ก้าวไกล-สุทิน โต้ปม ปฏิรูปกองทัพ ใคร “ตบตาประชาชน”

สุทิน คลังแสง กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สวนกัน “หมัดต่อหมัด” ระหว่างการอภิปรายทั่วไปฯ 4 เม.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สุทิน คลังแสง กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สวนกัน “หมัดต่อหมัด” ระหว่างการอภิปรายทั่วไปฯ 4 เม.ย.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ฝ่ายค้านใช้เวทีเปิดอภิปรายทั่วไปฯ วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “พัฒนาร่วมกองทัพ” ของรัฐบาลเศรษฐา โดยระบุว่าเป็น “ปาหี่” และไม่มีอะไรใหม่ ขณะที่ รมว.กลาโหม ก็ตอบโต้กลับว่าข้อมูลที่นำมาพูดเป็นเรื่องเก่า

ในวันที่สองของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ 2560 3 สส. สังกัดพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประกอบด้วย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ, นายชยพล สท้อนดี สส.กทม., นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา ร่วมอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ

นักการเมืองจากพรรคสีส้มมองว่า คำแถลงนโยบายด้านกองทัพของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่บอกว่าเป็นการพัฒนาร่วมกัน แต่กลับพบว่า “เป็นแค่การสมยอมกับกองทัพในการปรุงแต่งตบตาประชาชน เอานโยบายรัฐบาลชุดที่แล้วมา ‘ทำแล้ว ทำอยู่ มาทำต่อ’ แล้วใช้คำให้ประชาชนหลงเชื่อว่านี่คือการปฏิรูป” และ “ไม่ได้ตั้งใจมากำกับดูแล แต่เป็นการอำนวยความสะดวกมากกว่า”

“พอกันทีกับการเล่นละครที่ตั้งชื่อว่าการพัฒนาร่วมกัน” สส.ก้าวไกล กล่าว

ภายหลังฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า “ผิดหวังนิดหน่อย เพราะมีแต่เรื่องเดิม ๆ” และขอให้วางวาทกรรมเอาไว้ก่อน มาคุยเรื่องเนื้องาน ซึ่งตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพัฒนากองทัพให้ดีขึ้น

“กองทัพมีไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่งคั่งของใคร” นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยัน

ขณะที่นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวว่า “ถ้าฟังวันนี้ คนที่หลอกลวงประชาชน คนตบตาประชาชนคือท่านวิโรจน์ ตบตาอย่างไร ท่านไปโฆษณาไว้ว่า การอภิปรายวันนี้จะคุณภาพคับแก้ว ชวนให้คนติดตามฟังเต็มบ้านเต็มเมือง แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นเรื่องเก่ามาก เรื่องเดิมที่ท่านเคยพูด ผมเคยตอบ และ 90% เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลเก่า"

บีบีซีไทยขอสรุป 6 ประเด็นที่น่าสนใจจากคำอภิปรายของ สส.ก้าวไกล และคำชี้แจงจาก รมว.กลาโหม

 นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน คุยกับรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน คุยกับรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล

1. ปรับลดกำลังพล

นายวิโรจน์กล่าวว่า รัฐบาลโหมประโคมข่าวความสำเร็จในการรับสมัครทหารแบบออนไลน์ ซึ่งแม้ยอดออนไลน์เพิ่มจากปี 2566 แต่ถ้านำไปรวมกับยอดสมัครวอล์กอินมีแนวโน้มลดลง “นี่คือการตบตาประชาชนโดยนำแค่ยอดสมัครออนไลน์มานำเสนอ 11 ปี จำนวนลดลงเฉลี่ยปีละ 1,500 นาย สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไม่มีอะไรใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำอยู่แล้ว”

เขาเห็นว่า หากต้องการปฏิรูปกองทัพอย่างแท้จริง กระดุมเม็ดแรกคือการปรับปรุงโครงสร้างภายในกระทรวงกลาโหม ยกเลิกหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเมินภัยคุกคามและบริบทความมั่นคงในโลกยุคใหม่ที่ความต้องการกำลังพลทหารราบลดลงในทุกประเทศ และนำพลทหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจทางทหารออกจากระบบให้หมด ทั้งนี้ตามแผนการยุบหน่วยงานในปีงบประมาณ 2567-2568 จะลดกำลังพลได้เต็มที่ 1,700 อัตรา ทว่าประหยัดงบประมาณได้เพียง 34 ล้านบาท จากงบเงินเดือนกำลังพลทั้งหมด 93,000 ล้านบาท

คำชี้แจงจากนายสุทิน: ภายหลังเข้ามารับตำแหน่ง เดิมตั้งใจจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกองทัพ แต่พอเข้าไปดูข้างในพบว่า กองทัพก็มีการปฏิรูปตัวเองเช่นเดียวกัน จึงใช้ “ไม้อ่อน” ให้คนในได้ปฏิรูปกันเองก่อน หากไม่ได้ดั่งใจค่อยกลับมาที่การตั้งคณะกรรมการจากบุคคลภายนอก

รมว.กลาโหม ตั้งคำถามกลับไปยังนายวิโรจน์ว่า สิ่งที่พูดคือ การปฏิรูป หรือ การปฏิวัติ เพราะถ้าปฏิวัติคือฉับพลันทันด่วน ไม่ต้องมีส่วนร่วม แต่ปฏิรูปคือร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ โดยตัวเขาเลือกตั้งคณะทำงาน 8 ชุดมาแก้ปัญหาในกองทัพ

2. ลดจำนวนนายพล

นายวิโรจน์ตั้งข้อสังเกตต่อคำประกาศปรับลดจำนวนนายพลลง 50% ในปี 2570 ว่าไม่ใช่การลดนายพลลงครึ่งหนึ่ง แต่เป็นการลดเฉพาะนายพลที่ไม่มีหน้าที่ชัดเจน หรือที่เขาเรียกว่า “นายพลตบยุง” ทั้งที่จำนวนนายพลที่ไม่มีความจำเป็นควรเป็นศูนย์ และถึงแม้นายสุทินไม่ดำเนินการใด ๆ จำนวนนายพลจะลดลงอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รับนักเรียนลดลง 150 คนตั้งแต่รุ่นผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดปัจจุบันเป็นต้นมา

คำชี้แจงจากนายสุทิน: นายพลที่บอกว่าเป็นนายพลส่วนเกิน ไม่มีงานทำ เป็นอดีตทหารที่เคยร่วมรบในอดีต เช่น สงครามร่มเกล้ามาก่อน ซึ่งในกลุ่มนอกตำแหน่งหลักนี้ จะเปิดให้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) 2 โครงการ ซึ่งผ่านสภากลาโหมแล้วและอยู่ในงบปี 2568 แล้ว เชื่อว่าคนกลุ่มนี้คงจะเข้าโครงการนี้ “เสร็จนาไม่ได้ฆ่าโคถึก เสร็จศึกยังดูแลขุนพล”

สำหรับตำแหน่งนายพลตามการเปิดเผยของ รมว.กลาโหม แบ่งเป็น นายพลในตำแหน่งหลัก 965 นาย และไม่ใช่ตำแหน่งหลัก 433 นาย รวม 1,398 นาย

3. หนองวัวซอโมเดล

นายวิโรจน์ และนายชยพล ยังได้อภิปรายถึงที่ดินราชพัสดุจำนวน 12 ล้านไร่ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้อยู่ในความครอบครองของกองทัพ 6.2 ล้านไร่ แบ่งเป็น กองทัพบก (ทบ.) 4.5 ล้านไร่, กองทัพเรือ (ทร.) และกองทัพอากาศ (ทอ.) 1.75 ล้านไร่ ส่วนอีก 5.75 ล้านไร่ อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

ที่ผ่านมา มีความพยายามเอาที่ดินของกองทัพมาให้ประชาชนใช้ประโยชน์ โดยตั้งชื่อว่า โครงการธนารักษ์เพื่อราษฎร์ หรือ “หนองวัวซอโมเดล” โดยเอาที่ดินพิพาทที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำมาให้ประชาชนเช่า แต่ประชาชนต้องยอมสละสิทธิการโต้แย้งในกรรมสิทธิ์

สส.ก้าวไกลระบุว่า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ชาวบ้านอยู่มาก่อนกองทัพตั้งแต่ปี 2476 ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งตอนแรกกองทัพขอใช้พื้นที่ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นที่กองทัพไปเฉยเลย จึงกลายเป็นข้อพิพาทต้องพิสูจน์สิทธิ

“พอมีโครงการหนองวัวซอ ชาวบ้านก็นึกว่าจะได้เอกสารสิทธิ์ แต่นี่ไปให้เขาเช่า ถ้ายอมเซ็นเช่า ก็เท่ากับเขากลายเป็นการบุกรุก”

ชยพล สท้อนดี หนึ่งในสาม สส. ก้าวไกล ระหว่างอภิปรายประเด็นกองทัพ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชยพล สท้อนดี หนึ่งในสาม สส. ก้าวไกล ระหว่างอภิปรายประเด็นกองทัพ

คำชี้แจงจากนายสุทิน: นโยบายกระทรวงกลาโหมไม่เคยบอกว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน ที่ทำได้คือเอาที่ของทหารให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ และต้องพิสูจน์สิทธิว่าเป็นของชาวบ้านหรือรัฐ ถ้าของชาวบ้านก็ต้องให้เขา ถ้าเป็นของรัฐก็ต้องเช่า

“หนองวัวซอเป็นที่ของธนารักษ์แต่เราไปจัดการให้ ไม่เคยบอกว่าจะให้โฉนด แต่บอกว่าจะให้เอกสารเช่า ซึ่งเขาจะได้เปลี่ยนจากผู้ทำผิดกฎหมายมากเป็นถูกกฎหมาย แต่ก่อนถูกชี้หน้าว่าเป็นผู้บุกรุก มาไล่ออกเรื่อย แต่ต่อไปนี้เมื่อได้สัญญาเช่า ไม่มีใครมาว่า มาไล่ออกได้ ท่านมีสิทธิเช่าตามสัญญาเท่านี้ ๆ เชิดหน้าชูตา” รมว.กลาโหมกล่าว

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมธนารักษ์ ยังชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นนี้ โดยเล่าถึงกระบวนการว่า หลังกองทัพส่งพื้นที่คืนธนารักษ์ มีการคุยกับประชาชนจำนวนหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจเรืองการใช้สิทธิเข้าพื้นที่ พร้อม ๆ กับการพูดคุยกับกองทัพที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่ ขุดบ่อบาดาล ทำถนน ทำหใ “ประชาชนสะพายเป้า เข้าไปอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ได้เลย”

สำหรับค่าเช่า นายจุลพันธ์บอกว่า ถูกกว่าราคาตลาดมาก เรียกว่า “แทบจะให้เปล่า” เช่น ที่ดินทำการเกษตร หากต่ำกว่า 50 ไร่ คิดค่าเช่า 20 บาท/ไร่/ปี ถ้าเกิน 50 ไร่ คิด 30 บาท/ไร่/ปี ส่วนที่อยู่ หากต่ำกว่า 10 ตร.ว. คิดแค่ 25 สตางค์/ตร.ว./เดือน เกิน 10 ตร.ว. คิด 50 สตางค์/ตร.ว./เดือน นอกจากนี้สิทธิที่ได้ไป ยังสามารถไปผูกพันขอสินเชื่อธนาคารรัฐได้ด้วย

“กรณีรับสิทธิไปเช่าพื้นที่ของรัฐแล้ว ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิประชาชนในการพิสูจน์สิทธิเพื่อจะได้สิทธิครอบครองที่ดินหากท่านอยู่มาก่อนรัฐ พี่น้องประชาชนหลังเช่าใช้พื้นที่รัฐแล้ว ยังสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ของคณะอนุกรรมการพิสูจน์ดินของรัฐ จังหวัด หรือของท่างราชการ ทำได้ตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้ห้าม” นายจุลพันธ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์แนะนำให้ รมช.คลัง โทรศัพท์สอบทานข้อมูลจากข้าราชการ เพราะ “ถ้าประชาชนลงนามแล้ว ต้องเซ็นหนังสือสละสิทธิการโต้แย้งในที่ดิน... นี่เป็นการหลอกประชาชนให้เข้าร่วมโครงการ โดยไม่เช็กข้อมูลให้ดี” แต่นายจุลพันธ์ยืนยันในข้อมูลที่เขาแจ้งไป

4. เรือฟริเกต

สส.ก้าวไกล ยังหยิบยกการตัดงบประมาณจัดซื้อเรือฟริเกต 17,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2567 ขอตั้งงบ 1,700 ล้านบาท มาพูดถึง โดยนายวิโรจน์อ้างว่า “มีสายข่าวในกองทัพเรือ” เล่าให้เขาฟังว่า มีคนของรัฐบาลพยายามต่อสายจะคุยกับ ทร. แต่ ทร. ปฏิเสธและยอมถูกตัดงบเหลือ 850 ล้าน และสุดท้าย ทร. ก็ถูกตัดงบจัดซื้อเรือฟริเกตในปีนี้

นายวิโรจน์เน้นย้ำเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อเรือฟริเกต และชี้ว่าจะเป็นการต่อเรือรบขนาดใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ เกิดการจ้างงาน และซื้อวัสดุในประเทศมหาศาล ดังนั้นการตัดงบประมาณครั้งนี้จึงเป็นการตัดโอกาสประเทศ และอาจจะต้องรอถึงปี 2569 ทร. ถึงจะสามารถของบประมาณใหม่ได้

นอกจากนี้เขายังนำคลิปของนายสุทินที่กล่าวไว้ในงาน “สัมมนาทิศทางอุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคง” มาเปิดกลางสภา โดย รมว.กลาโหม ระบุว่า ขอให้สภากลาโหมจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในประเทศ หากซื้อไม่ได้ ขอให้มีเงื่อนไขในการซื้อชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย

“นายสุทินเป็น รมว.กลาโหม มีอำนาจสั่งการ แต่กลับขอกองทัพ จึงทำให้รู้สึกสิ้นหวัง และยืนยันได้ว่าหากนายสุทินยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีแต่ความมืดมน” นายวิโรจน์กล่าว

คำชี้แจงจากนายสุทิน: ตอนตั้งงบอาวุธจัดซื้ออาวุธกลัวฝ่ายค้านด่า กลัวพรรคก้าวไกลด่าเพราะด่ามาทุกปี จึงตัดงบประมาณดังกล่าว “พูดง่าย ๆ ว่ากลัวท่านด่าเลยตัด มาวันนี้บอกให้คงไว้ ๆ เรือฟริเกตดีอย่างนั้นอย่างนี้ เจอเหลี่ยมนี้ ผมหลงมุมเลย พอไปดูสาระก็พอมีเหตุผล ท่านสับขาหลอกได้ ผมก็สับได้เหมือนกัน” ถ้าปีหน้าให้งบ ทร. อย่าด่าอีกนะ ท่านเชียร์นะและขอให้จำคำคัวเองไว้ให้ดี และหากซื้ออาวุธอย่างอื่นอีก ก็ขออย่ามาด่ากัน

นายสุทินยืนยันด้วยว่า การสั่งการเขาที่ใช้คำว่า “ขอ” นั้นไม่ได้ขอแบบหน่อมแน้ม แต่คนก้าวร้าว จะไม่เคยเห็นคุณค่าขอความนุ่มนวล เพราะคำว่า “ขอ” คือการสั่งการและชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องไปคำรามใส่กองทัพ

5. ร.ล.สุโขทัย

จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า บอกว่า หาก รมว.กลาโหม “ยังปล่อยให้เขาเล่นปาหี่แบบนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วความผิดจะตกไปอยู่ที่ผู้การเรือคนเดียว”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า บอกว่า หาก รมว.กลาโหม “ยังปล่อยให้เขาเล่นปาหี่แบบนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วความผิดจะตกไปอยู่ที่ผู้การเรือคนเดียว”

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา อภิปรายปมที่เขาเรียกว่า “ปาหี่เรือหลวง (ร.ล.) สุโขทัย” ซึ่งผ่านมา 1 ปี 3 เดือน 16 วันนับจากเกิดโศกนาฏกรรมเรือล่มเมื่อ 18 ธ.ค. 2565 คร่าชีวิตกำลังพลไป 29 นาย ก็ยังไม่สามารถไขปริศนา “เรือรบอับปางได้”

ล่าสุดมีภารกิจกู้เรืออย่างจำกัด 19 วัน ก่อนที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการจะเปิดแถลงข่าวกลางทะเลว่า เก็บกู้วัตถุพยานมาได้ 5 รายการ ขณะที่ภารกิจค้นหาและเก็บกู้เพื่อไปจัดทำอนุสรณ์สถานได้มา 11 รายการ นอกจากนี้ยังถ่ายภาพตัวเรือ 58 รายการ ตามที่ต้องการครบถ้วนเพียงพอที่จะสรุปสาเหตุได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้เรือขึ้นมาทั้งลำ อีกทั้งยังรีบส่งคืนงบประมาณกว่า 90 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้ ก่อนการเริ่มภารกิจ รู้ล่วงหน้าหรือไม่

“เรารู้ว่าท่านไม่ต้องการจะกู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะถ้าอยากทำ มันขึ้นมามานานแล้วไม่ต้องรอ 15 เดือนหรอก แต่ให้มันเนียนหน่อย อย่าให้ประเจิดประเจ้อ เดี๋ยวคนจะหาว่าเล่นปลาหี่”

นายจิรัฏฐ์ยังตั้งข้อสังเกตต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่จะแถลงสรุปผลการสอบสวนในไม่กี่วันนี้ “หากยังปล่อยให้เขาเล่นปาหี่แบบนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วความผิดจะตกไปอยู่ที่ผู้การเรือคนเดียว แต่คนที่สั่งการให้เรือลำนี้เดินทางไปสู่ความตาย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ผู้บังคับบัญชาของทั้ง 3 หน่วยงานมีส่วนต้องรับผิดชอบหรือเปล่า วันนี้ทุกคนขึ้นตำแหน่งกันหมดแล้ว”

สำหรับ 3 หน่วยงานที่นายจิรัฏฐ์ตั้งข้อสังเกตว่าต้องรับผิดชอบ ได้แก่ กองเรือยุทธการ, กองเรือภาคหนึ่งที่สั่งให้ออกไปทำภารกิจ, กรมอู่ทหารเรือที่รับภารกิจซ่อมบำรุง

“ท่านรัฐมนตรี เรื่องนี้ท่านเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ระหว่างผู้มีอำนาจในกองทัพที่ต้องการเอาตัวรอด กับดวงวิญญาณที่ต้องการความยุติธรรม” นายจิรัฏฐ์กล่าว

คำชี้แจงจากนายสุทิน: นั่งดูอยู่ว่าขาจะเป็นการปาหี่หรือไม่ แต่ขณะนี้การยังสอบสวนยังไม่จบ ต้องปล่อยให้เขาทำงานให้จบ รอรายงาน ถ้าเป็นลักษณะปาหี่จริง ตนสามารถตั้งคณะกรรมการภายนอกขึ้นมาตรวจสอบชุดใหม่ได้ ทั้งนี้ในวันที่ 9 เม.นย. ทร. จะสรุปผลสอบสวนว่าใครผิด ใครถูก ใครต้องได้รับการลงโทษ

“จะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ และจะไม่ให้มีแพะเด็ดขาด” รมว.กลาโหม ยืนยันกลางสภา