายงานตัวภายในวันที่ 7 ก.ค. นี้
ข้อมูลที่กระทรวงกลาโหมแถลงเมื่อเดือนพ.ค. ระบุว่ามีทหารที่แสดงตัวว่าเป็นคนข้ามเพศแล้ว 1,000 ราย แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีการเปิดเผยถึงยอดล่าสุด แม้บันทึกข้อความของกระทรวงกลาโหมจะระบุว่า เหล่าทัพต่าง ๆ จะต้องเริ่มกระบวนการบังคับปลดประจำการภายใน 30 วัน นับแต่ช่วงเวลาที่กำหนดให้ทหารข้ามเพศแสดงตัวสิ้นสุดลง
บันทึกข้อความของกระทรวงกลาโหม ยังได้ระบุข้อยกเว้นไว้สำหรับผู้มีภาวะ GD บางคน ให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับปลดประจำการ "หากไม่เคยพยายามจะข้ามเพศ หรือเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นเพศอื่นมาก่อน" ทั้งนี้การยกเว้นดังกล่าวขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ในตอนที่มีการเผยแพร่บันทึกข้อความดังกล่าว เรย์ได้ย้ายไปเข้ารับตำแหน่งใหม่ที่รัฐแมริแลนด์เรียบร้อยแล้ว ส่วนคนในครอบครัวก็กำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ "การที่ต้องเห็นเรย์สูญเสียอาชีพการงาน มันแสนจะเจ็บปวด" ลินด์เซย์ ภรรยาของเรย์กล่าว "พวกเราต้องอยู่ในภาวะเน้นเอาตัวรอด ไม่มีเวลาเชื่อมความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เพราะต้องเครียดกับการตัดสินใจเรื่องยาก ๆ อยู่ตลอด"
สำหรับเรย์แล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างมาก เรย์ต้องการจะควบคุมเส้นทางชีวิตของตนเองให้ได้มากขึ้นในอนาคต จึงเลือกแสดงตัวในฐานะทหารข้ามเพศและยื่นใบลาออกโดยสมัครใจ แม้ตอนนี้ทางกองทัพยังคงไม่ได้ตอบกลับว่ายอมรับคำขอของเรย์หรือไม่ แต่เรย์เชื่อมั่นว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่
เรย์คาดว่าผลกระทบทางการเงินที่จะเกิดขึ้น จากการสูญเสียอาชีพการงานในกองทัพอย่างกะทันหัน น่าจะส่งผลที่รุนแรงพอสมควร เพราะเรย์เข้าประจำการในกองทัพเรือมาไม่ถึง 20 ปี จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญ ซึ่งเรย์อาจจะสะสมได้สูงสุดถึง 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากได้อยู่จนเกษียณอายุตามปกติ
การต่อสู้ทางกฎหมายและการเมือง
แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะแถลงว่า คำสั่งแบนทหารข้ามเพศจะช่วยรักษามาตรฐานทางการแพทย์ และความพร้อมในการออกปฏิบัติภารกิจของกำลังพลทุกเหล่าทัพ แต่ฝ่ายที่เห็นต่างกลับมองว่า นโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้อ่อนแอเปราะบางอย่างไม่เป็นธรรม
ปัจจุบันมีการยื่นฟ้องต่อศาลแล้วถึง 3 คดี เพื่อคัดค้านคำสั่งแบนทหารข้ามเพศว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในคดีหนึ่งผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง ได้สั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนทหารข้ามเพศเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และถือเป็นการแบ่งแยกกีดกันด้วยอัตลักษณ์ทางเพศ

อย่างไรก็ตามในเดือนเม.ย. ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งของศาลชั้นต้น ทำให้รัฐบาลทรัมป์สามารถเดินหน้านโยบายนี้ได้อีกครั้ง แม้การฟ้องร้องต่อสู้คดีจะยังไม่สิ้นสุดก็ตาม การที่คำตัดสินของศาลและข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาเช่นนี้ ทำให้เหล่าทหารข้ามเพศตกอยู่ในภาวะที่ไร้อำนาจ และไม่อาจจะทำอะไรได้เลย
เรย์ที่เริ่มออกหางานในภาคพลเรือน บอกว่างานในปัจจุบันหายากมาก "ฉันสมัครงานที่มีคนยื่นใบสมัครในวันเดียวกันถึง 800 คน" เรย์ยังบอกว่า ชีวิตของพลเรือนนั้นมีความมั่นคงต่ำกว่าตอนที่อยู่ในกองทัพมาก "โลกภายนอกมีการแข่งขันกันสูงและน่ากลัวกว่า" ทว่าบทต่อไปของชีวิตจะต้องไม่ใช่ "การรู้สึกว่าถูกคุกคามเพราะสิ่งที่ฉันเป็น"
มองไปข้างหน้า
คาราไม่ได้ออกมาแสดงตัวต่อกองทัพว่าเป็นคนข้ามเพศ แม้จะเลยกำหนดเส้นตายในวันที่ 6 มิ.ย. มาแล้วก็ตาม ตอนนี้เธอเฝ้ารอดูอยู่ว่า กองทัพจะหมายหัวเพื่อนำตัวไปบังคับปลดประจำการหรือไม่ กรอบเวลาที่กำหนดไว้ 30 วัน หลังถึงเส้นตาย ชี้ว่าการบังคับปลดประจำการจะต้องเกิดขึ้นภายในวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งคารากำลังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของบีบีซี แต่กลับอ้างถึงถ้อยแถลงเดิมที่ระบุว่า มีความมุ่งมั่นจะปฏิบัติต่อทหารทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งแบน ด้วยความเคารพและให้เกียรติเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมผู้หนึ่งบอกว่า "ผลการประเมินประสิทธิภาพและจริยธรรมในการปฏิบัติงานของทหารกลุ่มนี้ จะอยู่ในระดับที่ควรแก่การชื่นชมยกย่อง (honourable) เว้นแต่ผู้นั้นมีประวัติที่ระบุเป็นอย่างอื่น ซึ่งชี้ว่าสมควรจะได้รับการประเมินในระดับที่ต่ำกว่า"
ตอนนี้คารายังคงพักอาศัยอยู่ที่ฐานทัพฟอร์ตลีเวนเวิร์ธ แต่เตรียมพร้อมที่จะย้ายออกไปได้ทุกเวลาเมื่อมีคำสั่งปลดประจำการ เธอเปลี่ยนรถยนต์ของตัวเองให้กลายเป็นรถบ้านเคลื่อนที่ ซึ่งติดตั้งแบตเตอรีขนาดใหญ่ อุปกรณ์ทำครัว และเตียงนอนพับได้เรียบร้อยแล้ว "บนหลังคารถมีแทงก์น้ำขนาด 8 แกลลอน ฉันใช้เครื่องสูบน้ำแบบอัดอากาศเติมน้ำให้เต็ม ทำให้อาบน้ำได้สบาย ๆ แม้จะอยู่กลางป่า อย่างน้อยฉันก็มีที่ซุกหัวนอน"
คาราบอกเล่าถึงความรู้สึกตอนเข้าร่วมพิธีจบการศึกษา ซึ่งเธอสำเร็จหลักสูตรผู้นำทหารขั้นสูงด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม แต่กลับต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารชายและตัดผมสั้นว่า "พิธีนี้มีความหมายกับฉันมาก แต่สิ่งที่ฉันต้องทำลงไปเพื่อเข้าร่วม ทำให้รู้สึกเหมือนกับลบล้างอัตลักษณ์ของตัวเองทิ้งไป"
"นี่คือคนที่อุทิศชีวิตเพื่อรับใช้ชาติ แต่ตอนนี้พวกเขาถูกปฏิเสธว่าไม่มีความเหมาะสมอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะผลงานแต่เพราะสิ่งที่พวกเขาเป็น" คารากล่าวทิ้งท้าย







