You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดนักโบราณคดีรั้งรอ ไม่ยอมเปิดสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เสียที
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า มีการขุดพบทหารดินเผาเพิ่มอีก 220 ตัว พร้อมด้วยม้าดินเผาและรถม้าดินเผาอีกจำนวนหนึ่ง ในบริเวณใกล้กับสุสานของฉินสื่อหวงตี้ หรือ “จิ๋นซีฮ่องเต้” จักรพรรดิพระองค์แรกผู้รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว
นับแต่มีการค้นพบกองทัพทหารดินเผาและสุสานของปฐมจักรพรรดิเมื่อปี 1974 ที่มณฑลส่านซีของจีน อันถือเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 20 บรรดานักโบราณคดีสามารถขุดค้นหลุมฝังเครื่องสังเวยและของมีค่า รวมทั้งรูปปั้นทหารดินเผาได้เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก
แต่ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยถึงการเปิดสุสานที่ฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งอยู่ใต้เนินดินใหญ่คล้ายภูเขาลูกย่อม ๆ ใกล้กับหลุมที่ค้นพบกองทัพทหารดินเผาเลย ทั้งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากมายบ่งชี้ว่า ภายในสุสานอายุเก่าแก่กว่า 2,200 ปีแห่งนี้ เต็มไปด้วยสิ่งล้ำค่าและสิ่งประดิษฐ์ที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งท้าทายและเชิญชวนให้นักโบราณคดีเข้าไปสำรวจอย่างยิ่ง
ซือหม่าเซียน นักจดบันทึกประวัติศาสตร์ในยุคราชวงศ์ฮั่นและผู้แต่งพงศาวดาร “สื่อจี้” ได้ระบุเอาไว้ว่า สุสานของปฐมจักรพรรดินั้นอยู่ที่ฐานของโครงสร้างคล้ายพีระมิดขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 50 เมตร ภายในเต็มไปด้วยกลไกและกับดักต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้บุกรุกเข้าไปได้
ในส่วนของห้องบรรจุพระศพนั้น ซือหม่าเซียนบรรยายเอาไว้อย่างวิจิตรพิสดารว่า หีบพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศจำลองของจักรวรรดิฉินทั้งหมด ซึ่งมีตั้งแต่ภูเขาไปจนถึงแม่น้ำและทะเลปรอทที่ไหลเวียนได้อยู่ตลอดกาล เพดานของสุสานยังประดับประดาด้วยอัญมณีหลากชนิด ซึ่งทำขึ้นเลียนแบบดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ รวมไปถึงดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้า
หลังโลกเริ่มต้นยุคศตวรรษที่ 21 ได้ไม่กี่ปี ทีมสำรวจของศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ รีเจล จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ของสหรัฐฯ ได้ลงมือสุ่มตัวอย่างดินหลายจุดบนเนินเขาที่ฝังพระศพ เพื่อนำมาวิเคราะห์ทางเคมีในห้องปฏิบัติการ ซึ่งผลปรากฏว่าดินมีความเข้มข้นของปรอทในปริมาณสูงอยู่หลายจุด
สิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งก็คือ ตำแหน่งของตัวอย่างดินที่อิ่มด้วยไอปรอทซึ่งระเหยขึ้นมาจากใต้เนินฝังพระศพ เรียงตัวเป็นรูปทรงของทะเลป๋อไห่หรืออ่าวในทะเลเหลืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งตรงกับรูปทรงของภูมิประเทศตามแผนที่ยุคปัจจุบันไม่ผิดเพี้ยน ถือเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่า มีห้วงน้ำจำลองขนาดใหญ่ที่ทำจากปรอทในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้จริง
รายงานวิจัยอีกฉบับหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปี 2020 ชี้ว่าสุสานแห่งนี้เป็นแหล่งเก็บปรอทปริมาณมหาศาลเช่นกัน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศึกษาศาสตร์จีนใต้ (SCNU) ใช้อุปกรณ์สำรวจและวัดระยะด้วยเลเซอร์ (LIDAR) ตรวจสอบความเข้มข้นของไอปรอทในบรรยากาศเหนือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ จนพบว่ามีความเข้มข้นสูงสุดถึง 27 นาโนกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่าการปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมปกติของท้องถิ่นเกือบ 3 เท่า
“ปรอทที่ระเหยเป็นไอได้ง่าย อาจแทรกซึมขึ้นมาด้านบนผ่านรอยแตกในโครงสร้างของสุสานที่ผุพังไปตามกาลเวลา ผลการสำรวจของเราชี้ว่ายังคงมีปรอทในรูปของเหลวปริมาณมหาศาลภายในสุสาน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เคยถูกเปิดออกหรือมีผู้บุกรุกเข้าไปมาก่อนเลย” ทีมผู้วิจัยของจีนกล่าวสรุป
ผลการสำรวจเบื้องต้นจากภายนอกดังกล่าว แม้จะน่าตื่นเต้นและเย้ายวนให้นักโบราณคดีเร่งขุดค้นเพื่อจะได้เปิดเข้าไปชมสุสานที่ยิ่งใหญ่อลังการในทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลเหล่านี้กลับทำให้พวกเขาเกิดความลังเลและหวั่นกลัว ยังไม่กล้าที่จะเปิดดูสุสานของปฐมจักรพรรดิในเร็ววันนี้
สาเหตุประการแรกที่นักโบราณคดีรั้งรอ ไม่ยอมเปิดสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ออกทำการสำรวจเสียทีนั้น เนื่องมาจากพวกเขายังไม่มีวิธีการที่ดีพอในการรักษาวัตถุโบราณให้คงสภาพเมื่อสัมผัสกับอากาศภายนอก ดังจะเห็นได้จากกรณีของหุ่นทหารดินเผาซึ่งมีสีสันงดงามเมื่อแรกขุดพบ แต่สีดังกล่าวได้สลายตัวไปในชั่วพริบตา จนเหลือเพียงเนื้อดินเผาสีเทาแบบที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
บรรดานักโบราณคดีจีนและนานาชาติหวั่นเกรงว่า การเร่งรีบเปิดสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในตอนที่ยังขาดความพร้อม จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่ไม่อาจแก้ไขหรือเรียกคืนมาได้แก่แหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เหมือนกับการขุดค้นซากโบราณของเมืองทรอย (Troy) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้ทำลายมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่นักโบราณคดีตั้งใจจะศึกษาและอนุรักษ์ไว้ไปจนหมด
มีผู้เสนอให้ใช้อนุภาคมิวออน (muon) ซึ่งเป็นอนุภาคที่เกิดขึ้นหลังรังสีคอสมิกชนเข้ากับอะตอมในชั้นบรรยากาศโลก มาเป็นเครื่องมือในการมองทะลุทะลวงเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ภายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้โดยไม่ก่อความเสียหาย ไม่ต่างจากการใช้อุปกรณ์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการเริ่มต้นศึกษาวิจัยตามแนวทางนี้กันเสียที
สาเหตุประการที่สองซึ่งทำให้ยังไม่มีการขุดค้นสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มาจากพงศาวดารของซือหม่าเซียนที่บอกว่าภายในสุสานเต็มไปด้วยกับดักและกลไกปล่อยอาวุธจำนวนมาก โดยซือหม่าเซียนได้เขียนบันทึกไว้หลังจิ๋นซีฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ได้ราว 100 ปีว่า “ช่างฝีมือถูกสั่งให้ประดิษฐ์หน้าไม้และลูกธนูที่พร้อมยิงใส่ผู้บุกรุกสุสานทุกคน”
นอกจากจะหวั่นเกรงอันตรายจากกลไกป้องกันความปลอดภัยแล้ว นักโบราณคดียังเกรงว่าการขุดค้นอาจทำให้ปรอทเหลวปริมาณมหาศาลไหลทะลักออกมาท่วมนอง สัมผัสกับร่างกายของทีมขุดค้นจนเกิดเป็นพิษและก่ออันตรายอื่น ๆ ต่อสุขภาพได้
ความฝันของนักโบราณคดีและผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์จีนอีกหลายคน ซึ่งต้องการเห็นความวิจิตรพิสดารและความยิ่งใหญ่อลังการของสุสานของปฐมจักรพรรดิด้วยตาตนเอง ก็น่าจะยังคงเป็นเพียงความฝันต่อไปอีกหลายสิบปีเลยทีเดียว