You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
นักฟิสิกส์พบมีบางอย่างฉุดรั้งการเติบโตของ “เส้นใยจักรวาล”
ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า เอกภพหรือจักรวาลของเรากำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่ง แต่ก็ยังมีทัศนะที่ขัดแย้งกันอยู่ในเรื่องของ “ค่าคงที่ฮับเบิล” (Hubble constant) หรือตัวเลขที่บ่งชี้อัตราการขยายตัวดังกล่าว ว่าควรจะเป็นเท่าใดกันแน่
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาค่าคงที่ฮับเบิลที่ถูกต้องอยู่นี้ ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ ได้พบความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งบ่งชี้ว่ากลไกของเอกภพไม่ได้เดินหน้าผลักดันให้เกิดการขยายตัวของที่ว่าง รวมทั้งผลักดันการเติบโตของ “เส้นใยจักรวาล” (cosmic web) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพลังงานลึกลับบางอย่างที่คอยฉุดรั้งขัดขวางกระบวนการดังกล่าวอยู่ด้วย
มีการตีพิมพ์ผลวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Physical Review Letters ฉบับล่าสุด โดย ดร.เหวียน นัต มินห์ ผู้นำทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวอธิบายว่า เอกภพประกอบไปด้วยสสารที่รวมตัวกันเป็นดาราจักรและโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างเส้นใยจักรวาล ทั้งยังเต็มไปด้วยที่ว่างหรือห้วงอวกาศที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นทุกที จนทำให้ดาราจักรต่าง ๆ แยกห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
จะเห็นได้ว่ากลไกการก่อตัวและรวมตัวของวัตถุอวกาศ ที่น่าจะกระจัดกระจายกันออกไปหลังเหตุการณ์บิ๊กแบงนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยความโน้มถ่วง (gravity) จากสสารมืด (dark matter) ซึ่งสวนทางกับการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งของห้วงอวกาศ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “พลังงานมืด” (dark energy)
“หากเราย้อนตรวจสอบโครงสร้างของเอกภพในอดีต โดยดูว่าวัตถุอวกาศมาจับกลุ่มรวมตัวกันและขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นเส้นใยจักรวาลได้อย่างไร ตลอดช่วงเวลากว่าหมื่นล้านปีที่ผ่านมา เราก็จะทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความโน้มถ่วงกับพลังงานมืด ที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของเอกภพ” ดร.เหวียน กล่าว
ทีมผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากปรากฏการณ์คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) และเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) วิเคราะห์ความเป็นมาของโครงสร้างเอกภพในอดีต โดยเทียบกับแบบจำลองความสอดคล้องทางจักรวาลวิทยา “แลมบ์ดา-ซีดีเอ็ม ชนิดแบนราบ” (flat ΛCDM) ซึ่งเป็นแบบจำลองมาตรฐานที่ผ่านการปรับค่าพารามิเตอร์บางตัว เพื่ออธิบายวิวัฒนาการของเอกภพนับแต่เหตุการณ์บิ๊กแบงเป็นต้นมา
ผลปรากฏว่าโครงสร้างของเส้นใยจักรวาลในอดีต มีอัตราการเติบโตช้ากว่าที่แบบจำลองมาตรฐาน flat ΛCDM ได้ทำนายเอาไว้มาก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงบางสิ่งที่คอยขัดขวาง และยับยั้งไม่ให้เส้นใยจักรวาลเติบโตขยายขนาดได้อย่างเต็มที่
หากผลวิจัยนี้ถูกต้อง นักฟิสิกส์จะสามารถคลี่คลาย “ความขัดแย้งฮับเบิล” (Hubble tension) ซึ่งเป็นปัญหาจากผลการตรวจวัดค่าคงที่ฮับเบิลที่ไม่ตรงกันได้สำเร็จ เพราะความคลาดเคลื่อนนี้อาจมาจากปัจจัยที่ยับยั้งการเติบโตของโครงสร้างเอกภพก็เป็นได้
ทั้งนี้ การสำรวจสัญญาณไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ (CMB) ชี้ว่าค่าคงที่ฮับเบิลอยู่ที่ราว 67 กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกะพาร์เซก ส่วนค่าคงที่ฮับเบิลใหม่ที่เพิ่งวัดได้จากความสว่างของดาวแปรแสงเมื่อไม่กี่ปีก่อน อยู่ที่ 74 กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกะพาร์เซก และล่าสุดกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) สามารถวัดค่าคงที่ฮับเบิลได้ที่ 68 กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกะพาร์เซก