You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สำรวจการปรับ "ค่าแรงขั้นต่ำ" ในรัฐบาลเศรษฐา ปรับเพิ่ม 2-16 บาท/วัน ไปยังไม่ถึงฝันค่าแรง 600 บาท
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คือหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยเคยชูธงหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยพวกเขาหาเสียงไว้ว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เป็น 600 บาทต่อวันให้ได้ภายในปี 2570
แม้เป้าหมายจะเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 ให้ได้ภายใน 4 ปี แต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงเดือน ก.ย. ว่า เป้าหมายแรกของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คือการปรับให้เป็น 400 บาทต่อวันโดยเร็วที่สุด"
“เรื่องนี้เราจะมีการเจรจาทั้ง 3 ฝ่าย ระหว่างแรงงาน ผู้ว่าจ้าง และรัฐบาล เพื่อปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ในระดับเหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่ 400 บาท โดยเร็วที่สุด” นายเศรษฐา กล่าวกลางสภาเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566
แต่กระทั่งการพยายามผลักดันค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบัน 328-354 บาท ให้ขึ้นเป็น 400 บาทต่อวัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยังปรากฏภาพความเห็นที่แตกต่างระหว่างฝ่ายการเมือง และคณะกรรมการไตรภาคีที่ทำหน้าที่กำหนดค่าแรงขั้นต่ำ
บีบีซีไทยชวนสำรวจเส้นทางของการผลักดันนโยบายค่าแรงขั้นต่ำในรัฐบาลเศรษฐา รวมถึงข้อเสนอต่อการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสมกับภาคแรงงานในไทย
เส้นทางการปรับค่าแรงขั้นต่ำในรัฐบาลเศรษฐา
สัญญาณความเคลื่อนไหวเพื่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในยุครัฐบาลเศรษฐา ปรากฎชัดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และให้กลับมานำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 3 สัปดาห์ เพื่อที่จะได้ดำเนินการประกาศการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่เริ่มปี 2567
ทั้งนี้ การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอยู่กับ “คณะกรรมการค่าจ้าง” หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการไตรภาคี” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 15 คน มีทั้งตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ตามข้อกำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปี พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551)
คณะกรรมการไตรภาคีมีอำนาจพิจารณาการปรับค่าจ้างและกำหนดอัตราค่าจ้าง เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการต่อไป
เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการไตรภาคี 15 คน ได้ข้อสรุปตัวเลขการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำประจำปี 2567 ออกมาว่าควรอยู่ในอัตรา 2-16 บาทแล้วแต่จังหวัด โดยเสนอให้จังหวัดภูเก็ตได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมากที่สุดอีก 16 บาท จาก 354 บาทเป็น 370 บาท
ขณะที่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นจังหวัดที่ถูกเสนอให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด คือได้เพิ่มขึ้น 2 บาท จากเดิม 328 บาทเป็น 330 บาทต่อวัน
แต่แล้วก็มีท่าทีจากนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ว่า “ค่าแรงต้องแฟร์กว่านี้” และขอให้คณะกรรมการไตรภาคีทบทวนมติที่ออกมาเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. อีกครั้ง
“ผมไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ต้องขอความเป็นธรรมให้กับแรงงาน เพราะหากเราติดกับดักรายได้ต่ำเช่นนี้ มันไม่โอเค ซึ่งหลังจากนี้ผมก็จะคุยกับคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นค่าแรง เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนี้อยู่แล้ว” นายกฯ กล่าวเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. หลังคณะกรรมการไตรภาคีมีมติหนึ่งวัน
มติเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำดังกล่าวของคณะกรรมการไตรภาคี ไม่ได้สร้างเสียงคัดค้านจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเสียงสะท้อนจากภาคแรงงานที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องการขึ้นค่าแรงด้วย
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. มีเนื้อหาสำคัญระบุว่า การปรับค่าจ้างต้องเป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงานมากกว่านี้ พร้อมเสนอว่า ควรปรับค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในระดับที่แรงงานสามารถดูแลคนในครอบครัวได้
ทั้งนี้ สสรท. และ สรส. เคยยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาลเนื่องในวาระวันแรงงานแห่งชาติที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 712 บาทต่อวัน โดยให้เหตุผลว่าค่าครองชีพของไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
รมว.แรงงาน “ถอน” มติไตรภาคีออกจากที่ประชุม ครม.
ความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ขอถอนมติการขึ้นค่าแรงของคณะกรรมการไตรภาคีออกไปจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. โดยให้เหตุผลว่า การที่คณะกรรมการไตรภาคีนำเอาข้อมูล เช่น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งรวมถึงช่วงปี 2563-64 ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาคำนวณหาค่าแรงขั้นต่ำในปี 2567 นั้น อาจจะไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน
“จะเสนอไปยังคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณาเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.
นายอรรถยุทธ ลียะวณิช หนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคี ฝ่ายนายจ้าง ได้ออกมาแสดงความเห็นและยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการกลับมาพิจารณาปรับค่าแรงขั้นต่ำกันใหม่ เพราะที่ประชุมไตรภาคีมีมติ “เอกฉันท์” ไปแล้ว และการพิจารณาก็เป็นไปตามกรอบข้อกฎหมายทุกประการ
ด้าน นายวีรสุข แก้วบุญปัน คณะกรรมการไตรภาคี ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ได้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นว่า รัฐบาลมีอำนาจแทรกแซงมติของคณะกรรมการไตรภาคีหรือไม่
ขณะที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัย วัชรงค์ ย้ำว่า คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการไตรภาคีทบทวนอะไรทั้งสิ้น โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทำเพียงแค่รับทราบ และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเท่านั้น จึงนำไปสู่การขอถอนเรื่องนี้ออกมาจากคณะรัฐมนตรี เพื่อทบทวนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่อีกครั้ง
กรรมการไตรภาคีย้ำมติเดิม ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแค่ 2-16 บาท
ล่าสุดในวันนี้ (20 ธ.ค.) คณะกรรมการไตรภาคีได้กลับมาพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่อีกครั้ง โดยที่ประชุมยังคงมีมติ 'เอกฉันท์' ยืนยันว่าจะขอยึดตามมติเดิมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่เสนอให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศขึ้น 2-16 บาทแล้วแต่จังหวัด
นายวีรสุข แก้วบุญปัน กรรมการไตรภาคีฝ่ายลูกจ้าง ชี้แจงว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่ควรแก้ไขมติที่ออกไปแล้ว และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณใด ๆ ก็ควรจะเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้งในปีหน้า
ด้าน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ขยายความในเรื่องนี้ โดยคาดว่าจะมีการเสนอรายชื่ออนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาปรับสูตรคำนวณค่าจ้างใหม่ในวันที่ 17 ม.ค. 2567 โดยจะมีตัวแทนจากฝ่ายนักเศรษฐศาสตร์ นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณาร่วมกัน
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะนำมตินี้กลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ถัดไป เพื่อประกาศค่าแรงขั้นต่ำใหม่ให้ได้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2567
ค่าแรงขั้นต่ำในไทยปัจจุบัน คำนวณอย่างไร
จากเอกสารประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ระบุว่า คณะกรรมการไตรภาคีอ้างว่า ได้นำสูตรการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำของประเทศฝรั่งเศส มาเลเซีย บราซิล และคอสตาริกา มาเทียบเคียงกับไทย
สำหรับสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำที่ผ่านมาของไทย อ้างอิงจากรายงานของสำนักปลัดกระทรวงแรงงาน ใช้สูตรดังนี้
อัตราค่าจ้างใหม่ = อัตราค่าจ้างในปัจจุบัน × (1 + L รายจังหวัด × อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานจังหวัดเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง + CPI) + ตัวแปรเชิงคุณภาพตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 87
- ทั้งนี้ “L รายจังหวัด” หมายถึง อัตราการสมทบของแรงงาน (Labour’ s Contribution) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
- “อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานรายจังหวัด คิดเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง” หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) / จำนวนผู้ที่มีงานทำ โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
- “CPI” หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อ เป็นตัวสะท้อนค่าครองชีพ
- “ตัวแปรเชิงคุณภาพตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 87” หมายถึง ตัวแปรเกี่ยวกับอัตราค่าจ้าง คือดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตั้งคำถามผ่านบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจว่า สูตรนี้มีปัญหาที่มีการใส่ “ตัวถ่วง” ที่ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเติบโตน้อยกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ
ตัวถ่วงที่ว่านี้คือตัวแปร “L รายจังหวัด” หรือ “อัตราการสมทบของแรงงาน” ซึ่งถูกทำให้มีค่าน้อยกว่า 1 ซึ่งนักวิชาการ TDRI มองว่าเมื่อถูกนำมาอยู่ในสมการคำนวณค่าแรงจะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำ อยู่ในสัดส่วนต่ำกว่าผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น
นำไปสู่ข้อเสนอการตัดอัตราการสมทบของแรงงาน หรือ “L รายจังหวัด” ออกไปจากสมการเพื่อทำให้ค่าแรงขั้นต่ำสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะที่ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 PUB) อธิบายว่า ที่ผ่านมาอัตราสมทบของแรงงานจะมีค่าน้อยกว่า 1 เสมอ ซึ่งเมื่อนำมาเป็นตัวคูณแล้ว จะทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้น้อยกว่าผลิตภาพของแรงงานที่เพิ่มขึ้น
กระนั้นก็ตาม ดร.นณริฏ เสนอเพิ่มเติมว่า การปรับสูตรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องการใช้กลไกไตรภาคีเจรจาต่อรองกันภายในร่วมด้วย เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถไปต่อด้วยสูตรคำนวณนี้ได้
ทำไมต้องเปลี่ยนจาก “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็น “ค่าจ้างเพื่อชีวิต”
Rocket Media Lab เคยรวบรวมข้อมูลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของไทย โดยชี้ให้เห็นว่า โดยส่วนใหญ่แล้วการขึ้นค่าแรงในไทยจะค่อยเป็นค่อยไป มีเพียงการขึ้นค่าแรงในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่มจาก 215 บาทเป็น 300 บาท เท่านั้น ที่ถือเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้ที่ผ่านมาจะมีข้อเสนอในการปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยออกมาหลายข้อเสนอ แต่จนถึงปัจจุบัน การคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำของไทยก็ยังไปไม่ถึงแนวคิดที่เรียกว่า “ค่าจ้างเพื่อชีวิต”
หลักการสำคัญของการคิด ค่าจ้างเพื่อชีวิต คือ การมีค่าจ้างในอัตราที่จะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ โดยค่าจ้างเพื่อชีวิตจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการอยู่ในสังคม
สูตรคำนวณการค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ 101 PUB เคยเสนอไว้คือ ให้นำค่าใช้จ่ายต่อหัวของครอบครัวรายได้ปานกลาง คูณกับตัวคูณสมาชิกในครัวเรือน และคูณกับอัตราเงินเฟ้อ หากคำนวณด้วยสูตรนี้ 101 PUB เสนอว่า แรงงานไทยควรได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อย 563 บาทต่อวัน
ทั้งนี้ ตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่เครือข่ายแรงงานเคยเรียกร้องที่ 712 บาทต่อวัน รวมถึงคำประกาศหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้ปรับค่าแรงขึ้นเป็น 600 บาทต่อวัน ล้วนเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าจ้างเพื่อชีวิตข้างต้นทั้งสิ้น
กระนั้น หากดูตามมติคณะกรรมการไตรภาคีล่าสุดที่ออกมาในวันนี้ (20 ธ.ค.) ที่ยืนยันขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศเป็น 330-370 บาทเช่นเดิม การไปถึงค่าจ้างที่แรงงานไทยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพอาจเกิดขึ้นได้ไม่ง่าย ๆ นัก