การแข่งขันระดับโลกเพื่อพัฒนา "หุ่นยนต์แม่บ้าน" ไปถึงไหนแล้ว ?

ความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งของคนเรา คือความต้องการจะมีหุ่นยนต์แม่บ้านและผู้ดูแลรับใช้ส่วนตัวหรือ "บัตเลอร์" ที่เป็นมิตร คอยรับผิดชอบจัดการงานบ้านที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายแทนตัวเรา ซึ่งความฝันแนววิทยาศาสตร์นี้ได้มีมานานหลายสิบปีแล้ว
ทว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ "เอไอ" (AI) ได้ช่วยให้ความฝันดังกล่าวมีแววจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ภายในปี 2026 นี้ โดยคาดว่าหุ่นยนต์ช่วยงานบ้านอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถทำงานได้สารพัดรูปแบบ จะวางจำหน่ายและเปิดโอกาสให้คนทั่วไปซื้อหาไปใช้ที่บ้านกันได้แล้ว
ที่ห้องปฏิบัติการของบริษัทด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ ต้นแบบของหุ่นยนต์แม่บ้านเหล่านี้กำลังถูกเคี่ยวกรำฝึกฝน เพื่อให้พัฒนาทักษะฝีมือไปอย่างรวดเร็ว เช่นถูกฝึกให้พับเสื้อผ้า, นำจานชามและเครื่องครัวที่สกปรกใส่เข้าไปในเครื่องล้างจาน, รวมทั้งปัดกวาดเช็ดถูบ้านหรือบริเวณที่เราทำสกปรกเลอะเทอะให้สะอาด
บรรดานักประดิษฐ์ผู้สร้างหุ่นยนต์เหล่านี้ ต่างก็คุยโม้โอ้อวดถึงความสามารถอันเหลือเชื่อของผลงานของตน ทำให้ผมนึกอยากจะเห็นและพิสูจน์ด้วยตนเองว่า หุ่นยนต์แม่บ้านในทุกวันนี้จะทำงานได้ดี และพัฒนาแบบก้าวกระโดดไปจนถึงขั้นนั้นแล้วจริงหรือไม่
ผู้เขียนได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนห้องปฏิบัติการ ที่ปัจจุบันเป็นโรงเรียนฝึกทักษะการทำงานบ้านของ "เอกกี้" (Eggie), "นีโอ" (Neo), "ไอแซก" (Isaac), และ "เมโม" (Memo) เมื่อผมได้เห็น "ฮิวแมนอยด์" (humanoid) หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เหล่านี้ รวมทั้งหุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์เพียงบางส่วนเพราะไม่มีขา ก้าวเดินหรือเคลื่อนไหวแบบแปลก ๆ เข้ามาในห้อง ผมก็อดที่จะยิ้มน้อย ๆ เพราะนึกขำไม่ได้

ที่มาของภาพ, Tangible AI
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้สังเกตการณ์ถึงความสามารถของหุ่นยนต์เหล่านี้ ผมพบว่าส่วนใหญ่นั้นเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว มีประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้ว่องไว และทำงานต่าง ๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉงเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบ้านชนิดหลัก ๆ ที่คนเราต้องทำกันเป็นประจำ
หุ่นยนต์ "เอกกี้" ของบริษัทสตาร์ตอัปน้องใหม่อย่าง Tangible AI สามารถจะแขวนเสื้อแจ็กเกตบนราวแขวนเสื้อผ้า, ดึงเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน, และเช็ดน้ำที่หกบนเคาน์เตอร์ครัวได้ แต่การเคลื่อนไหวของมันก็เชื่องช้าอย่างยิ่ง เพราะต้องคอยขยับเปลี่ยนทิศทางด้วยการใช้ล้อกลิ้งไปมา ซึ่งทำให้อิริยาบถการเคลื่อนไหวสะดุดเป็นช่วง ๆ และดูติดขัดอย่างยิ่ง
ส่วนหุ่นยนต์ "นีโอ" จากบริษัท 1X นั้นก็เช่นกัน มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแต่ก็มีประสิทธิภาพ โดยก้าวเดินอย่างงุ่มง่ามไปทั่วห้องครัวทดสอบ ด้วยฝ่าเท้าที่หนุนรองด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม นีโอเพิ่งตกเป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ทางผู้ผลิตประกาศเปิดจองล่วงหน้า สำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อหาหุ่นยนต์สักตัวมาเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน
นีโอสาธิตการรดน้ำต้นไม้ (ทำน้ำหกเพียงครั้งเดียว) ให้ผมดู รวมทั้งช่วยไปหาเครื่องดื่มมาต้อนรับแขก สาธิตการเก็บโต๊ะอาหารโดยนำจานและถ้วยที่ใช้แล้วออกไป แต่ผมก็ยังต้องช่วยมันบ้าง เพราะเห็นว่านีโอมีปัญหากับการจับที่ถือถาดให้มั่นคง
หากไม่นับเรื่องเวลาในการทำงานให้เสร็จ ซึ่งค่อนข้างจะเนิ่นนานอยู่ การมีหุ่นยนต์แม่บ้านอย่างเอกกี้หรือนีโอ คอยเก็บล้างทำความสะอาดสิ่งที่ผมและลูก ๆ ทำเลอะเทอะไว้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สะดวกสบายอยู่ไม่น้อย
ทว่าพวกมันมีความลับอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหุ่นยนต์แม่บ้านยังคงต้องใช้คนจริงคอยควบคุมจากระยะไกล วิดีโอส่งเสริมการขายหุ่นยนต์ชนิดนี้ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าเลย ส่วนบรรดาบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ที่ผมแวะไปเยี่ยมชม ต่างก็หลบเลี่ยงไม่อยากจะเอ่ยถึงมันมากนัก
แต่ถึงกระนั้น พิปาศา เสน ผู้ก่อตั้งบริษัท Tangible AI ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่เทคโนโลยีด้านนี้ก้าวล้ำนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว เธอยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า "ทุกวันนี้ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะมีบ้านมีรถ แต่ในอนาคต พวกเขาจะฝันถึงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอย่างที่สาม นั่นคือหุ่นยนต์ทำงานบ้าน"
ส่วนบริษัท 1X ซึ่งตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของซิลิคอนวัลเลย์ เป็นบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินก้อนโต จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตไมโครชิป

ที่มาของภาพ, 1X
เจ้าหน้าที่ของ 1X พาผมไปชมสำนักงานใหญ่อันโอ่อ่าหรูหรา ซึ่งภายในมีเขตหวงห้ามที่ใช้สร้าง, ทดสอบ, และซ่อมแซมต้นแบบของหุ่นยนต์นีโอ โดยนายแบรนต์ เบอร์นิช ซีอีโอชาวนอร์เวย์ของ 1X บอกว่า นีโอทำงานได้อย่างอเนกประสงค์ภายในบ้านหลังนี้ มันจะเคลื่อนที่ไปมาตลอดทั้งวัน เพื่อคอยเก็บล้างทำความสะอาดให้มนุษย์ที่เป็นเจ้าของทั้งครอบครัว โดยมีทั้งการทำงานแบบอัตโนมัติและแบบที่ใช้มนุษย์ควบคุม
"เรามีข้อมูลอยู่ในมือเยอะมาก ดังนั้นเราสามารถจะทำให้งานบ้านหลายชนิดเสร็จได้โดยอัตโนมัติ แต่จะต้องมีคนเข้ามาช่วยบ้างเป็นครั้งคราว" เบอร์นิชกล่าว เขาบอกว่าฐานข้อมูลคือหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยให้หุ่นยนต์สำรวจและเรียนรู้สภาพแวดล้อมอันปั่นป่วนไร้ระเบียบของบ้านคน ซึ่งเป็นงานที่ยากกว่าหน้าที่ของหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ซึ่งออกแบบมาสำหรับโรงงานเสียอีก
แผนการส่วนหนึ่งของ 1X คือการปรับปรุงสมองกลเอไอของนีโอ เพื่อเตรียมนำออกจำหน่ายให้ผู้สนใจนำไปใช้งานจริงที่บ้านได้ภายในปีนี้ 1X ยังมั่นใจว่านีโอจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกมาก หลังจากมีการพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ให้ดียิ่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
อย่างไรก็ตาม เรายังคงไม่มีโอกาสได้เห็นคลิป หรือชมการสาธิตเรื่องความสามารถในการคิดตัดสินใจด้วยตนเองของนีโอเลย ดังนั้นลูกค้ากลุ่มแรกที่ซื้อมันไปจะต้องมีความอดทนสูง รวมทั้งต้องปล่อยวางเรื่องความเป็นส่วนตัวในบ้านลงด้วย เพราะจะต้องมีพนักงานที่เป็นคนจริง คอยควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล เพื่อแก้ปัญหาในตอนที่มันเกิดสับสนทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา
นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มแรกที่เป็นเหมือนหนูทดลองและครูฝึกของหุ่นยนต์รุ่นแรก ยังจะต้องเป็นคนร่ำรวยมากอีกด้วย เพราะสนนราคาของนีโอนั้นสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 625,000 บาท) ซึ่งเท่ากับจ่ายเงินจ้างคนทำงานบ้านเดือนละ 15,600 บาท "ลูกค้ารุ่นแรก ๆ ของเราส่วนใหญ่ จะต้องเป็นคนที่เล็งเห็นว่าการลงทุนนี้คุ้มค่าอย่างยิ่ง ผมว่าการได้ลูกค้าจากกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเราสามารถให้ผู้ใช้หุ่นยนต์รุ่นแรกนี้ช่วยพัฒนามันได้" เบอร์นิชกล่าว

น่าสังเกตว่าความสนใจที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้าน ดูเหมือนจะอยู่ในวงจำกัดแค่กลุ่มบริษัทสตาร์ตอัปเท่านั้น โดยแทบไม่มีกิจการเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายใดลงทุนในด้านนี้เลย ตัวอย่างเช่นบริษัทเทสลานั้น ก็มีข่าวว่ากำลังซุ่มพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์อยู่เช่นกัน แต่ไม่ชัดเจนว่าสร้างขึ้นเพื่อการใช้งานในครัวเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรมกันแน่
อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาเชื่อมั่นว่า สินค้าไฮเทคอย่างหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จะมีตลาดขนาดใหญ่รองรับแน่นอน รายได้มหาศาลที่คาดว่าจะได้จากการขายหุ่นยนต์ 1 ล้านตัว ในช่วงสิบปีข้างหน้า จะถูกนำมาจ่ายเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมัสก์จะได้รับในรูปแบบของหุ้น หากในอนาคตบริษัทมีการเติบโตตามแผนที่วางไว้ข้างต้น
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเหล่าบริษัทสตาร์ตอัปในซิลิคอนวัลเลย์ คือผู้ว่องไวที่สุดในการเข้าตีตลาดหุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้าน ตัวอย่างเช่นบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์รายหนึ่งในย่านโนอีวัลเลย์ (Noe Valley) ของนครซานฟรานซิสโก ได้เริ่มใช้หุ่นยนต์ที่ติดตั้งอยู่ประจำที่ไม่เคลื่อนไหว รวบรวมข้อมูลจากโลกของความเป็นจริง เพียงเพื่อจะฝึกฝนตัวมันเองให้พับผ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
บริษัท Weave Robotics ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ "ไอแซก" (Isaac) 7 ตัว ที่ติดตั้งกระจายกันอยู่ในร้านซักอบรีดทั่วเมืองแห่งนี้ ได้สาธิตให้เราชมว่ามันพับเสื้อยืดหนึ่งตัวได้ ภายในเวลา 90 วินาที และบอกว่ามันกำลังทำได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ "การติดตั้งหุ่นยนต์ในร้านเพื่อใช้งานจริง คือกลยุทธ์ของเรา" อีแวน ไวน์แลนด์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Weave Robotics กล่าว
ทางบริษัทยังมีแผนจะเปิดตัวหุ่นยนต์ไอแซกรุ่นใหม่ ที่สามารถใช้งานในครัวเรือนได้อย่างอเนกประสงค์มากขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า จะมีงานบ้านกี่ประเภทที่มันจะทำเสร็จได้เองโดยอัตโนมัติ
ส่วนที่บริษัท Sunday AI พวกเขาได้คิดค้นวิธีอันชาญฉลาด เพื่อแก้ไขปัญหาการรวบรวมข้อมูลเพื่อฝึกหุ่นยนต์ได้อย่างชะงัด เราได้ชมการสาธิตการทำงานของไอแซก ซึ่งแม้มันจะทำงานอย่างเชื่องช้า แต่ก็ลื่นไหลไม่สะดุดติดขัดเลย ไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ, การม้วนพับถุงเท้า, หรือการเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะ ซึ่งไอแซกสามารถหยิบแก้วไวน์ที่บอบบางอย่างน่ากลัวขึ้นมาถือไว้ได้
ทว่าหุ่นยนต์มากความสามารถตัวนี้ก็ยังรู้จักพลั้งพลาด เพราะได้ทำแก้วไวน์แตกไปใบหนึ่ง ในตอนที่มันพยายามจะหยิบขึ้นมาครั้งแรก เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นความโชคร้ายโดยบังเอิญ เพราะวิศวกรผู้พัฒนาไอแซกได้กล่าวอธิบายอย่างมั่นใจว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหุ่นยนต์ถูกวางจำหน่ายในปีหน้า เนื่องจากตอนนี้พวกเขาได้พัฒนาถุงมือชนิดพิเศษ สำหรับการรวบรวมข้อมูลเพื่อฝึกหุ่นยนต์แม่บ้านขึ้นมาโดยเฉพาะ
โทนี่ เจ้า ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Sunday AI บอกว่า "เราสร้างถุงมือสำหรับเก็บข้อมูลเหล่านี้ ให้ผู้คนกว่า 500 ครัวเรือนใช้ขณะทำงานบ้าน ถุงมือนี้จะเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวที่หลากหลาย และแสดงให้เราเห็นว่าแต่ละคนมีวิธีทำงานบ้านที่แตกต่างกันออกไปอย่างไรบ้าง"
การเก็บข้อมูลอย่างยากลำบากดังกล่าว ชี้ว่ายังคงเป็นเรื่องยากที่คนเราจะฝึกให้เอไอเรียนรู้ ถึงการทำงานในโลกของความเป็นจริงทางกายภาพ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกหุ่นยนต์สนทนาหรือแชตบอตแล้ว อย่างหลังจะง่ายกว่ามาก เพราะแชตบอตสามารถซึมซับเรียนรู้ข้อมูลดิจิทัลจากเว็บเพจหลายพันล้านหน้า รวมทั้งจากหนังสือและภาพยนตร์จำนวนมากได้อย่างง่ายดาย จนมีความเฉลียวฉลาดในการสนทนา เทียบเท่ากับคนจริงที่เป็นระดับผู้เชี่ยวชาญของหัวข้อนั้น ๆ แล้ว
ผู้พัฒนาหุ่นยนต์รายสุดท้ายที่เราไปเยือน คือบริษัท Physical Intelligence ซึ่งมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ในการทำให้ความฝันที่จะมีหุ่นยนต์ช่วยงานบ้านเป็นจริงขึ้นมา
อันที่จริงแล้วบริษัทแห่งนี้ไม่ได้มุ่งพัฒนาตัวหุ่นยนต์โดยตรง แต่เน้นการปรับปรุงสมองกลเพื่อให้พวกมันฉลาดขึ้น ซึ่งก็คือการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ ๆ โดยใช้แขนกล, มือกล, และร่างกลของหุ่นยนต์สารพัดแบบ มาทดสอบการทำงานของซอฟต์แวร์เหล่านี้ เพื่อให้นำไปใช้ได้กับฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์ทุกประเภท

ที่มาของภาพ, Physical Intelligence
"เราต้องการจะอัดฉีดสติปัญญาเข้าไปในร่างกายภาพของหุ่นยนต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ หรือหุ่นยนต์ที่ดูเหมือนเครื่องมือเครื่องใช้ทั่วไปมากกว่า" เชลซี ฟินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Physical Intelligence กล่าว
แนวทางของบริษัทนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากนักลงทุนรายใหญ่อย่างเจฟฟ์ เบโซส แห่งแอมะซอน (Amazon) รวมทั้งกิจการที่มีชื่อเสียงอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI)
แม้จะมีเงินลงทุนมหาศาลไหลเข้าภาคเทคโนโลยีนี้ ซึ่งทำให้ซิลิคอนวัลเลย์กลับมาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอีกครั้ง แต่บรรดาผู้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยงานบ้านในสหรัฐฯ ก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันอันดุเดือดกับคู่แข่งเจ้าประจำอย่างจีน ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์นี้ ถือว่ากำลังมาแรงอย่างยิ่งในแดนมังกร
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลจีนถึงกับออกมาเตือนว่า ฟองสบู่ของอุตสาหกรรมพัฒนาหุ่นยนต์โตเร็วพรวดพราดผิดปกติ และมีความเสี่ยงจะแตกได้ หากหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเท่าที่คาดหวังไว้
สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เวลาอีกราว 20 ปี กว่าที่ผู้คนจะยอมรับหุ่นยนต์สำหรับใช้งานในครัวเรือน และตัวมันเองก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ
ยังคงมีคำถามว่า ความต้องการหรืออุปสงค์ที่แท้จริงในท้องตลาด สำหรับการซื้อหาหุ่นยนต์มาใช้งานในบ้านนั้น มีอยู่มากน้อยเพียงใดกันแน่ ท้ายที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นเพียงแค่ของเล่นคนรวย หรือจะมีราคาถูกลงจนคนทั่วไปส่วนใหญ่จับต้องได้ ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในปัจจุบัน ?
ทว่าสำหรับเหล่าวิศวกรแนวหน้า ผู้บุกเบิกการพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทนี้แล้ว พวกเขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าตนเองกำลังลงมือสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่พวกเราทุกคนต้องการจะมีไว้ติดบ้านในวันหนึ่งอย่างแน่นอน













