สุดยอดความล้ำหน้าด้านการสำรวจอวกาศแห่งปี 2023

A concept illustration of NASA's Perseverance (Mars 2020) rover.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, อิสริยา พรายทองแย้ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี

ตลอดปีที่ผ่านมา องค์การด้านอวกาศชั้นนำทั่วโลก ได้ดำเนินภารกิจในอวกาศมากมาย เพื่อทำความเข้าใจโลก และระบบสุริยะให้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น การสำรวจอวกาศยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศด้วย

ปีนี้ อินเดียสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งยานอวกาศลงจอดใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ ส่วนจีนก็ได้ส่งพลเรือนคนแรกไปสู่อวกาศ ขณะที่ หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” ขององค์การนาซา ก็ได้สร้างโรงเก็บจากหินบนดาวอังคารได้สำเร็จ ยุโรปเองก็ไม่น้อยหน้า เพราะได้ส่งดาวเทียมไปยังดาวพฤหัสบดีในภารกิจ “จูซ” หรือ Jupiter Icy Moons Explorer แล้ว

ในเวลาเดียวกัน นักวิจัยก็ได้ค้นพบ “ระบบสุริยะสมบูรณ์แบบ” ส่วนกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ก็ยังส่งภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจมายังโลกอย่างต่อเนื่อง

ปี 2024 นี้เอง ยังมีเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจอีกมากที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการที่มนุษย์จะกลับไปดวงจันทร์อีกเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

“เพอร์เซเวียแรนซ์” สร้างโรงเก็บหินบนดาวอังคารสำเร็จ

ก้าวสำคัญด้านการสำรวจอวกาศของปีนี้ คือ หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจดาวอังคาร “เพอร์เซเวียแรนซ์” ขององค์การนาซา ที่ได้สร้างโรงเก็บสำหรับหินที่เก็บมาดาวอังคารได้สำเร็จ

การสร้างโรงเก็บนี้ เพอร์เซเวียแรนซ์ได้วางหลอดหลายเส้นต่อกันบนพื้นผิวดาวอังคารที่เต็มไปด้วยตัวอย่างหิน และตัวอย่างด้านสภาพแวดล้อมดาวอังคารมากมาย

โรงเก็บ หรือฐานเก็บนี้ จะกักเก็บตัวอย่างต่าง ๆ ที่เพอร์เซเวียแรนซ์รวบรวมเอาไว้ ก่อนที่จะถูกนำกลับมายังโลก แม้ว่าเพอร์เซเวียแรนซ์ จะปฏิบัติภารกิจต่อไปไม่สำเร็จก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ต้องการนำตัวอย่างหินดาวอังคารกลับมาโลก เพื่อศึกษาต่อให้ห้องทดลอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่า เคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวแดง หรือดาวอังคารหรือไม่

เพอร์เซเวียแรนซ์ ถูกส่งไปดาวอังคารเพื่อสำรวจแอ่งความกว้าง 45 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “หลุมอุกกาบาตเจเซโร” ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อว่าเคยมีทะเลสาบอยู่เมื่อหลายพันล้านปีก่อน

บริเวณขอบด้านตะวันตกของหลุม คือ ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ คือ โครงสร้างที่เกิดเฉพาะกับแม่น้ำที่พัดพาเอาตะกอนขนาดเล็กและโคลนมากับลำน้ำเป็นปริมาณมาก แล้วมาตกตะกอนทับถมกันบริเวณปากแม่น้ำ

คุณลักษณะนี้เอง ที่มีความเป็นไปได้ว่า จะมีเศษซากของสิ่งมีชีวิตจุลินทรีย์ถูกกักเก็บอยู่

มนุษย์จะกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 5 ทศวรรษ

The crew of Artemis II

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์

หนึ่งในภารกิจที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการประกาศขององค์การนาซาเมื่อ เม.ย. 2023

เพราะนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ผู้หญิงและชายเชื้อสายแอฟริกัน (ผิวดำ) จะทะยานไปสู่ดวงจันทร์

ทีมนักบินอวกาศนี้ประกอบด้วย คริสตินา คอช, วิคเตอร์ โกลเวอร์, และรีด ไวส์แมน ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน รวมถึงนักบินอวกาศชาวแคนาดา เจเรมี ฮันเซน โดยภารกิจมีกำหนดเริ่มขึ้น ไม่ช้ากว่าเดือน พ.ย. 2024

“ในทีมนักบินอวกาศ ประกอบด้วยผู้หญิงคนแรก บุคคลผิวสีคนแรก และชาวแคนาดาคนแรก ในภารกิจดวงจันทร์ นักบินอวกาศทั้งสี่คนนี้ คือตัวแทนของความเป็นที่สุดของมนุษยชาติ เพื่อไปสำรวจสิ่งต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของพวกเราทุกคน” วาเนสซา ไวชี ผู้อำนวยการศูนย์การบินอวกาศจอห์นสันของนาซา กล่าว

ภารกิจเหยียบดวงจันทร์ในรอบครึ่งศตวรรษนี้ ชื่อว่า อาร์ทิมิส 2 จะประกอบด้วยการส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อทดสอบเส้นทางสำหรับภารกิจในอนาคต

แม้ว่านักบินอวกาศเหล่านี้จะไม่ได้ลงไปเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่ก็เป็นภารกิจสำคัญที่จะปูทางไปสู่การลงจอดบนดวงจันทร์ในอนาคต

องค์การอวกาศยุโรป: ภารกิจ จูปิเตอร์ ไอซี มูนส์

An artist impression of the Juice spacecraft.

ที่มาของภาพ, PA

คำบรรยายภาพ, มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ดวงจันทร์เยือกแข็งเหล่านี้มีทะเลของเหลวอยู่ข้างใต้

ในเดือนเดียวกับที่นาซาประกาศเปิดตัวทีมนักบินอวกาศสู่ดวงจันทร์ ทางองค์การอวกาศยุโรปก็ได้ส่งดาวเทียมไปสำรวจดวงจันทร์เยือกแข็งของดาวพฤหัสบดี ในภารกิจ Jupiter Icy Moons Explorer

Jupiter Icy Moons Explorer หรือ ดาวเทียมจูซได้ออกเดินทางออกจากพื้นผิวโลกด้วยจรวดอารีอาเน-5 จากท่าอวกาศโคโรในแคว้นเฟรนซ์เกียนา ของฝรั่งเศส

คาดว่า ดาวเทียมจูซจะเดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นดาวใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะในปี 2031 เพื่อศึกษาดวงจันทร์สำคัญ 3 ดวง คือ คัลลิสโต, แกนีมีด, และยูโรปา เพราะมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ดวงจันทร์เยือกแข็งเหล่านี้ มีทะเลที่เป็นน้ำในสถานะของเหลวอยู่ลึกลงไปใต้ดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์ก็ตั้งตารอคอยที่จะพิสูจน์ว่า ทะเลเหล่านี้อาจมีสิ่งมีชีวิตหรือไม่

“ข้อมูลล้ำค้าที่ดาวเทียมจูซค้นพบและจะส่งกลับมา จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้สำรวจและไขปริศนาของระบบดาวพฤหัสบดี รวมถึงสำรวจธรรมชาติและการดำรงอยู่ของมหาสมุทรในโลกอื่น และตอบคำถามที่ยังไม่เคยถูกถามอีกมากมายในหมู่นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต” แคโรล มุนเดลล์ ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ขององค์การอวกาศยุโรป กล่าว

พลเรือนจีนคนแรกสู่อวกาศ

Chinese astronauts

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กุ้ย ไห่เจ้า (ซ้าย) เป็นพลเรือนจีนคนแรกที่เดินทางสู่อวกาศ เมื่อ 30 พ.ค. 2023

จีนได้ส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศเทียนกงแล้ว 3 คน และได้ส่งพลเรือนสู่วงโคจรโลกเป็นครั้งแรก

ภารกิจเฉินโจว-16 เดินทางออกจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วควนในในทะเลทรายโกบี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ในเดือน พ.ค. 2023

ทีมนักบินอวกาศประกอบด้วย จิง ไห่เปิ้ง, ฉู่ หยางฉู่, และ กุ้ย ไห่จ้าว เพื่อไปทำหน้าที่เป็นเวลา 5 เดือน บนสถานีอวกาศต่อจากทีมนักบินอวกาศจากเฉินโจว-15 ที่ประจำการมาตั้งแต่ พ.ย. 2022

หนึ่งในทีมนักบินอวกาศเฉินโจว-16 คือ กุ้ย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยด้านการบินและอวกาศเป่ยหาง เขาได้ทำวิจัยหลังปริญญาเอกในแคนาดา และถือเป็นพลเรือนจีนคนแรกที่ได้เดินทางสู่อวกาศ เพราะที่แล้วมา นักบินอวกาศคนอื่น ๆ ล้วนเป็นบุคลากรจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

อินเดียสร้างประวัติศาสตร์ลงจอดบนดวงจันทร์

A view of the moon as viewed by the Chandrayaan-3 lander during Lunar Orbit.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือ การค้นหาน้ำแข็งที่เกิดจากน้ำ เพื่อดูว่ามนุษย์สามารถอาศัยบนดวงจันทร์ได้หรือไม่

ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ภารกิจ “จันทรายาน-3” ของอินเดีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก ด้วยการลงจอดบนขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์

“เรามุ่งหมายไปสู่ดวงจันทร์ และอวกาศไกลยิ่งกว่านั้นได้... ท้องฟ้าไม่ใช่ขีดจำกัดอีกต่อไป” นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย แถลงหลังยานจันทรายาน-3 ลงจอดสำเร็จ

ภายในยานอวกาศจันทรายาน-3 นั้น คือ หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจแบบ 6 ล้อ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน มันจะขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพถ่ายต่าง ๆ และข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่า บริเวณขั้วโลกใต้ ที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง หรือภายใต้เงาดวงจันทร์นั้น อาจมีน้ำแข็งอยู่

หากค้นพบน้ำแข็งจริง อาจจะเปิดทางสู่การอยู่อาศัยของมนุษย์บนดวงจันทร์ได้ในอนาคต หรือใช้เป็นฐานเติมเชื้อเพลิงให้ยานอวกาศเดินทางต่อไปยังดาวอังคาร หรือจุดหมายอื่นที่ไกลกว่านั้น

ความสำเร็จนี้ ทำให้อินเดียเป็นชาติที่ 4 ของโลกที่ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ และเป็นชาติแรกของโลกที่ลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์บริเวณขั้วโลกใต้

ประเทศอื่น ๆ ที่ทำสำเร็จ คือ สหรัฐฯ อดีตสหภาพโซเวียต และจีน โดยลงจอดบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดวงจันทร์ แต่ยังไม่เคยลงจอดบริเวณขั้วโลกใต้มาก่อน

ค้นหาชีวิตเอเลียน แต่เจอ “ระบบสุริยะสมบูรณ์แบบ”

Artwork: Six worlds around a star like our Sun are ideal to study how planets formed and whether they are home to life

ที่มาของภาพ, THIBAUT ROGER/NCCR PLANETS

คำบรรยายภาพ, ภาพจากศิลปิน: ดาวเคราะห์ 6 ดวงรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ของเรา

ก่อนจะสิ้นสุดปี 2023 นักวิจัยได้ค้นพบ “ระบบสุริยะสมบูรณ์แบบ” เมื่อเดือน พ.ย. ที่กำเนิดขึ้นมาโดยไม่เกิดการปะทะอะไรเลย ทำให้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ มีขนาดใกล้เคียงแทบจะเท่ากันหมด และมีการโคจรในคาบเวลาที่ประสานสอดคลอ้งกันอย่างดี

ระบบสุริยะนี้ อยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 100 ปีแสง ประกอบด้วยดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงกันทั้งหมด ซึ่งพวกมันแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย นับตั้งแต่ก่อตัวขึ้นเมื่อ 12,000 ล้านปีที่แล้ว ทำให้เหมาะต่อการนำมาเป็นต้นแบบ เพื่อศึกษาขั้นตอนการก่อตัวโดยทั่วไปของดาวเคราะห์ในจักรวาล ทั้งยังเป็นสถานที่เหมาะสมต่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวด้วย

สภาวะที่ไร้การรบกวนเช่นนี้ ทำให้ระบบสุริยะนี้เหมาะที่จะทำการศึกษาว่า ดาวเหล่านี้กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร และพวกมันมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือไม่

พัลลับ กอช ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ของบีบีซี อธิบายว่า การกำเนิดระบบสุริยะของเรา เป็นกระบวนการที่รุนแรงมาก ตอนที่ ดาวเคราะห์กำเนิดขึ้นมีการพุ่งชนกัน ทำให้การโคจรเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย ดาวเคราะห์บางดวงมีขนาดใหญ่มาก อย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ส่วนโลกและดาวดวงอื่นก็มีขนาดเล็ก

ตลอดช่วงเวลาราว 3 ทศวรรษที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบระบบดาวใหม่ ๆ หลายพันแห่ง แต่ไม่มีแห่งใดเลยที่เหมาะสมกับการเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาขั้นตอนการก่อตัวของดาวเคราะห์เช่นนี้ เพราะขนาดของดาวบริวารที่ใกล้เคียงกันและการที่ไร้เหตุรบกวนมาทำให้วงโคจรเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้นักดาราศาสตร์สามารถเปรียบเทียบและวิเคราะห์ถึงความเป็นมาของพวกมันได้ง่ายขึ้น

ภาพอันน่าทึ่งจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์

Cassiopeia A (NIRCam)

ที่มาของภาพ, NASA, ESA, CSA, STScI

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ ซึ่งถือว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทรงพลังและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการสร้างมา ได้ส่งภาพถ่ายจากระบบสุริยะมายังโลกตลอดปีที่ผ่านมา

ภาพใหม่ล่าสุด คือ ภาพที่มีรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาของดาวฤกษ์ที่ระเบิดไปแล้ว คือ ซากซุปเปอร์โนวาแคสสิโอเปีย เอ (แคส เอ)

ข้อมูลจากนาซาระบุว่า กล้องกึ่งอินฟราเรดของเจมส์เว็บบ์ได้ส่องไปยังแคส เอ ด้วยความละเอียดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ทำให้ปรากฏภาพคุณภาพสูง แสดงให้เห็นเปลือกของวัตถุต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายจากแรงระเบิด พุ่งกระทบมวลแก๊สที่ถูกปล่อยออกมาจากดาวฤกษ์ ก่อนการระเบิด

ภาพอันน่าตื่นตะลึงอื่น ๆ อาทิ ห้วงชีวิตสุดท้ายของดาวฤกษ์อันไกลโพ้น เป็นภาพรายละเอียดสูง แสดงให้เห็นโครงสร้างคล้ายโดนัทที่เกิดจากกลุ่มแก๊สเรืองแสงที่เรียกว่า เนบิวลาวงแหวน

A near-infrared image of the Ring Nebula

ที่มาของภาพ, The University of Manchester /PA Wire

เนบิวลานี้เกิดจากดาวฤกษ์ที่กำลังตาย และได้ปลดปล่อยแก๊สออกมาสู่อวกาศ จากระยะห่างจากโลก 2,600 ปีแสง

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภาพนี้ทำให้เราเข้าใจถึงวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ได้มากขึ้น

“เราตื่นตะลึงกับรายละเอียดของภาพอย่างมาก มันยอดเยี่ยมกว่าที่เราเคยเห็นมาเสียอีก” อัลเบิร์ต ซิจิลสตรา ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าว

“เราทราบมาตลอดว่าเนบิวลาของดวงดาวมันงดงาม แต่สิ่งที่เราเห็น มันน่าทึ่งมาก”