วิเคราะห์: อนาคตก้าวไกล-ม.112 หลังศาล รธน. ชี้กระทำการ “ล้มล้างการปกครอง”

ธีรยุทธ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ธีรยุทธ สุวรรณเกษร มือยื่นคำร้องกล่าวหา พิธา-ก้าวไกล “ล้มล้างการปกครอง” ร่วมรับฟังคำวินิจฉัยภายในห้องพิจารณาคดี 31 ม.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

มติเอกฉันท์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ที่ชี้ว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ กำลังถูก “นักร้องเรียน” ฉวยใช้เป็นสารตั้งต้นเพื่อนำไปสู่ “คดียุบพรรค” และลงโทษ “ประหารชีวิตทางการเมือง” สส.ก้าวไกล

นี่ถือเป็นคดีที่ 2 ที่ พิธา ต้องเผชิญในรอบสัปดาห์ หลังเมื่อสัปดาห์ก่อน เขารอดจาก “คดีถือหุ้นไอทีวี” มาได้ และได้กลับเข้าไปทำหน้าที่ในสภา โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 24 ม.ค. ว่าสมาชิกภาพ สส. ของเขาไม่สิ้นสุดลง แม้ถือหุ้น บมจ.ไอทีวี ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส. แต่ไอทีวีไม่ได้ดำเนินการธุรกิจสื่อแล้ว

แต่ในการอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” วันนี้ (31 ม.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การกระทำของ พิธา-ก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งให้ "เลิกการกระทำ" เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

“อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยตอนหนึ่ง

เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นคุณแก่ พิธา-ก้าวไกล ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของ 3 สิ่ง นั่นคือ ก้าวไกล, มาตรา 112 และร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง

บีบีซีไทยจะวิเคราะห์ไปทีละประเด็น ต่อไปนี้

1. อนาคตก้าวไกล

ก้าวไกลต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายในขั้นต่อไป จากการไล่ “ทุบพรรค” และ “แทงคน”

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็น ฐานทางกฎหมาย ที่ทำให้ “นักร้องเรียน” ยื่นคำร้องต่อ 2 องค์กรอิสระ นั่นคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการต่อได้

ดาบแรก กกต. มีอำนาจตั้ง “คดียุบพรรค” ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้

ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ผู้ร้อง “คดีล้มล้างการปกครอง” ได้ชิงยื่นเรื่องต่อ กกต. ตั้งแต่ 22 พ.ค. 2566 ขอให้ตรวจสอบพรรค ก.ก. กรณีดำเนินการเพื่อยกเลิกมาตรา 112 และยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะยกเลิกมาตรา 112 สำเร็จ เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) หรือไม่

ศาล รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” ราว 45 นาที

นอกจากนี้ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังประกาศว่า จะเดินทางไปยังสำนักงาน กกต. ในวันพรุ่งนี้ (1 ก.พ.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนคดียุบพรรค ก.ก. เป็นการด่วน หลังเคยยื่นคำร้องไป 2 รอบเมื่อปี 2566 แต่ถูก กกต. ปัดตก โดยแจ้งว่าไม่เข้าเงื่อนไข ไม่สามารถดำเนินการได้

มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) ระบุว่า เมื่อ กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใด กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) นั้น

อย่างไรก็ตาม ก้าวไกล ในฐานะ “พรรคทายาทของอนาคตใหม่” มีบทเรียนจากคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ เป็นเวลา 10 ปี จาก “คดีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง” 191 ล้านบาท เมื่อปี 2563 จึงออกแบบโครงสร้าง กก.บห. โดยกำหนดให้ รองหัวหน้าพรรค และโฆษกพรรค ไม่นับเป็น กก.บห. ตามกฎหมาย นั่นทำให้ กก.บห. ชุดพิธา ซึ่งดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง “คดีล้มล้างการปกครอง” มี 10 คน ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 คนที่เป็น สส. ในสภาชุดปัจจุบัน (มี * ท้ายชื่อ) ประกอบด้วย

  • พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค*
  • ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค*
  • ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เหรัญญิกพรรค
  • ณกรณ์พงศ์ ศุภนิมิตตระกูล นายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • ปดิพัทธ์ สันติภาดา กก.บห.สัดส่วนภาคเหนือ (ปัจจุบันลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว)*
  • สมชาย ฝั่งชลจิตร กก.บห.สัดส่วนภาคใต้
  • อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กก.บห.สัดส่วนภาคกลาง
  • อภิชาต ศิริสุนทร กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ*
  • เบญจา แสงจันทร์ กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออก*
  • สุเทพ อู่อ้น กก.บห.สัดส่วนปีกแรงงาน*
พิธา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลให้กำลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่รัฐสภา เมื่อ 31 ม.ค.

ดาบสอง ป.ป.ช. มีอำนาจตั้ง “คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งเรื่องจะไปจบที่ศาลฎีกา

2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” มีข้อวิเคราะห์ว่า การยุบพรรค อาจเป็นเพียงเป้าหลอก โดยเป้าจริงอยู่ที่การ “ประหารชีวิตทางการเมือง” นักการเมืองค่ายก้าวไกล

โดยคาดหมายกันว่าจะมี “นักร้อง” ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบ 44 สส.ก้าวไกล ที่ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เมื่อ 25 มี.ค. 2564 ว่า กระทำว่าส่อไปในทางฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือไม่ แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการบรรจุในระเบียบวาระของสภาก็ตาม เนื่องจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร (ขณะนั้น) ให้เหตุผลว่า มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และขอให้พรรค ก.ก. กลับไปแก้ไขเนื้อหาใหม่

มาตรฐานจริยธรรมฯ นี้ ใช้บังคับใช้กับ สส. สว. และ ครม. ด้วย โดยเนื้อหาในหมวด 1 ข้อ 5 กำหนดให้ สส. ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทําความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคําพิพากษานั้น พ้นจากตําแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ถูกประหารชีวิตทางการเมือง”

“คดีล้มล้างการปกครอง” ของ พิธา-ก้าวไกล ถูกนำไปเทียบเคียงว่าอาจเดินซ้ำรอย “คดีโพสต์เฟซบุ๊ก” ของ พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” แกนนำคณะก้าวหน้า และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. ที่ศาลฎีกาพิพากษาเมื่อ 20 ก.ย. 2566 ว่า กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีโพสต์ภาพและข้อความในลักษณะเป็นการกระทำอันมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว (โพสต์ก่อนดำรงตำแหน่ง สส.) และสั่งเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป

ช่อ พรรณิการ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งใน กก.บห.พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อปี 2563 ต้องถูก "ประหารชีวิตทางการเมือง" ครั้งที่ 2 แต่มีผลตลอดชีวิต จากคดีโพสต์เฟซบุ๊ก

สำหรับปฏิกิริยาของแกนนำก้าวไกลต่อคดียุบพรรคที่อาจตามมาคือ ขอรอดูรอเอกสารคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

“ไม่ได้กังวล แต่ไม่ประมาท” ชัยธวัช กล่าว

ส่วนกรณีตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต 44 สส.ก้าวไกล เขาให้ความเห็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น “การดำเนินคดีหลังจากนี้ที่เกินสมควร จะทำให้ประเด็นเรื่องสถาบันฯ กลายเป็นปมปัญหาในการเมืองไทยมากยิ่งขึ้น”

2. อนาคต ม. 112

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฉบับก้าวไกล “มีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์กับความเป็นชาติไทยออกจากกัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ”

เหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเช่นนั้น เพราะอ้างถึงการยกมาตรา 112 ออกจาก ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร และให้เป็น ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งว่า แม้การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เป็นอำนาจของ สส. ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ แต่ร่างที่เสนอ “เป็นพฤติการณ์ที่แสดงออกต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันฯ ลง โดยผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติเพื่อสร้างความชอบธรรม โดยซ่อนเร้นด้วยวิธีการกระบวนการทางสภา”

นอกจากนี้ยังวินิจฉัยลงรายละเอียดเนื้อหาร่างกฎหมายของพรรค ก.ก. เป็นรายมาตรา ซึ่งนอกจากประเด็นการย้ายหมวด ยังมีประเด็นการพิสูจน์ความผิด ซึ่งศาลมองว่า “อาจทำให้ข้อความดังกล่าวกระจายสู่สาธารณะ เป็นการเสื่อมพระเกียรติ" และประเด็นให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์แค่เพียงผู้เดียว ซึ่งศาลมองว่า จะทำให้ความผิดคดี 112 กลายเป็นความผิดในเรื่องส่วนพระองค์ของสถาบันฯ “เป็นการลดสถานะไม่ให้คุ้มครองสถาบันฯ

แม้ไม่มีคำสั่ง “ห้าม” แก้ไขมาตรา 112 อย่างชัดแจ้ง แต่ย่อมทำให้การผลักดันร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หรืออาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลย

นี่ถือเป็นคดีที่ 2 ที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ปนัสยา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นตัวแทนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ อ่าน 10 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อ 10 ส.ค. 2563 ซึ่งถูกเรียกขานว่า “ปรากฏการณ์ทะลุเพดาน” ในเวลาต่อมา

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 10 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน “คดีทะลุเพดาน” โดยชี้ว่า ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ที่ปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. 2563 กระทบต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ และการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วย อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ “ไมค์” และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” “เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครอง” จึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

1 ใน 10 ข้อเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ คือ ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัย “คดีทะลุเพดาน” ระบุถึงข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ว่า “การให้มีการยกเลิกกฎหมายที่ห้ามเข้าไปล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ จะส่งผลกระทบต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ และนำไปสู่การบ่อนทำลายการปกครองในที่สุด”

ในระหว่างแถลงแผนงานพรรคก้าวไกลปี 2567 เมื่อ 26 ม.ค. พิธา ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก.ก. ประกาศว่า จะเสนอแก้ไขกฎหมายและร่างกฎหมายเพิ่มเติมรวม 47 ฉบับ ทว่าไม่มีร่างแก้ไขมาตรา 112 โดย พิธา ให้เหตุผลว่า “คงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 31 ม.ค. นี้ จึงยังไม่มีการพูดคุยกัน”

สำหรับท่าทีของก้าวไกลต่อการแก้ไขมาตรา 112 หลังจากนี้ เต็มไปด้วยคำถาม และไม่แน่ใจในความหมายของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

“หมายความว่า หลังจากนี้พรรคก้าวไกลจะต้องห้ามพูดเรื่อง 112 อย่างสิ้นเชิงหรือไม่อย่างไร พูดได้อย่างเดียวคือถ้าสนับสนุนให้เพิ่มโทษหรืออย่างไร” ชัยธวัช ตั้งคำถามในระหว่างเปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่รัฐสภา (31 ม.ค.)

เขาระบุต่อไปว่า ยังไม่นับว่าต่อไป "สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชน จะแสดงความเห็นต่อมาตรา 112 ไม่ได้หรือเปล่า การแสดงออกแบบไหนถือว่าผิด หากเสนอว่าบทบัญญัตินี้ควรปรับปรุงอาจถูกตีความว่าเป็นการซ่อนเร้นนำไปสู่การล้มล้างการปกครองหรือไม่"

3. อนาคตกฎหมายนิรโทษกรรม

คำวินิจฉัยคดีนี้ยังอาจส่งผลสะเทือนต่อการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง ซึ่งขณะนี้มีผู้นำเสนอร่างต่อสาธารณะแล้วอย่างน้อย 3 กลุ่ม

ในจำนวนนี้มีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ของภาคประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน” ซึ่งระบุไว้ชัดเจนถึง 5 ฐานความผิดที่จะได้ “นิรโทษกรรมทันที” โดยมีคดีมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดล่ารายชื่อประชาชนให้ครบ 10,000 คน ตามเกณฑ์ขั้นต่อของรัฐธรรมนูญ เพื่อร่วมกันเสนอร่างต่อสภาต่อไป

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคล ซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากการเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. .... ของ สส.ก้าวไกล ที่ยื่นต่อประธานสภาไปแล้วตั้งแต่ 5 ต.ค. 2566 ไม่ได้เขียนเรื่องการนิรโทษกรรมคดี 112 เอาไว้อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการนิรโทษกรรม “คดีที่มีมูลเหตุจูงใจแสดงออกทางการเมือง ไม่ได้ระบุฐานความผิดเป็นการเฉพาะ” แต่ถ้าฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของบุคคลระดับนำ ทั้ง พิธา-ชัยธวัช ก่อนหน้านี้ บอกตรงกันว่า “การนิรโทษกรรมต้องรวมมาตรา 112 ด้วย”

ในระหว่างเปิดแถลงข่าว หัวหน้าพรรค ก.ก. ถูกถามว่า จะถอดคดี 112 ออกจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ หรือไม่ เขาตอบว่า ได้นำเสนอร่างต่อประธานสภาไปแล้ว กระบวนการหลังจากนี้เป็นเรื่องของสภา

ชัยธวัช ยอมรับว่า กังวลต่อผลคำวินิจฉัยที่การตีความดูเหมือนไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน “อาจถูกตีความว่าแม้แต่การนิรโทษกรรมให้ผู้ถูกดำเนินคดีหรือผู้ต้องขังคดี 112 ถือว่าเป็นการลดการคุ้มครอง มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ซ่อนเร้นในการล้มล้างการปกครองก็ได้ ทั้ง ๆ ที่การนิรโทษกรรมเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และไม่ได้กระทบต่อการปกครอง หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด”

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เครือข่ายนิรโทษประชาชนยื่นหนังสือถึงสหประชาชาติ เมื่อ 22 ม.ค. เรียกร้องให้สนับสนุนรัฐบาลให้ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน

ด้าน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงเรื่องการเสนอแก้ไขมาตรา 112 “เป็นคนละเรื่องกับการเสนอนิรโทษกรรม เพราะเราไม่ได้เสนอให้แตะต้องตัวบทกฎหมายแต่อย่างใด” ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน เสนอให้ยุติการดำเนินคดี ส่วนตัวบทกฎหมายไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นในทางกฏหมายจึงไม่มีอะไรต้องกังวล

ส่วนถ้ามีผู้หยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาสกัดกั้นการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งครอบคลุมถึงคดี 112 แกนนำเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนบอกว่า “เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เขาจะพูดไป แสดงว่าเขาไม่มีเหตุผลอื่นแล้วที่จะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของเรา ก็เลยต้องยกคำวินิจฉัยที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาพูดแทน”

ยิ่งชีพ ยอมรับว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเช่นนี้ ทำให้เป็นเรื่องยากมากที่พรรค ก.ก. จะเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 อีก ดังนั้นโอกาสเดียวที่นักโทษทางการเมืองและคนที่กำลังจะเดินเข้าเรือนจำจะได้รับอิสรภาพภายในสภาชุดนี้ ก็คือการนิรโทษกรรมเท่านั้น

“เมื่อทางเลือกถูกบีบให้เหลือน้อยลง ทำให้กิจกรรมของเรายิ่งมีความสำคัญมากขึ้น” เขากล่าวและเชื่อว่า คำวินิจฉัยนี้จะกลับกลายส่งผลให้ประชาชนมาร่วมมือร่วมลงแรงในกิจกรรมนี้มากขึ้น

นับจากมีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 อย่างน้อย 263 คน ใน 288 คดี ตามการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

รัชชนก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รัชชนก ศรีนอก สส.ก้าวไกล ซึ่งเป็นจำเลยคดี 112 ชูกำปั้นให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ สื่อสัญลักษณ์ “สู้ค่ะ”

ในระหว่างศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” ได้บรรยายถึงพฤติกรรมของ พิธา-ก้าวไกล ซึ่งเป็น “นายประกัน” และตกเป็น “ผู้ต้องหา/จำเลยคดี 112” เสียเองด้วย

  • กลุ่มแรก สส./อดีต สส. ที่ถูกศาลระบุชื่อในฐานะ นายประกัน ตามข้อมูลของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ประกอบด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ, ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ, รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ, สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สส.นครปฐม, ทองแดง เบ็ญจะปัก อดีต สส.สมุทรสาคร, อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ, ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.
  • กลุ่มที่สอง สส. ที่ถูกศาลระบุว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ประกอบด้วย ปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. 2 คดี, ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.นครปฐม 2 คดี, รัชนก ศรีนอก สส.กทม.

ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะขมวดปมว่า พฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 “เป็นกลุ่มการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์"