“หยก” ผู้ต้องหา ม.112 วัย 15 ปี ถูกไล่ออก โรงเรียนชี้แจง เพราะไม่มีสถานะนักเรียน-ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ

    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, บีบีซีไทย

จากกรณี ธนลภย์ (ขอสงวนนามสกุล) หรือ “หยก” ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 อายุน้อยที่สุดเพียง 15 ปี ระบุว่าถูกโรงเรียน "ไล่ออก" จนเกิดเหตุชุลมุน หยก ปีนรั้ว-ยืนกรานจะเข้าเรียน ล่าสุด ทางโรงเรียนชี้แจงว่า เหตุผลที่ หยก ต้องออกจากโรงเรียน เพราะดำเนินการมอบตัวไม่ครบถ้วนตามเส้นตาย จึงไม่ได้เป็นนักเรียนโดยสมบูรณ์ ประจำปีการศึกษา 2566

เย็นวันที่ 14 มิ.ย. 2566 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องให้ ด.ญ.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก ออกจากการเรียน เป็นผลจากดำเนินการมอบตัวไม่ครบถ้วน ภายในเส้นตายวันที่ 10 มิ.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โรงเรียนต้องยืนยันข้อมูลกับกระทรวงศึกษาธิการ

"แต่นักเรียนไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลในระบบ จึงไม่ได้เป็นนักเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ในปีการศึกษา 2566" แถลงการณ์ของโรงเรียน ระบุ

เช้าวันที่ 14 มิ.ย. บีบีซีไทย ติดต่อกับ เนติพร (ขออนุญาตไม่เปิดเผยนามสกุล) หรือ “บุ้ง ทะลุวัง” วัย 27 ปี ที่ทำหน้าที่ “ผู้ปกครอง” ของหยก เธอเล่าว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2566 ตัวเธอ ร่วมกับตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และสมาชิกพรรคก้าวไกล ได้ร่วมกันส่งมอบ หยก เข้าเรียนตามกระบวนการ และ บุ้ง เป็นผู้เซ็นเอกสารมอบตัวเข้าเรียน ซึ่งในวันนั้น ทางโรงเรียนไม่มีปัญหาอะไร และ “ยินยอมให้มอบตัวเข้าเรียน”

แต่ต่อมา วันที่ 9 มิ.ย. “ทางโรงเรียน ขู่ว่า ถ้าเอาพ่อแม่ของน้องมาไม่ได้ ก็ไล่ออก” บุ้ง ย้อนเหตุการณ์ที่ได้รับโทรศัพท์จากทางโรงเรียน โดยทางโรงเรียนให้เส้นตายว่า “ถ้าวันที่ 10 มิ.ย. เอาพ่อแม่หยกมาไม่ได้ จะถูกลบรายชื่อจากโรงเรียนไปเลย” ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของทางโรงเรียน

ทางโรงเรียนชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. มารดาของ หยก ได้มาบันทึกขอเลื่อนการมอบตัวเพื่อศึกษาต่อมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อมา วันที่ 19 พ.ค. โรงเรียนได้รับรายงานตัว หยก เพื่อรักษาสิทธิ์การศึกษา หลัง "ได้รับปล่อยตัวในคดีมาตรา 112" แม้การรายงานตัวดังกล่าวจะไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่นักเรียนต้องมามอบตัวพร้อมผู้ปกครอง

บีบีซีไทยสอบถามบุ้งว่า แล้ว "พ่อแม่ของหยก" ทำไมไม่มาส่งมอบตัว หยก ให้เสร็จสิ้น เธอตอบเพียงว่า ตอนนี้ หยกไม่ได้อยู่กับทางครอบครัว แต่ไม่ขออธิบายเหตุผล

ก่อนหน้านี้ หยก ได้โพสต์ภาพตัวเองในชุดไปรเวท และผมสีชมพู ที่เธอย้อมสีผมมาหลายสัปดาห์แล้ว เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในรั้วโรงเรียน เพราะ “การแต่งกายและทรงผมมันไม่ใช่ตัวชี้วัดผลการเรียนของเรา”

แถลงการณ์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อธิบายเหตุผลในส่วนนี้เช่นกันว่า ได้ชี้แจงให้นักเรียนทราบระเบียบแนวปฏิบัติตามคู่มือนักเรียน ที่ผ่านการประชาพิจารณ์โดยภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และ "นักเรียนทุกคนได้ปฏิบัติตามระเบียบนี้"

"แต่นางสาว ธนลภย์ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เช่น ไม่แต่งกายชุดนักเรียน ทำสีผม การมาเรียนตามเวลา/รายวิชา ตามความพอใจของนักเรียน รวมทั้งขอไม่เข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมหน้าเสาธง และกิจกรรมอื่น ๆ" ซึ่งเป็นการไม่ยอมรับกฎระเบียบและไม่เข้าสู่กระบวนการของโรงเรียน

อย่างไรก็ดี ทางโรงเรียนยืนกรานว่า ไม่เคยปฏิเสธรับนักเรียน และให้การดูแลตามระบบอย่างเต็มความสามารถ "แม้นักเรียนไม่ได้ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงพฤติกรรม" ก็ตาม

การเข้าเรียนชั้นมัธยมของหยก เกิดขึ้นไม่นาน หลังเมื่อวันที่ 18 พ.ค. หยกได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี จ.นครปฐม จากคดีมาตรา 112 หลังถูกคุมขังมา 51 วัน ด้วยเหตุผลว่า สน.สำราญราษฎร์ ได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้อง และควบคุมตัว

ปีนรั้วขอเข้าเรียน

บุ้ง เล่าว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ขณะที่หยกอยู่ในโรงเรียน กลุ่มผู้บริหารและครู รวม 6 คน ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการโรงเรียน 2 คน ครูประจำชั้น 2 คน ครูผู้ชายอีก 2 คน “ปิดล้อมหยกแล้วบอกว่า ต่อจากนี้ไป เธอไม่ใช่คนของโรงเรียนนี้”

แต่ หยก ยืนกรานว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เธอต้องได้รับ และเช้าวันที่ 14 มิ.ย. 2566 ได้ใส่ชุดไปรเวท เดินทางไปที่โรงเรียน และพยายามเข้าเรียน

“ผู้บริหารสั่งมาให้ล็อกประตูไม่ให้หนูเข้า... ไม่สามารถเข้าไปเรียนได้” หยก กล่าวผ่านการไลฟ์สด ที่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียน เช้าวันที่ 14 มิ.ย.

ตลอดเวลากว่า 3 ชั่วโมง ช่วงเช้าวันนี้ (14 มิ.ย.) หยก และกลุ่มทะลุวังหลายคน กดดันอยู่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียน เพื่อยืนกรานว่า หยก ควรได้รับการศึกษา

ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเข้ามาสังเกตการณ์ และรักษาความปลอดภัย แต่ไม่ได้เข้าแทรกแซงสถานการณ์โดยตรง

ต่อมา เวลา 11.00 น. หยก ปีนรั้วโรงเรียนเข้าไปภายในโรงเรียน เพื่อยืนกรานว่าจะเข้าชั้นเรียน โดย บุ้ง บอกกับบีบีซีไทยว่า ทางโรงเรียนไม่ออกมาชี้แจงใด ๆ "หยก จึงตัดสินใจปีนเข้าไป"

ต่อมา เวลาประมาณ 16.00 น. หยกได้ออกมาจากโรงเรียน และเดินกลับบ้าน โดยไม่มีเหตุวุ่นวายเกินขึ้น

มุมของ หยก

หยก อธิบายในโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ว่า ทางโรงเรียนเรียกตัวเข้าไปคุย หลังเข้าคาบเรียน ซึ่งเธอยืนกรานกับครูว่า “ขอเรียนก่อน” ซึ่งระหว่างนั้น มีคนเฝ้าอยู่หน้าห้องเรียน

“พอเลิกเรียน เราก็ไป เขาให้เพื่อนที่เป็นหัวหน้าห้องกับรองหัวหน้าห้องไปด้วย เราเข้าไปมีครูที่เป็นรองผอ. 2 คน ครูผู้ชาย 2คน ครูประจำชั้น 2 คน ครูผู้ชายว่าเราว่าไปทำอะไรมา ทำไมถึงโดนตาม ทำไมเราถึงไม่ปลอดภัย” เธออธิบาย ซึ่งต่อมาทางโรงเรียนให้โทรหาผู้ปกครอง ซึ่งก็คือ บุ้ง ทะลุงวัง โดย หยก พยายามกดอัดเสียงไว้

“ครูถามว่าเราไลฟ์เหรอ เราบอกว่าไม่ใช่ แต่เราบอกไปตรง ๆ ว่าเราอัดเสียง ครูผู้ชายก็พูดขึ้นมาว่า รักษาสิทธิ แต่ละเมิดสิทธิคนอื่น” หยกจึงพยายามขอออกไปจากพื้นที่นั้น แต่ถูกครูขวางทุกทาง ก่อนที่ท้ายสุด เหตุการณ์จะจบลงด้วย รองผู้อำนวยการที่เป็นผู้หญิง ระบุว่า จะคืนค่าเทอมให้ แต่ให้เธอออกจากโรงเรียน

บุ้ง ซึ่งปัจจุบันเธอระบุว่าทำหน้าที่ผู้ปกครองของหยก เนื่องจากสถานการณ์ทางบ้านของหยกเอง ตั้งคำถามผ่านบีบีซีไทยว่า “เราไม่ทราบสาเหตุจริง ๆ ว่าทำไมถึงให้หยกออกจากโรงเรียน” ทั้งที่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ทางโรงเรียนก็ยินดีรับมอบตัว หยก เข้าเรียนตามปกติ

แต่ผ่านมาไม่ถึง 1 เดือน ก็มาขู่ว่า “เอาพ่อแม่น้องมาไม่ได้ ก็ไล่ออก” ซึ่งทาง บุ้ง อธิบายว่า พยายามติดต่อพ่อแม่ของหยกแล้ว แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ทางโรงเรียนเองก็ไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ดี หยกเคยโพสต์เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ว่า ได้ใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนมาตลอดสัปดาห์ และได้ย้อมสีผม ไว้ทรงผมตามที่ต้องการ มานาน 3 สัปดาห์แล้ว พร้อมเข้าเรียนตามปกติทุกคาบเรียน

“เราคิดว่าการแต่งกายและทรงผมมันไม่ใช่ตัวชี้วัดผลการเรียนของเรา สิ่งที่เป็นปัญหาคือโครงสร้างของการศึกษาไทยมากกว่า เราอยากให้มีเสรีทรงผมและการแต่งกายภายในโรงเรียนทุกโรงเรียน ไม่ใช่แค่โรงเรียนเอกชน เหตุใดเราจึงต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับอิสรภาพและสิทธิพื้นฐานในเนื้อตัวร่างกายของเราที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด”

“การปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพต้องเริ่มตั้งแต่ในโรงเรียน”