เวิลด์คอยน์: ผู้สร้าง ChatGPT ออกเหรียญคริปโตใหม่ "สแกนม่านตา" แลกเหรียญคริปโตฟรี

ที่มาของภาพ, Worldcoin
บริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT เปิดตัวโครงการเหรียญคริปโตใหม่ที่ชื่อว่า "เวิลด์คอยน์" ชวนผู้คนมาเก็บข้อมูลตัวตนด้วยการสแกนม่านตา เพื่อแลกกับการรับเหรียญคริปโตมูลค่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ
ในวันแรกของการเปิดโครงการเมื่อ 25 ก.ค. 2566 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร บีบีซีได้เดินทางไปสังเกตการณ์โครงการนี้ โดยกระบวนการสแกนม่านตา ได้ใช้อุปกรณ์แสกนม่านตาทรงกลมสีเงิน จ่อที่ดวงตาของผู้ที่เข้าโครงการ เมื่อผ่านกระบวนการทุกขั้นตอนแล้ว พวกเขาจะได้รับเหรียญคริปโตเป็นการแลกเปลี่ยน
แซม อัลท์แมน ซีอีโอบริษัท โอเพนเอไอ ซึ่งเป็นผู้สร้างแชทบอท ChatGPT กล่าวว่า เขาหวังว่าโครงการที่เพิ่งถูกริเริ่มนี้จะช่วยยืนยันตัวบุคคลของมนุษย์ว่าไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ
"เวิลด์คอยน์อาจช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ด้วยการมีเครื่องมือที่น่าเชื่อถือในการแยกแยะมนุษย์ออกจากเอไอ ในขณะที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัวไว้" อัลท์แมน ระบุในแถลงการณ์ของบริษัทที่ปรากฏบนเว็บไซต์
เวิลด์คอยน์ อ้างด้วยว่าระบบนี้จะปูทางให้เกิด "สวัสดิการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า" (Universal Basic Income - UBI) สำหรับการระดมทุนผ่านเอไอ แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะทำด้วยวิธีการใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
เก็บข้อมูลไปแล้วกว่า 2 ล้านคน
แนวคิดเรื่องสวัสดิการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) เป็นการประกันรายได้ให้กับพลเมืองทุกคนด้วยการมอบเงินรายเดือนให้ทุก ๆ เดือน ซึ่งมีวิธีการจ่ายเงินได้หลายวิธี
เวิลด์คอยน์ เผยถึงขั้นตอนแรกของโครงการคริปโตยูโทเปียนี้ว่า จะต้องมีการสแกนม่านตาของคนจำนวนหลายล้าน ไปจนถึงหลายพันล้านคน ในการเก็บข้อมูลระบุตัวตนของมนุษย์
นับตั้งแต่เริ่มมีการทดสอบอุปกรณ์สแกนม่านตาเมื่อ 2 ปีก่อน เวิลด์คอยน์ระบุว่า ได้สแกนม่านตาเก็บข้อมูลของผู้เข้าโครงการไปแล้วกว่า 2 ล้านคน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลคริปโตใน 33 ประเทศ ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสแกนม่านตานี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในยุโรป อินเดีย และแอฟริกาใต้
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้พัฒนาเวิลด์คอยน์จะเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แต่โครงการสแกนม่านตาแลกคริปโตนี้ไม่ได้มีการดำเนินการในสหรัฐฯ แต่อย่างใด เนื่องจากความกังวลในด้านกฎหมาย
ปัจจุบันโครงการนี้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเหรียญคริปโตเวิลด์คอยน์ก็เริ่มมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันจริงแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทำให้โครงการนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย
โครงการเวิลด์คอยน์ ยังได้เผยแพร่ภาพการเข้าคิวสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตในญี่ปุ่น พร้อมระบุว่าเตรียมจะนำอุปกรณ์สแกนม่านตาอีก 1,500 ชิ้น กระจายออกไปในประเทศต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลผู้คนทั่วโลก
บีบีซี เดินทางไปยังสถานที่สแกนม่านตาในลอนดอน และพบว่าโครงการได้รับการตอบรับจากคนจำนวนมาก

ขั้นตอนการสแกนม่านตา
ขั้นตอนสแกนม่านตาเก็บข้อมูลระบุตัวตน เริ่มจากการนำอุปกรณ์ทรงกลมมาจ่อที่ใบหน้าและม่านตา โดยเล็งให้เลนส์ของอุปกรณ์ตรงกับบริเวณดวงตาเป็นเวลา 10 วินาที เมื่อมีสัญญาณเสียงดังขึ้นแปลว่าเก็บข้อมูลสำเร็จ ผู้พัฒนาอุปกรณ์สแกนม่านตาบอกว่า ก่อนหน้านี้อุปกรณ์ถูกออกแบบมาให้สามารถพูดตอบโต้กับผู้ใช้งานได้ด้วย แต่ได้รับการตอบรับว่า เสียงตอบโต้ทำให้รู้สึกน่ากลัว ผู้พัฒนาจึงนำฟังก์ชั่นดังกล่าวออกไป
หลังจากสแกนม่านตาเสร็จ ผู้เข้าโครงการจะได้รับรหัสเลขยืนยันตัวตน จากนั้นระบบจะนำข้อมูลที่ได้ไปตรวจสอบยืนยันอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้มาสแกนม่านตาซ้ำ หลังจากนั้นอุปกรณ์จะส่งสัญญาณเสียงอีกครั้ง เมื่อจบขั้นตอนนี้ ข้อมูลระบุตัวตนของผู้เข้าโครงการจะถือว่าได้รับการบันทึกในฐานข้อมูลเดียวกับคนอีก 2.06 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อย
ผู้ที่เข้ารับการเก็บข้อมูลจากม่านตา จะได้รับเหรียญโทเคนของเวิลด์คอยน์ 25 เหรียญ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ละเหรียญมีมูลค่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ รวมมูลค่าเหรียญทั้งหมดอยู่ที่ราว 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,705 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 34.10 บาท)
ในการเข้ารับการสแกนม่านตาของผู้สื่อข่าวบีบีซี บีบีซีจะขายเหรียญโทเคนทันทีที่ผู้สื่อข่าวได้รับเหรียญมาจากเวิลด์คอยน์ และนำเงินจากการขายบริจาคให้กับมูลนิธิเด็ก Children in Need
ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานด้วยว่า หลังจากสแกนม่านตาเสร็จแล้ว มีคนอีก 13 คน เข้าไปสแกนม่านตาเช่นกัน โดยทั้งหมดเป็นผู้ชายที่อยู่ในวัย 20 กว่าและ 30 กว่าปี
"ผมมาที่นี่หลังจากเห็นแซม อัลท์แมน ทวีตข้อความเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการ" โมเสส เซรูมากา ชายวัย 37 ปีกล่าว

"ผมเห็นว่า คุณจะได้เงินจำนวนหนึ่งจากการมาทำสิ่งนี้ ผมก็คิดว่าทำไมจะไม่ทำล่ะ มูลค่าของมันอาจจะหายไปเหมือนกับคริปโตตัวอื่น ๆ หรืออาจจะพุ่งขึ้นก็ได้ ผมไม่อยากพลาดเรื่องนี้หรอก" เขาระบุ
ด้าน "ทอม" วัย 23 ปี ที่เข้ารับการสแกนม่านตา บอกว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อให้ได้เงิน เพราะไม่คิดว่ามูลค่าของเหรียญโทเคนตัวนี้จะเพิ่มขึ้น
"ผมคิดว่าจำนวนเงินมันไม่ได้น่าจูงใจเพียงพอ ยกเว้นว่าคุณอยู่ในประเทศที่ด้อยพัฒนา และผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ที่มูลค่ามันจะเพิ่มขึ้น" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสแกนม่านตานั้นมีข้อถกเถียงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับกลยุทธ์บางอย่างที่ผู้รับจ้างสแกนม่านตาซึ่งได้ค่าจ้างตามจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกังวลในการรับผู้เข้าโครงการในประเทศที่ยากจน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวยังกังวลด้วยว่า ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของบุคคลที่ถูกสแกนจากม่านตาอาจตกไปอยู่ในมือของผู้ที่นำมันไปใช้ในทางที่ผิด แม้ว่าเวิลด์คอยน์จะยืนยันว่าไม่มีการจัดเก็บข้อมูลใด ๆ จากบุคคลภายนอก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เก็บข้อมูลส่วนบุคคล น่ากังวลหรือไม่
วิทาลิก บูเทริน ผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียม (Ethereum) ได้ออกมาตอบรับโครงการของเวิลด์คอยน์ด้วยความตื่นเต้น แต่ก็เตือนถึงอันตรายที่เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดขึ้น
"ในภาพรวม แม้จะมี 'ความรู้สึกแบบดิสโทเปีย' (ความเสี่ยง หายนะ หรือความเสียหายที่มีนัยถึงโลกของสกุลเงินดิจิทัล) ของการจ้องไปที่อุปกรณ์กลม ๆ และปล่อยให้มันสแกนลึกเข้าไปในลูกตา แต่ดูเหมือนว่าระบบฮาร์ดแวร์พิเศษจะทำหน้าที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ค่อนข้างดี"
อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเห็นด้วยว่า การพึ่งพาอุปกรณ์สแกนม่านตาแบบพิเศษในการเก็บข้อมูลอาจเป็นการให้อำนาจกับเวิลด์คอยน์มากเกินไป และทำให้ยากที่จะขยายโครงการนี้ไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก
ด้านแจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินคริปโต ทวีตข้อความวิจารณ์โครงการนี้อย่างรุนแรง โดยบอกว่าอุปกรณ์เก็บข้อมูลจากม่านตา "น่ารัก" และมีคำเตือนถึงผลพวงในแง่ร้ายว่า "คุณไปหาลูกกลม ๆ ใบนั้น แล้วลูกกลม ๆ ใบนั้นจะกลับมาหาคุณ"
ด้านซีอีโอโอเพนเอไอระบุว่าเขารับคำวิจารณ์ พร้อมบอกว่าความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ยิ่งทำให้ทีมของเขามีพลัง อย่างไรก็ดีเขายอมรับว่าโครงการนี้มีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
"มันอาจจะได้ผลหรือไม่ก็ได้ แต่การลองทำเรื่องแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้ความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้" แซม อัลท์แมน ระบุ











