นักวิทย์ฯเผยธรรมชาติเตรียมลงโทษมนุษย์ ตัดลดประชากร-อารยธรรมล่มสลาย

ย้อนแสงของคนแน่นเมือง

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อราว 200 ปีก่อน ในช่วงศตวรรษที่ 18 โลกมีประชากรมนุษย์ประมาณ 1,000 ล้านคน แต่ในอีกเพียงร้อยปีต่อมา จำนวนประชากรกลับเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างรวดเร็วถึง 600 ล้านคน จนในปัจจุบันโลกของเรามีประชากรมนุษย์รวมกันทั้งสิ้นราว 8,000 ล้านคนเลยทีเดียว

การเพิ่มขึ้นของประชากรในอัตราที่น่าตกใจเช่นนี้ ส่งผลกระทบร้ายแรงที่สั่นคลอนความมั่นคงยั่งยืนของนิเวศมณฑล (ecosphere) ซึ่งก็คือระบบนิเวศของโลกทั้งใบนั่นเอง ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในประเด็นปัญหาดังกล่าวออกมาเตือนว่า ธรรมชาติกำลังจะเริ่มปรับสมดุลเพื่อปกป้องนิเวศมณฑลโดยรวม ด้วยการตัดลดจำนวนประชากรมนุษย์ครั้งใหญ่ ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมต่าง ๆ

แนวคิดข้างต้นเป็นของดร.วิลเลียม รีส นักนิเวศวิทยาประชากรจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) ของแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ World เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา

ดร.รีส อธิบายในบทความดังกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์อย่างเกินขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้มีการบริโภคทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองมหาศาล ในอัตราที่ทำลายความยั่งยืนของระบบนิเวศโลกลงอย่างสิ้นเชิง ซ้ำร้ายธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะไม่มองการณ์ไกล ยังทำให้ยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้

ด้วยเหตุนี้ เหตุร้ายที่เกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากรเช่นสงครามและภัยธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่ตามมาตอบสนองต่อความละโมบของมนุษย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเหตุร้ายเหล่านี้จะส่งผลตัดลดจำนวนประชากรโลกลงครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดการล่มสลายของอารยธรรมในหลายภูมิภาค ซึ่งดร.รีสทำนายว่าจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้

คาดว่าอินเดียจะมีจำนวนประชากรสูงสุด 1,600 - 1,800 ล้านคน ในช่วงปี 2060

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, คาดว่าอินเดียจะมีจำนวนประชากรสูงสุด 1,600 - 1,800 ล้านคน ในช่วงปี 2060

“เผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ ได้วิวัฒนาการมาในทิศทางที่จะเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นหลายเท่าอย่างรวดเร็ว ทั้งยังแพร่ขยายการตั้งถิ่นฐานของผู้คน จนครอบคลุมไปทั่วทุกสภาพภูมิศาสตร์ของโลก ทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรทุกชนิดที่มีอยู่จนหมด” ดร.รีส กล่าว

“เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ว่าด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์ ชี้ว่าการแพร่ขยายจำนวนประชากรในลักษณะนี้ มักจะต้องพบกับผลตอบสนองในทางลบเสมอ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้มนุษย์สมัยใหม่สามารถหลีกเลี่ยงผลเสียของการเพิ่มจำนวนประชากร และการบริโภคอย่างไม่หยุดยั้งมาได้ระยะหนึ่ง”

ดร.รีส ยังอธิบายต่อไปว่า ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์หลงลืมไปว่าตนเองยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ส่วนแนวโน้มที่มนุษย์มักมีนิสัยชอบเล็งผลประโยชน์ระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดมาได้ในเส้นทางวิวัฒนาการอันยาวนานนั้น กลับกลายเป็นสาเหตุของการฉกฉวยทรัพยากรมาใช้อย่างเกินขนาดและไร้ขอบเขต โดยไม่อาจจะหยุดยั้งตนเองได้

นอกจากปัญหาดังกล่าวจะทำลายสภาพแวดล้อมโลก และทำให้เกิดภาวะโลกรวนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแล้ว ดร.รีสยังระบุว่า การบริโภคชีวมวล (biomass) อย่างมหาศาล ได้รบกวนขัดขวางวงจรการหมุนเวียนสารอาหารของโลก ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตครั้งที่หก (6th mass extinction) และการล่มสลายของระบบต่าง ๆ ในธรรมชาติที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตด้วย

หากมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวในเรื่องตัดลดการบริโภคทรัพยากรลงอย่างเร่งด่วน หรือไม่สามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาย่อมจะเป็นหายนะแก่ตัวมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นทุพภิกขภัยหรือภาวะอดอยากขาดแคลนอาหาร, การจำต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่ขาดแคลน, โรคระบาด, หรือแม้แต่การสู้รบเข่นฆ่าที่มาจากความขัดแย้งพื้นฐานในเรื่องทรัพยากร