น่ากังวลแค่ไหน เมื่อพบผู้ป่วยไข้หวัดนกในสหรัฐฯ แล้ว 2 ราย ส่วน สธ. ไทยประกาศเฝ้าระวัง

ที่มาของภาพ, Reuters
ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดนก หลังพบผู้ป่วย 2 รายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งยืนยันแล้วว่าเป็นครั้งแรกที่เชื้อไข้หวัดนกสามารถติดต่อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัวมาสู่มนุษย์ได้
ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัดนกคือเมื่อ 16 ปีก่อน แต่ปัจจุบันพบว่า ยังมีไข้หวัดนกระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ซึ่งมีผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว 1 รายในปีนี้
พบผู้ป่วยไข้หวัดนก 2 คนในสหรัฐฯ แล้ว
เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่า โคนมในรัฐเท็กซัสและรัฐแคนซัสของสหรัฐฯ มีผลบวกจากการทดสอบเชื้อไข้หวัดนกชนิดเอชไฟว์เอ็นวัน (H5N1) หลังผู้เลี้ยงสังเกตพบว่าพวกมันไม่ค่อยอยากอาหารและให้น้ำนมลดลง โดยในกรณีพบว่า เชื้อไข้หวัดนกได้ปนเปื้อนในน้ำนมของโคด้วย รวมถึงเกิดการแพร่ระบาดในโคที่เลี้ยงไว้ตามฟาร์มต่าง ๆ อย่างรวดเร็วไปถึง 9 รัฐ
แม้โดยทั่วไปแล้วไวรัสนี้ไม่แพร่กระจายจากวัวสู่คน แต่ต่อมาพบว่าช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา มีคนงานในฟาร์มโคนมแห่งหนึ่งของรัฐเท็กซัสติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1ซึ่งมีอาการป่วยระดับปานกลางและตาแดงเท่านั้น
ในช่วงเวลาเดียวกันยังพบเศษซากไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ใน 20% ของตัวอย่างนมพาสเจอร์ไรส์ในสหรัฐฯ ด้วย แต่กระบวนการพลาสเจอร์ไรส์ซึ่งใช้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อต่างโรคในน้ำนมได้ฆ่าเชื้อต่าง ๆ รวมถึงไวรัสไข้หวัดนกแล้ว และเหลือไว้แค่เศษซากของไวรัสเท่านั้น จึงทำให้ไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ (FDA) ออกมาเตือนว่าควรงดบริโภคน้ำนมดิบ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐหรือซีดีซี (CDC) รายงานว่า พบผู้ป่วยไข้หวัดนกรายที่ 2 ในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นคนงานในฟาร์มโคนมและสัมผัสกับปศุสัตว์ที่ติดเชื้อ H5N1 เป็นประจำ โดยพบว่ามีอาการป่วยปานกลางเช่นเดียวกับผู้ป่วยรายแรกที่รัฐเท็กซัส และทั้งคู่หายดีแล้วในขณะนี้
CDC ออกมาระบุว่า ความเสี่ยงของประชาชนทั่วไปต่อโรคนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอาการอักเสบเยื่อบุตาเป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก โดยการติดเชื้อทั้ง 2 กรณีนั้นได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบตัวอย่างที่ได้มาจากดวงตาของพวกเขา ขณะที่ตัวอย่างที่นำมาจากทางเดินหายใจกลับได้ผลทดสอบเป็นลบหรือไม่พบว่าติดเชื้อ ซึ่งชี้ให้เห็นความเสี่ยงของการแพร่กระจายผ่านระบบทางเดินหายใจที่ลดลง

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock
กรมควบคุมโรคไทยเตือนเฝ้าระวังไข้หวัดนก
หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดนกรายที่ 2 ในสหรัฐฯ ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทย ออกมาประกาศเตือนทางกรมฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ “เฝ้าระวังไข้หวัดนก H5N1” ในประเทศไทย โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ออกมาเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้เห็นว่าถึงแม้การแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดนก H51 ไปยังมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้ยาก แต่กรณีดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่บ่งชี้ว่า “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถแพร่เชื้อไปยังคนได้” จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องทั้งในคน สัตว์ และสัตว์ป่า โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรมปศุสัตว์ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า จากการประสานงานกับกรมปศุสัตว์ทราบว่า ประเทศไทยไม่มีการนำเข้าโคนมจากสหรัฐอเมริกา จึงประเมินได้ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนกจากสถานการณ์ดังกล่าวในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าระวังการระบาดในประเทศไทย
ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนก แต่พบแล้วในกัมพูชา 4 ราย
จากข้อมูลของกลุ่มควบคุมป้องกันโรคสัตว์ปีก สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ระบุว่า ประเทศไทยเคยพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกเมื่อปี 2004 โดยมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกจำนวนทั้งสิ้น 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย และผู้ป่วยไข้หวัดนกรายสุดท้ายของไทยพบที่ จ.หนองบัวลำภู ทั้งนี้ ปี 2008 เป็นปีสุดท้ายที่พบการระบาดของไข้หวัดนกในไทย โดยพบในพื้นที่การระบาด 4 แห่ง ได้แก่
- ไก่พื้นเมือง ต.สากเหล็ก อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร
- ฟาร์มไก่เนื้อ ต.พิกุล อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์
- ไก่พื้นเมือง ต.ทุ่งเสลี่ยม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย
- ไก่พื้นเมือง ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี
จากการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทางสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 พ.ค. นี้ พบการระบาดไวรัสไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีกจำนวน 7 แห่งในกัมพูชา และ 1 แห่งในลาว
นอกจากนี้ ยังพบว่า จุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR-NFP) ของกัมพูชา ได้รายงานผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 จำนวน 2 ราย เมื่อวันที่ 26 และ 28 ม.ค. 2024 ผู้ป่วยรายแรกเป็นเด็กชายชาวกัมพูชาวัย 3 ปี จาก อ.กำปงตะเบค จ.ไพรเวง มีอาการ ไอ น้ำมูกไหล คาดผู้ป่วยได้รับเชื้อจากไก่ที่เลี้ยงไว้บริเวณหลังบ้าน และพบซากไก่รอบ ๆ บ้าน แต่ยังไม่พบเชื้อในผู้สัมผัสใกล้ชิด
ผู้ป่วยรายที่ 2 เป็นชายชาวกัมพูชาวัย 69 ปี จาก อ.ปวก จ.เสียมราฐ มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง มาเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ไอ และหายใจลำบาก จากการสอบสวนโรคเบื้องต้น พบผู้ป่วยเลี้ยงสัตว์ปีกและไก่ชนในบ้าน ตัวอย่างจากไก่สามตัวได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลเชื้อไข้ไข้หวัดนกเป็นบวก
วันที่ 5 ก.พ. 2024 กองระบาด กรมควบคุมโรคของไทย วิเคราะห์ว่า เสียมราฐเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวพักและเดินทาง รวมทั้งยังอยู่ใกล้ประเทศไทย จึงแนะนำให้นักท่องเที่ยวกินเนื้อไก่ ไข่ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกที่ปรุงสุก ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือเข้าไปในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีก
ไม่นานหลังจากนั้น ทาง IHR-NFP ประเทศกัมพูชา รายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดนกเพิ่มเติมอีก 2 ราย เป็นเด็กชายชาวกัมพูชาอายุ 9 ปี ใน จ.กระแจะ เนื่องจากผู้ป่วยพบการตายของไก่ 5 ตัว และเป็ด 3 ตัว จึงนำมาประกอบอาหารรับประทาน ซึ่งอาจมีการสัมผัสเชื้อจากสัตว์ปีกที่ตายก่อนบริโภค ต่อมาพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
อีกรายเป็นเด็กชายชาวกัมพูชาอายุ 16 ปีซึ่งเป็นพี่ชายของผู้เสียชีวิต จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ตาย และมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่อยู่ในบ้าน อย่างไรก็ดี ไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่ากรณีนี้เป็นการติดเชื้อจากคนสู่คน
โดยสรุปคือในปี 2024 กัมพูชาจึงมีผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกแล้ว 4 ราย ทั้งหมดติดเชื้อไวรัส H5N1 และมีผู้ชีวิตแล้ว 1 ราย โดยตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบันพบรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในกัมพูชาทั้งหมด 66 ราย และมีผู้เสียชีวิต 42 ราย

ที่มาของภาพ, สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา จุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศของเวียดนามได้แจ้งให้องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) ทราบว่า พบผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 รายแรกของปี 2024 หลังเคยพบผู้ป่วยรายสุดท้ายในเดือน ต.ค. 2022
ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายชาวเวียดนามวัย 21 ปี จาก อ.นิญฮหว่า (Ninh Hòa) จ.คั้ญฮหว่า (Khánh Hòa) ผลการสอบสวนโรคเบื้องต้นพบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน ก.พ. 2024 ผู้ป่วยมีประวัติดักจับนกป่า
จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ พบว่า ในปี 2024 มีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ต่าง ๆ รวมกันอย่างน้อย 16 คน เสียชีวิตแล้ว 3 คน โดยพบผู้ป่วยในจีน ฮ่องกง เวียดนาม กัมพูชา และสหรัฐฯ ส่วนประเทศที่มีผู้ป่วยสะสมมากที่สุดคือจีนและกัมพูชา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พ.ค. นี้)
สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วโลก นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ระบุว่า พบการระบาดในบราซิล ฟินแลนด์ เยอรมนี นอร์เวย์ แคนาดา และสหรัฐฯ โดยพบการระบาดในบรรดาแมวน้ำ สิงโตทะเล สุนัขจิ้งจอก นาก แรคคูน สุนัข แมว หมีกริซลี เสือโคร่ง โอพอสซัม แพะ และ วัว เป็นต้น
ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา ทางกรมปศุสัตว์ของไทยมีจึงมีประกาศชะลอการนำเข้า นำออก หรือนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกผ่านราชอาณาจักร ในประเทศ/ดินแดนที่พบการระบาดของไข้หวัดนก ได้แก่ อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ โปแลนด์ สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เยอรมนี และไต้หวัน
ไข้หวัดนกคืออะไร และทำไมมันระบาดไปทั่วโลก
ไข้หวัดนกเกิดขึ้นครั้งแรกในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อปี 1996 โดยพบในห่านที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม มันจึงกลายเป็นสัตว์ปีกตัวแรกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ H5N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคสูง
ธิจส์ คุยเกน นักพยาธิวิทยาเปรียบเทียบประจำศูนย์การแพทย์ ม.อิราสมุส ในเนเธอร์แลนด์ บอกกับบีบีซีว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตรวจพบไวรัสชนิดนี้เป็นครั้งแรกในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก
“เชื้อไข้หวัดนกที่ทำให้เกิดโรคสูงมักเกิดขึ้นในสัตว์ปีกที่เป็นสัตว์เลี้ยง สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือไวรัสสายพันธุ์นี้ได้แพร่ระบาดสู่นกป่า และทำให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วโลก” ธิจส์ บอก
แม้นกป่าจะช่วยให้ไวรัสแพร่กระจายไปไกลกว่าเดิม แต่ธิจส์เตือนว่า “ปัญหาที่แท้จริง คือ มนุษย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความต้องการเนื้อสัตว์จากฟาร์มปศุสัตว์นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อย้อนกลับไปในปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการระบาดครั้งแรก พบว่าในตอนนั้นมีสัตว์ปีกเพียง 14.7 ล้านตัว ส่วนใหญ่เป็นไก่ แต่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนเป็นสองเท่าแล้ว
หากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์ปีกในปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง “เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคสูงชนิดอื่น ๆ ก็จะยังคงแพร่กระจายไปนกป่าที่เหลือเพียงไม่กี่ตัวในตอนนี้” คุยเกน กล่าว
ระหว่างปี 2005-2006 เชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ได้แพร่กระจายไปยังนกป่าซึ่งเดินทางไปไกลถึงยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ส่งผลให้เชื้อชนิดนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก เพิ่มเติมจากกรณีการระบาดผ่านการขนส่งสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกระหว่างประเทศ

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock
ลำดับเวลาการระบาดของ H5N1
- ปี 1996 พบครั้งแรกในฟาร์มสัตว์ปีก มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
- ปี 1997 ผู้ป่วยไข้หวัดนกรายแรกเสียชีวิตที่ฮ่องกง
- ปี 2005 แพร่กระจายเชื้อไปยังนกป่า จนทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส
- ปี 2020 เกิดสายพันธุ์ที่สามารถคงอยู่ได้ในประชากรนกป่าตลอดทั้งปี
- ปี 2022 – 2022 กลายเป็นโรคเฉพาะถิ่นในประชากรนกป่า
- ปี 2021 ระบาดมาถึงอเมริกาเหนือ
- ปี 2022 ตรวจพบในอเมริกาใต้
- ปี 2024 ยืนยันว่าถูกตรวจพบในแอนตาร์กติกา
ไข้หวัดนกระบาดสู่คนได้อย่างไร
สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรคไข้หวัดนกเกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนกและสัตว์ปีกทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยง โดยอาการและความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ และ H5N1 คือสายพันธุ์ที่ทำให้สัตว์ปีกที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรงและตายลงอย่างรวดเร็ว
ไข้หวัดนกสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกมาสู่คนได้ ทั้งจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของสัตว์ปีกที่ป่วยได้โดยตรง เช่น อุจจาระ น้ำมูก น้ำลาย หรือเกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อม พื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากสัตว์ที่ป่วย ส่วนอาการติดต่อจากคนสู่คนนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
ผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกมักมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ โดยอาการเด่น ๆ ที่พบ คือ มีไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่มีอาการไอ และหายใจเหนื่อยหอบจากปอดอักเสบ ผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนทางปอดรุนแรงคือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว นอกจากนี้ อาจพบอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย และอาจพบอาการทางระบบประสาท เช่น ซึม ชัก ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมากจะมีภาวะการทำงานของหลายอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้
กลุ่มผู้ป่วยที่มักจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิต คือ กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์
นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกมานาน แต่ประเทศเพื่อนบ้านยังมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในคนและสัตว์อย่างต่อเนื่อง จึงขอแนะนำให้ประชาชนมีการป้องกันตนเอง ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่มีอาการป่วยหรือตาย
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะหลังสัมผัสกับสัตว์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก ขณะใกล้ชิดกับสัตว์
- หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ใกล้บ้านทันที และสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด
- ห้ามนำสัตว์ปีกป่วยตายมาปรุงอาหารเด็ดขาด
- การรับประทานเนื้อสัตว์ปีกและไข่ต้องปรุงสุก สะอาด
- หากมีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจหอบเหนื่อย หรือมีตาแดงอักเสบ หลังสัมผัสกับสัตว์หรือสิ่งคัดหลั่งของสัตว์ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมกับแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทราบ

ที่มาของภาพ, AFP
จะเกิดการระบาดของไข้หวัดนกครั้งใหญ่หรือไม่ ?
จากกรณีที่พบว่าคนงานในฟาร์มโคนมของสหรัฐฯ ติดเชื้อไข้หวัดนกจากวัว ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่าเกิดการถ่ายทอดเชื้อไข้หวัดนกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสู่คนได้แล้ว
เกรกอริโอ ตอร์เรส หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (WOAH) บอกว่า “ทุกครั้งที่มีการกระโดดข้ามสายพันธุ์ ถือว่าเป็นสัญญาณของความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น” โดยเขาบอกว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าไข้หวัดนกจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ของมนุษย์ทั่วโลกในครั้งต่อไปหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือโรคนี้ยังคงอยู่ และพวกเราต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับมัน
“กรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ มันสามารถปรับตัวเข้ากับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ โดยมีความเสี่ยงสูงว่าอาจทำให้เกิดการแพร่เชื้อจากคนสู่คน” ตอร์เรส กล่าว
การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อผ่านนกป่านั้นทำได้ยาก แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า มนุษย์สามารถจำกัดวงการระบาดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งในป่าและฟาร์มได้ รวมถึงในคนด้วย
ข้อแนะนำหลัก ๆ คือ หากพบนกป่าที่ตายแล้ว ไม่ควรไปแตะต้องมัน แต่ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกัน ฟาร์มต้องมีมาตรการความปลอดภัยด้านชีวภาพ ตั้งแต่การควบคุมของเสียไปจนถึงการรายงานการเจ็บป่วย ซึ่งทาง WOAH พยายามผลักดันงานด้านนี้อยู่
ประเด็นที่ได้รับการถกเถียงอย่างมาก คือ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกในสัตว์ปีก ซึ่งปัจจุบันพบการใช้วัคซีนเพื่อปกป้องสัตว์บางสายพันธุ์ หรือควบคุมการระบาดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในประเทศจีน แต่หลายประเทศก็ยังไม่เต็มใจใช้มาตรการนี้มากนัก แม้ว่าทาง WOAH จะแนะนำมาตรการนี้ เนื่องจากยังมีข้อกีดกันทางการค้าซึ่งจำกัดการนำเข้าสัตว์ปีกและไข่จากสัตว์ปีกที่ได้รับวัคซีน
“เมื่อคุณฉีดวัคซีนสัตว์ปีก มันยากที่จะเห็นอาการของโรคหรือตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการค้าระหว่างประเทศ เพราะทุกคนต้องการให้สินค้ามีความปลอดภัย” ตอร์เรส กล่าว











